วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อีกระบบที่ซ่อนอยู่ของญี่ปุ่น

พฤหัสบดี ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒



สมัยอยู่ชั้นมัธยม นิติภูมิเรียนห้องเดียวกับอิทธิพล ปัจจุบันเพื่อนคนนี้คือ พลตำรวจตรี อิทธิพล พิริยะภิญโญ ผู้บังคับการตำรวจจันทบุรี และประธานรุ่นเพื่อนตราดฯ ๑๘,๒๐ วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขอเชิญเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนไปพร้อมกันเวลาเย็น ที่สวนอาหารหนองบัว จ.ตราด ไปกันให้ครบนะเพื่อน



สมัยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ใหม่ๆ ครูบาอาจารย์ชั้นผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ในอดีต ระบบสหกรณ์ของไทยไม่เป็นสองรองใคร แม้แต่เกาหลีใต้ยังต้องเดินทางมาดูงานด้านสหกรณ์ในไทย แต่วันนี้ ผมและข้าราชการไทยจากหลายกระทรวงกลับต้องเดินทางมาดูงานการสหกรณ์ที่เกาหลีใต้ นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าพอสมควรสำหรับคนที่มุ่งมั่นและเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์อย่างพวกเรา



นายทุนทั้งหลายไม่ชอบสหกรณ์ พ่อค้าคนกลางของไทยพยายามเข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับการเมือง จากนั้นก็ใช้อิทธิพลการเมืองเข้าไปทำลายเครือข่ายสหกรณ์ ไม่ให้สหกรณ์ไทยเชื่อมโยงกันได้ ไม่ให้รวมตัวกันซื้อ หรือรวมตัวกันขาย ไม่ต้องการให้ประชาชนคนในแวดวงสหกรณ์มีอำนาจต่อรองกับนายทุน



อีกกลุ่มที่ทำลายสหกรณ์ก็คือผู้คนในแวดวงธนาคาร พวกนี้แขยงแขงขนสหกรณ์มาก เพราะเมื่อใดที่สหกรณ์ออมทรัพย์เข้มแข็ง ธนาคารซึ่งเป็นระบบนายทุนก็จะหมดความหมายเหมือนในหลายประเทศทางแถบสแกนดิเนเวีย



เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตอนนี้มีเงินออมอยู่ ๓ หมื่นล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีเงินเป็นพันล้าน เอาเป็นว่า ขณะนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งของหน่วยงานรัฐและเอกชนมีเงินฝากรวมกันทั้งสิ้น ๗ แสนกว่าล้านบาท นี่ขนาดถูกแกล้ง และถูกทำลาย มาตลอดโดยนายธนาคารและนายทุนที่สวมชุดนักการเมือง สหกรณ์ออมทรัพย์ยังแหกด่านมีทุนได้ขนาดนี้ เมื่อรวมเงินออมในสหกรณ์อื่นด้วย ก็มีทุนมากกว่า ๘ แสนล้านบาท



เมื่อวาน นิติภูมิเรียนรับใช้ถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน ว่าประเทศเหล่านี้มีรายได้ส่วนใหญ่จากภาคอุตสาหกรรมก็จริง แต่รัฐบาลก็จริงใจส่งเสริมระบบสหกรณ์ รัฐบาลของประเทศเหล่านี้เข้าใจดีว่า ระบบทุนนิยมสามารถโกยความมั่งคั่งเข้าประเทศได้ชั่วระยะหนึ่ง แต่ความมั่นคงของแท้ของแผ่นดินอยู่ที่ระบบสหกรณ์



ผู้อ่านท่านคงทราบนะครับ ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแต่ภูเขาสูงเลากา ร้อยละ ๑๕ ของที่ดินทั้งประเทศเท่านั้นที่ใช้ทำการเกษตรได้ จีดีพีภาคเกษตรของญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ ๑.๔ แต่มีมูลค่ามากกว่า ๖ หมื่นล้านดอลล่าร์



รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใช้พื้นที่ร้อยละ ๕๖ ปลูกข้าว โดยเฉลี่ยเกษตรกรถือครองที่ดินกันครอบครัวละ ๖.๙ ไร่ แต่เกษตรกรของญี่ปุ่นก็ยังดำรงคงความเป็นอยู่ที่ดี เพราะมีฐานมาจากระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งซึ่งรัฐบาลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลมามากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว



ญี่ปุ่นมีกฏหมายสหกรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ รัฐบาลวางรากฐานด้านสหกรณ์ไว้ถึง ๔ ประเภท ทั้งสหกรณ์สินเชื่อ สหกรณ์การขาย สหกรณ์การซื้อ และสหกรณ์การแปรรูป อีก ๖ ปีต่อมา รัฐบาลก็แก้ไขกฏหมายให้มีสหกรณ์อเนกประสงค์ได้ ต่อมา ก็อนุญาตให้ขบวนการสหกรณ์ตั้งชุมชนและสหภาพได้



เพียงเวลาแค่ ๓๐ ปี ญี่ปุ่นมีสหกรณ์เพิ่มจาก ๒๑ แห่ง ไปเป็น ๑๔,๐๘๒ แห่ง รัฐบาลส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และให้สหกรณ์เป็นผู้ค้าข้าวโดยตรงกับรัฐบาล เมื่อรัฐให้ความสำคัญขนาดนี้ ภายในเวลา ๒๐ ปีจาก พ.ศ. ๒๔๖๓ สมาชิกสหกรณ์จึงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๓๓ ไปเป็นร้อยละ ๙๕ วิญญาณสหกรณ์จึงหยั่งฝังลึกอยู่ในหัวใจของคนญี่ปุ่นทุกผู้ทุกนามมาตั้งแต่ในอดีต



หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นต้องใช้อุตสาหกรรมเพื่อสร้างชาติให้ได้ไว แต่เพื่อประกันไม่ให้ประเทศอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลญี่ปุ่นมากยุคทุกสมัยก็ยังคงให้ความสำคัญกับการสหกรณ์ เพราะคิดว่า ในอนาคต ถ้าทุนนิยมล่ม ประเทศของตนก็ยังไม่ล่มสลายหายไป อย่างน้อยผู้คนชนบทก็ยังพยุงประเทศให้ไปได้



ญี่ปุ่นก็เริ่มมีกฏหมายปฏิรูปที่ดินพร้อมกับการประกาศกฏหมายสหกรณ์ฉบับใหม่ รัฐบาลหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สร้างกฏหมายฟื้นฟูและปรับปรุงสหกรณ์การเกษตรเพื่ออุบัติโครงสร้างของขวนการสหกรณ์ขึ้นมาใหม่ มีการตั้งสหภาพกลางของสหกรณ์การเกษตรให้เป็นองค์กรสูงสุดของสหกรณ์และทำหน้าที่เสนอนโยบายทางด้านการเกษตรให้แก่ภาครัฐ



เดี๋ยวนี้ ญี่ปุ่นมีชุมนุมและสหภาพสหกรณ์ที่มาจากการรวมตัวกันของสหกรณ์ขั้นปฐมในทุกจังหวัด พวกนี้มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ศึกษาวิจัย อบรม ให้ข่าวสาร ติดต่อประสานงาน และตรวจบัญชีให้แก่สหกรณ์ขั้นปฐมทั้งสหกรณ์เอกประสงค์และสหกรณ์อเนกประสงค์



นิติภูมิเอาเรื่องนี้มาเรียนรับใช้อีกวัน เพราะไม่อยากให้รัฐบาลไทยหลงทาง ไปลอกเลียนความสำเร็จของญี่ปุ่นด้านการผลิตเพื่อการส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยคิดหาแต่เงินและมุ่งโกยแต่ความมั่งคั่งชั่วครั้งชั่วคราว จนลืมความมั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถสร้างได้โดยผ่านระบบสหกรณ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น