วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1331 ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ"หนุ่มเมืองจันท์"มองโลกขำ-ขำ "หนุ่มเมืองจันท์"ตอนไปเมืองจันท์ช่วงปีใหม่ ขณะที่นั่งรถขึ้นเนินตรงอำเภอโป่งน้ำร้อน มีรถบัสโดยสารจากเมืองจันท์ไปโป่งน้ำร้อนวิ่งนำหน้าอยู่รถแบบนี้คนต่างจังหวัดเรียกว่า "รถส้ม" ตามสีของรถ"รถส้ม" เป็นรถโดยสารธรรมดา ไม่ปรับอากาศที่ทำให้ผมยิ้ม คือ ป้ายด้านหลังรถตามปกติถ้าเป็นรถทัวร์หรือรถแอร์ เขาจะเขียนป้ายด้านหลังว่า "รถปรับอากาศชั้นหนึ่ง"แต่ "รถส้ม" คันข้างหน้าแม้จะเป็นรถธรรมดา แต่ก็เขียนป้ายเลียนแบบ "รถทัวร์"เขาเขียนว่าอะไรรู้ไหมครับ..."รถระบายอากาศชั้นหนึ่ง"ยกระดับสินค้า แต่ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงถ้าเป็น "สินค้า" ก็ต้องบอกว่าพยายามหา "จุดขาย" ที่แตกต่างเหมือนสมัยก่อนที่ถนนประชานิเวศน์ 1 หน้า "มติชน" มีร้านอาหารร้านหนึ่งเปิดขาย "หมูย่างเกาหลี"ร้านขายข้าวต้มที่อยู่ตรงข้ามก็แขวนป้ายสินค้าใหม่ขึ้นมาสู้ทันที"หมูย่างเกาหลีเหนือ"คล้ายๆ แต่ไม่เหมือนที่สำคัญเป็นการประกาศความเป็น "คู่แข่ง" อย่างเปิดเผยโดยมีเกาะกลางถนนเป็นเส้นขนานที่ 38"รถส้ม" คันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อรถทัวร์เป็นรถปรับอากาศชั้นหนึ่ง ปรับอากาศร้อนให้เป็นอากาศเย็นแต่เปิดหน้าต่างระบายอากาศไม่ได้"รถส้ม" ก็เสนอ "จุดขาย" ที่แตกต่างเมื่อปรับอากาศให้เย็นขึ้นไม่ได้ แต่ก็ระบายอากาศได้ดีกว่าเป็นที่มาของคำว่า "รถระบายอากาศชั้นหนึ่ง"ถือเป็นกลยุทธ์การล้อเลียนที่เรียกอารมณ์ขันจากคนที่ขับรถตามหลังได้เป็นอย่างดีช่างคิดจริงๆอีกคันหนึ่ง ผมเจอตรงไฟแดงสี่แยกทางเข้า "มติชน"เคยเห็นรถของทางราชการที่ใช้สีพ่นหรือติดสติ๊กเกอร์ประโยคนี้ไว้ที่ตัวถังรถไหมครับ"ใช้ในราชการเท่านั้น"คงเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ข้าราชการนำรถไปใช้ส่วนตัวเขาคงคิดแบบเดียวกับการติดป้าย "ข้ามถนนตรงทางม้าลาย" หรือ "ห้ามทิ้งขยะ"ติดป้ายแล้วทุกคนจะทำตามแต่เขาลืมไปว่าแม้จะพ่นสี "ใช้ในราชการเท่านั้น" ที่ตัวถัวรถแล้ว แต่ใครจะไปรู้ได้ว่าคนขับรถคันนี้กำลัง "ใช้ในราชการ" หรือเปล่าเอ๊ะ หรือเขาคิดว่าคนขับรถเห็นประโยคนี้แล้วจะกลัวคงคิดคล้ายๆ คนที่เขียนตรงหน้าแรกของหนังสือว่า "หนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของ..."แล้วเติมชื่อตัวเองต่อท้ายเป็นการเขียนเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นขโมยไป เพราะถ้ามีใครเปิดอ่านก็จะพบชื่อเจ้าของตัวจริงเฮ้อ...แต่เขาลืมไปว่าแค่ใช้คัตเตอร์กรีดหน้าแรกออกสิทธิการเป็นเจ้าของก็หายไปทันทีรถคันที่ผมเจอไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ "ใช้ในราชการเท่านั้น"แต่เป็น "ใช้หนีราชการเท่านั้น"คือ ถ้าเป็นงานในหน้าที่จะไม่มีทางใช้รถคันนี้รถคันนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นงานนอกหน้าที่แฮ่ม...แต่ต้องอยู่ในเวลาราชการไม่เช่นนั้นจะผิดวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ ใช้ "หนีราชการ" เท่านั้นอีกคันหนึ่งครับ เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ผมเจอตรงทางแยกเข้าลำลูกกาคาดว่าคนขับคงจะผิดหวังกับการซื้อลอตเตอรี่เป็นประจำและค้นพบสัจธรรมของการซื้อหวยป้ายด้านหลังรถของเขาเขียนชัด"อโรคยา ปรมา ลาภาคนไม่มีลาภ ซื้อหวยอย่างไรก็ไม่ถูก"อ่านปั๊บหัวเราะก๊ากเลยจริงยิ่งกว่าจริงเสียอีกเรื่องการซื้อลอตเตอรี่เป็นเรื่องของโชคล้วนๆ ไม่มีอื่นปนครั้งหนึ่งผมไปนั่งกินข้าว เจอคนซื้อหวยที่แผงยืนถกกันอย่างจริงจังคนแรกบอกว่าพระอาจารย์ที่วัดให้เลขเด็ดมา แล้วทำท่ากระซิบ"54 ห้ามกลับ ห้ามลบ ห้ามบวก"แม้จะทำท่ากระซิบ แต่ผมที่นั่งอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ได้ยินชัดเจนเลยครับคนที่ล้อมรอบตัวเจ้าของเสียงทำท่าตื่นเต้น"ให้เลขชัดขนาดนั้นเลยเหรอ"คนที่บอกเลขเด็ดพยักหน้ามั่นใจ แล้วบรรยายสรรพคุณความแม่นของพระอาจารย์จากนั้นก็ถึงตอนแลกเปลี่ยนกันดูเหมือนว่าทุกคนจะเชื่อว่าการซื้อหวยเป็นเรื่องไสยศาสตร์ต้องมีคนรู้ล่วงหน้าว่าเลขท้ายที่ออกเป็นเลขอะไรไม่มีใครคิดอีกมุมหนึ่งเลยว่าเลขท้ายที่ออกมานั้นเกิดจากกลไกของระบบของการออกรางวัลที่กองสลากฯ พยายามประชาสัมพันธ์ให้มั่นใจว่าไม่มีใครล็อคได้แต่เซียนหวยทั้งหลายก็ยังเชื่อว่าพระอาจารย์ของเขารู้ล่วงหน้าได้ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ หรือคำอธิบายเรื่องความน่าจะเป็นจะทำให้เขา "เชื่อ" ได้เลยมันเป็นเรื่อง "ความเชื่อ" ล้วนๆจนเมื่อผลออกมาไม่ตรงกับเลขเด็ดของพระอาจารย์ เขาจึงค้นพบสัจธรรม"อโรคยา ปรมา ลาภาคนไม่มีลาภ ซื้อหวยอย่างไรก็ไม่ถูก"คนขับรถส้ม คนขับรถหนีราชการ และคนขับรถบรรทุกที่ชอบซื้อหวย แต่ละคนคงเป็นคนมองโลกในแง่ดีคนขับรถส้มเวลาเห็นคนขับรถปรับอากาศ แทนที่จะรู้สึกว่าคนอื่นโชคดี แต่ตัวเราโชคร้ายเขากลับคิดเรื่องนี้ในมุมล้อเลียนและมีอารมณ์ขันเมื่อเป็น "รถปรับอากาศชั้นหนึ่ง" ไม่ได้ก็ขอเป็น "รถระบายอากาศชั้นหนึ่ง" ก็แล้วกันป้าย "รถระบายอากาศชั้นหนึ่ง-ใช้หนีราชการเท่านั้น" หรือ "อโรคยา ปรมา ลาภา คนไม่มีโชคซื้อหวยอย่างไรก็ไม่ถูก" ล้วนเกิดขึ้นเพื่อให้คนที่อ่านแล้วยิ้มหรือหัวเราะเป็นการเผื่อแผ่ "อารมณ์ดี" ให้กับคนบนท้องถนนผมนึกถึงประโยคหนึ่งของ "จอห์น เมเจอร์" อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ"คนมองโลกในแง่ดี เขาจะหัวเราะเพื่อจะลืม แต่คนมองโลกในแง่ร้าย เขาจะลืมที่จะหัวเราะ"ครับ เสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขัน คือ ยาชั้นดีของคนที่มี "ความทุกข์"บางทีที่เราทุกข์เพราะเราคิดวน คิดเวียนเกี่ยวกับเรื่องนั้นปัญหานิดเดียว แต่คิดถึงบ่อยๆ มันก็เพิ่มขนาดขึ้นเสียงหัวเราะ หรืออารมณ์ขัน ทำให้เราเลิกคิดถึงปัญหาไปชั่วขณะหรือทำให้มองปัญหาในอีกมุมหนึ่งหัวเราะเล่นกับปัญหาบ้างมองแบบขำ-ขำ ไม่ได้จริงจังกับมันมากไปมองโลกในแง่ดีเหมือนคนขับรถส้ม หรือคนขับรถบรรทุกหัวเราะให้ลืมไม่ใช่ลืมแม้แต่กระทั่งหัวเราะอย่าลืมนะครับ ให้ถือคตินี้เป็นประจำ"อโรคยา ปรมา ฮาฮาเสียงหัวเราะ เป็นลาภอันประเสริฐ"
อ่านแล้วก็ยิ้ม ยังไม่ถึงขนาดหัวเราะ แต่รู้สึกดีขึ้น เพราะกำลังเครียดกับปัญหาถึงไม่ใช่ปัญหาหนักแต่มันก็ทำให้เครียดหัวเราะไม่ออกได้คนที่เขาปลงได้จริงๆมีสักกี่คนน้า....เขาเก่งจัง จิตใจเขาเข้มแข็งดีเนาะ เสียงหัวเราะทำให้เราคลายทุกข์ได้จริงๆ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น