เมื่อผมไปซ้อมกอล์ฟกับสาวสวย
ก่อนที่ผมจะทำงานที่นี่ บริษัทเดิมที่ผมทำงานด้วยเปรียบเหมือนแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยนางฟ้า สาวสวรรค์เดินกันให้ขวักไขว่ละลานตาไปหมดจนให้คะแนนไม่ถูกว่าใครสวยกว่าใครเหมือนไปดูประกวดนางงามจักรวาลยังไงอย่างงั้นที่เดียวเชียวล่ะ นั่นเป็นฝ่ายการตลาดซึ่งรวมฝ่ายขายเอาไว้ด้วย ฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมจ้องตาเป็นมันดุจพยัคฆ์จ้องจับเนื้อสมัน ถ้าจะให้บรรยายคงไม่รู้จบเพราะแต่ละนางนอกจากจะประชันกันแต่งกายชนิดสุดเลิศหรู ส่วนไหนโชว์ได้เป็นโชว์แหลกแล้ว รูปร่างและส่วนสัดของแต่ละนางถ้าจับมาแต่งชุดง่ายน้ำแบบทู พีซ แล้วล่ะก็ตาไม่กุ้งยิงค่อยมาต่อว่ากัน
ส่วนใบหน้านั้นจะเอาแบบไหนล่ะ แบบจุ๋มจิ๋มน่ารักก็มีเยอะ แบบท้าทายเซ็กซี่ก็มีไม่น้อย แบบสุภาพอ่อนโยน งดงามก็มีเป็นเทือก แบบหยาดเยิ้มเหมือนดูดกัญชามาก็เป็นกระตั่ก สรุปแล้วคือแดนสวรรค์นั่นแหละ
และเป็นฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมต้องเดินไปอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนง่วงนอน
ฝ่ายเดียวที่ผมไม่อยากไปและไม่เคยคิดจะไปเลยคือฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งเป็นฝ่ายเดียวที่มีสาวโสดแยะที่สุด หมายถึงโสดทั้งที่ไม่น่าจะโสดน่ะ แถมยังต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกหนึ่งชั้น ใช่ว่าจะเมื่อยอะไรหรอกนะ แต่ไม่น่าไป ถ้าเป็นฝ่ายการตลาด ต่อให้ต้องตะกายขึ้นไปสักสิบชั้นยังไงก็ยังต้องไป
ที่ว่าไม่น่าไปเพราะมองไปไหนนับได้เลยว่ามีกี่นางที่ไม่ใส่แว่นตา ดูให้เห็นๆ เลยว่ามีใครที่ยิ้มบ้าง ทรงผมก็ไม่ต่างไปจากยุค 60 เครื่องแต่งองค์ก็เหมือนขุดเอามาจากที่คุณยายทิ้งไว้ให้
แต่หากจะบอกว่าไม่มีคนงามเสียเลยก็ดูจะเกินไป ก็มีอยู่บ้างแหละ แต่อย่าไปจีบเข้าเชียวเพราะคำถามที่เธอจะถามต่อมาจากการแนะนำตัวคือ "คุณคิดจะจริงใจกับฉันหรือเปล่า?" หรือ "คุณจะแต่งงานกับฉันเมื่อไร?" เป็นต้น แค่เป็นต้นนะครับ ยังมีคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่รับรองได้ว่าไม่มีใครอยากได้ยิน
ส่วนฝ่ายอื่นๆ จะให้กล่าวถึงก็มีเพียงเล็กน้อยเช่น ฝ่ายกฎหมายที่วางตัวเหมือนเทวดา เห็นคนอื่นเป็นอ้ายเซ่อไปหมด นึกว่าตัวเองรู้กฎหมายก็พูดข่มเขาไปทั่ว เฉพาะที่นี่เท่านั้นนะครับ นักกฎหมายคนอื่นที่ดีๆ มีเยอะแยะ ไม่ยักจะเหมือนที่นี่
ฝ่ายธุรการและบุคคลก็แสนจะเรื่องมาก ขนาดม้วนกระดาษชำระยังให้พนักงานในฝ่ายคลี่ออกมานับเลยว่ามีทั้งหมดกี่แผ่นจะได้แบ่งสรรให้พนักงานได้ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาสมองส่วนไหนมาคิด คุณว่าน่าทึ่งไหม
ที่บริษัทมีเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่เล่นกอล์ฟ อาจมีผมคนเดียวกระมังที่เล่นกอล์ฟทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร แต่จะว่าผมไม่ได้เป็นผู้บริหารก็ไม่ถูกนัก ผมก็บริหารในฝ่ายงานของผมนั่นแหละ ฝ่ายที่ผมทำงานอยู่เรียกว่าฝ่ายวิจัยข้อมูล น่าเบื่อครับ เพราะวันๆ อ่านแต่หนังสือ เก็บข้อมูล ตัวเลข บ้าบอพวกนี้แหละ
เพราะผมเล่นกอล์ฟ เลิกงานผมจะไปซ้อมกอล์ฟบ้าง บางวันก็โดดงานไปเล่นกอล์ฟบ้าง ไม่มีความลับใดที่ปิดได้มิด ส่วนใหญ่ที่ปิดไม่มิดก็เพราะเจ้าตัวแหละที่เป็นคนแถลงไขออกมาเอง ผมก็เหมือนกัน อดไม่ได้หรอกที่จะคุยโม้ให้เพื่อนๆ ในที่ทำงานฟัง เมื่อความไม่ลับที่ผมเล่นกอล์ฟแพร่งพรายออกไป วันหนึ่ง.....
วันหนึ่ง พนักงานสาวแสนสวย หุ่นเพรียวลมสั่นไหวกระเพื่อมไปทั้งร่างชื่อสมมติว่า ปานจะกลืน เอ่ยกับผมขณะที่เราทานอาหารเที่ยงรวมกลุ่มกันอยู่ว่า
"คุณจะสอนให้ชั้นเล่นกอล์ฟหน่อยได้ไหม"
มีเหรอที่จะไม่ได้
บทที่ 2 เตรียมตัว
ผมแทบจะสะกดใจตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ใจเต้นระทึกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก็จะวางเฉยอยู่ได้ยังไงเมื่อปานจะกลืนเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยชนิดบาดตาแล้ว เธอยังมีรูปร่างที่สามารถเขย่าใจบุรุษทุกนามได้เหมือนพายุไต้ฝุ่นที่เมื่อผ่านไปตรงไหนก็พังพินาศราพนาสูรไปได้ทั่ว ถ้าจะเปรียบน่าจะเหมือนนางเตียวเสี้ยนในสามก๊กผู้ร่ายเสน่ห์ของนางจนพ่อลูกคือตั๋งโต๊ะและลิโป้ต้องห้ำหั่นกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง
ผมสู้อุตส่าห์ตีสีหน้าให้เป็นปกติถามขึ้นว่า
“คิดยังไงถึงจะเล่นกอล์ฟ?”
“ก็คิดว่าถ้าเล่นกอล์ฟเป็นจะเป็นประโยชน์ต่องานน่ะสิ” เธอตอบพร้อมโปรยยิ้มน้อยๆ เหมือนหว่านคาถากำกับ
“ผมเล่นกอล์ฟเป็น ไม่เห็นจะเป็นประโยชน์ต่องานตรงไหนเลย” ผมถามไปเซ่อๆ
“ก็ถ้ารู้จักใช้ มันก็เป็นประโยชน์ มันแล้วแต่มั้งว่าจะใช้กอล์ฟไปแบบไหน” เธอตอบราวกับรู้มากเสียเต็มประดา ต่างจากผมที่แทบจะไม่ประสาเอาเลยจนตัวเองรู้สึกเป็นลูกไก่ ไม่ใช่ไก่อ่อนที่เพิ่งสอนขัน
“ปานสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้คุณสอนฟรีๆ หรอก” มันเป็นประโยคที่ยุติคำถามทั้งสิ้นทั้งปวงเอาไว้ตรงนั้นเพราะแม้เธอจะไม่สัญญาว่าจะให้อะไรเป็นการตอบแทน ผมก็ล้นใจจะสอนกอล์ฟให้เธออยู่แล้ว
ปานจะกลืนเหมือนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเล่นกอล์ฟให้เป็น เธอชวนผมไปร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟ ให้ผมช่วยเลือกไม้กอล์ฟทั้งชุดทั้งที่ผมไม่มีความรู้อะไรเลย อาศัยคำบอกเล่าของพนักงานขายที่สาธยายราวกับไม้กอล์ฟเป็นไม้วิเศษ เธอเลือกร้องเท้า ถุงมือ ถุงกอล์ฟและอื่นๆ ที่ผมเห็นว่าจำเป็น
ที่มันที่สุดในวันนั้นเห็นจะเป็นตอนที่เธอชวนผมไปช้อปต่อที่ห้างสรรพสินค้าหรูหราแห่งหนึ่ง ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องลองเสื้อในชุดกระโปรงบานๆ สั้นเหนือเข่าขึ้นมากว่าคืบโชว์เรียวขายาวที่เรียกน้ำลายของงูหนุ่ม งูเฒ่าให้ไหลย้อยได้อย่างไม่รู้ตัว ผมว่าเธอไม่ต้องหมุนตัวสวิงให้กระโปรงบานสั้นๆ พเยิบพะยาบหรอก แค่ท่าจรดเฉยๆ ดึงก้นกลมๆ ออกด้านหลังให้มากๆ ลำตัวส่วนบนของเธอจะโน้มลงเองตามแรงโน้มถ่วงของโลกจนผมเกรงว่าเธอจะหัวคะมำด้วยน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ด้านหน้า
ลองนึกภาพนางงามจักรวาล มิสคานาดา นุ่งกระโปรงสั้นๆ ใส่เสื้อยืดตัวรัดๆ จนที่ท่วมม้นก็ล้นทะลักออกมาตามแรงอัด ประดับตั้งด้วยขายาวเรียว ในท่าจรดกอล์ฟดูเอาเองนะครับ
บทที่ 3 บทนำ
และแล้วเย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานเราก็นัดกันไปเจอที่สนามซ้อมกอล์ฟแห่งหนึ่ง แต่กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ทำเอาผมหัวปั่นไม่น้อยเพราะเธอสงสัยว่าทำไมจะไปรถคันเดียวกันไม่ได้จะได้ไม่เปลืองน้ำมันและยังจะได้สนทนากันไปตามประสาหนุ่มสาว สนามซ้อมน่ะอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานหรอก แต่ผมก็มีเหตุผลของผม อย่างที่ผมบอกในตอนต้นแหละว่าที่บริษัทไม่ได้มีคนสาวคนสวยเช่นเธอเพียงคนเดียวเมื่อไหร่ ยังมีอีกเป็นพะเรอเกวียน เรื่องอะไรที่ผมจะปิดช่องน้อยของตัวเอง ถ้าออกจากที่ทำงานกันเพียงลำพังสองต่อสองรับรองว่าจะต้องตกเป็นจำเลยแก้ข้อกล่าวหากันไม่รู้จบ ผมเลยอ้างไปส่งเดชว่า
“เดี๋ยวซ้อมกอล์ฟเสร็จผมต้องไปธุระต่อและเป็นคนละทาง”
ผมบอกปานจะกลืนด้วยว่าอย่าไปบอกให้ใครรู้ว่าเราไปซ้อมกอล์ฟกัน เธอทำหน้างงๆ อยู่เหมือนกัน ผมให้เหตุผลง่ายๆ ว่า
“เพราะผมไม่อยากสอนใครอีก ถ้าเกิดมีคนอื่นอยากเรียนขึ้นมาผมจะหาเวลาที่ไหน จะปฏิเสธก็ใช่ที่ หวังว่าปานฯจะเข้าใจ” เหตุผลน่าฟังไหมครับ ประการแรกผมอยากให้เธอประทับใจว่าเธอเป็นหนึ่งเดียวที่ผมจะสอนกอล์ฟให้ สองคือไม่มีเวลาสำหรับใครอื่นอีกแล้ว ความจริงเป็นอย่างไรผมก็บอกไปแล้ว
เมื่อไปถึงสนามซ้อม ผมให้เธอเอาไม้กอล์ฟคือเหล็ก 7 ลงไปอันเดียว ตอนต้นเธอจะให้เด็กแบกถุงลงไปทั้งถุงซึ่งผมเห็นว่ายังไม่จำเป็น ส่วนผมก็เอาเหล็ก 7 ไปอันเดียวเหมือนกันเผื่อว่าจะต้องสาธิตให้เธอชม
ตอนที่เราเดินเคียงกันเข้าไปในอาคารซ้อม ผมสังเกตเห็นสายตาหลายสิบคู่หันมามองเราเป็นตาเดียว ความจริงไม่ใช่เรา แต่เป็นมองเธอถึงจะถูก แต่ถ้าจะมองผมก็คงเป็นเพราะด้วยความอิจฉาล่ะมากกว่า ปานจะกลืนแต่งกายรัดกุมดูทะมัดทะแมงเหมือนนักกีฬาอย่าง ชาราโพว่า ยังไงยังงั้น
ผมสั่งลูกกอล์ฟมาเพียงถาดเดียวตั้งใจเอาไว้สาธิตประกอบคำอธิบายไม่ได้คิดที่จะให้เธอตีลูกหรอกสำหรับบทเรียนในวันแรก ผมเริ่มอารัมภบทขึ้นว่า
“ก่อนที่ปานฯ จะเริ่มเรียนวิธีการทางเทคนิคในการสวิงกอล์ฟ ผมอยากให้ปานฯ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสวิงกอล์ฟเสียก่อนเพราะผมเชื่อว่าถ้าปานฯ เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วปานฯ จะได้มีแนวความคิดของการสวิงอย่างถูกต้อง เมื่อมีทั้งความเข้าใจและแนวความคิดที่ถูกต้องแล้วเวลาจับไม้สวิงก็ดีหรือการพัฒนาต่อไปให้เล่นได้เก่งๆ จะทำได้ง่ายขึ้น ปานฯ จะได้วาดมโนภาพของการสวิงขึ้นได้ในสมองซึ่งนั่นแหละเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด.....” ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอและต้องหลบสายตาเสียเองด้วยความขวยใจอย่างบอกไม่ถูก ส่วนปานฯ ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีเหมือนนักเรียนตัวไม่น้อยที่ตั้งใจฟังครูในชั้นเรียน ผมอธิบายต่อว่า
“.....ฝรั่งใช้คำว่าสวิง นั่นก็คือการเหวี่ยงไม่ใช่ตี ถ้าใช้คำว่าตีเราอาจยกไม้กอล์ฟขึ้นมาแล้วตีลงไปที่ลูกก็ได้ แต่ถ้าเหวี่ยงหรือสวิงเราใช้แรงจากการหมุนซึ่งมีลักษณะเป็นการเคลื่อนที่เป็นวงกลม เหมือนนักกรีฑาขว้างค้อน รู้จักไหม เคยดูไหม?”
เธอพยักหน้าหงึกๆ ส่งตาค้อนผมเป็นวงเล็กๆ บอกว่า
“ปานฯ ไม่ได้อยู่หลังเขาขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนอยู่มหาลัยก็เคยไปดูเพื่อนๆ พี่ๆ ในสนามค่ะ”
“ก็ดี ถ้างั้นปานฯ คงเห็นว่าเวลาเขาจะขว้างค้อนออกไป เขาจะต้องหมุนตัวจนเร็วจี๋ เมื่อได้ที่ก็จะปล่อยมือให้ตัวค้อนนั้นเหวี่ยงออกไปตามแรง กอล์ฟก็เหมือนกันคือเราใช้แรงเหวี่ยงซึ่งเกิดจากการหมุนของลำตัวพาให้แขน มือและไม้กอล์ฟเหวี่ยงออกไป เราเรียกแรงเหวี่ยงนั้นว่า แรงเหวี่ยงจากศูนย์กลาง ภาษาอังกฤษคือ centrifugal force พอจะวาดภาพออกไหม เข้าใจไหม”
“ออกค่ะ เข้าใจค่ะ”
“ดีมาก แต่เนื่องจากลูกกอล์ฟมันตั้งเฉยๆ อยู่กับที่ ไม่ใช่ฮ็อกกี้ที่เราต้องวิ่งไล่ลูก ดังนั้นเวลาเหวี่ยงไม้ ตัวที่ต้องหมุนจึงหมุนอยู่กับที่ ลักษณะการเคลื่อนที่ของตัวเราซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมนั้นจะเป็นวงกลมได้จะต้องเป็นยังไง?” ผมถามลองให้เธอพิจารณาตอบเอง เธอตอบทันทีว่า
“ต้องมีจุดศูนย์กลางที่คงที่สิคะ”
“ถูกต้องแล้วคร้าบ” ผมยิ้มพอใจกับคำตอบของเธอและนึกชมเชยในความเฉลียวฉลาดของเธอ
ผมอธิบายต่อไปว่า
“ดังนั้น ลำตัวของเราก็คือแกนกลางของการเคลื่อนที่โดยมีลำตัวช่วงล่างคือเท้าทั้งสอง ขาทั้งสองเป็นฐานในการรองรับการหมุนในขณะที่ลำตัวส่วนบนหมุนจนบิดเป็นเกลียวเพื่อสร้างแรงเหวี่ยงให้เกิดขึ้น ผมจะแสดงให้เป็นตัวอย่าง”
ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบเหล็กที่เตรียมมา แสดงท่าจรดและการเหวี่ยงไม้ให้เธอดูโดยไม่ได้ตีลูก หลังจากเหวี่ยงไม้ให้เธอดูสี่ห้าครั้ง ผมบอกเธอว่า
“พยายามจำภาพที่เห็นเอาไว้ เดี๋ยวจะสอนวิธีจับไม้ ท่าจรดและจะอธิบายไปด้วยว่าทำไม เพราะอะไร” ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าท่าทางของผมเวลาสวิงให้เธอดูจะสมควรเป็นแบบหรือไม่ แต่คิดว่าอย่างน้อยให้เธอได้เห็นภาพเป็นแนวทางเอาไว้ เธอจะได้ทำได้ง่ายขึ้น
ตอนที่สอนเธอจับกริพ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่สัมผัสมือเรียวนุ่มคู่นั้น แต่ก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้เธอรู้สึกไม่ดีเพราะจริงๆ แล้วตอนนั้นเองที่ความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนไป สัญชาติญาณของความเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือที่เรียกว่าครูกลับเข้ามาแทนที่ความรู้สึกอื่นแทบจะเรียกว่าโดยสิ้นเชิง
บทที่ 4 จัดท่า
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่ไว้เล็บยาวแล้วยัดมือลงไปในถุงมือ ผมแปลกใจไม่น้อยเมื่อเธอล้วงเอากรรไกตัดเล็บและที่ตะไบเล็บออกมาจากกระเป๋าถือและหั่นเล็บยาวนั้นออกทีละนิ้วอย่างไม่เสียดายทั้งที่หลังเล็บระบายสี แต่งแต้มเป็นลวดลายอันวิจิตร ปานจะกลืนบอกว่า
“นี่ปานฯ เพิ่งจะไปทำเล็บมาเมื่อสองวันก่อนนี่เอง หมดไปตั้งหลายพัน นี่ถ้าปานฯ ไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเล่นกอล์ฟให้ได้ล่ะก็ ปานฯ ไม่ยอมแน่”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะว่าสาวๆ หมดเงินกับการทำเล็บเป็นจำนวนมหาศาลเพียงนั้น เพราะเมื่อเทียบกับคนที่อดมื้อกินมื้อแล้ว เงินจำนวนนั้นอาจใช้ดำรงชีพได้เป็นปี แต่เมื่อสภาพสังคมความเป็นอยู่ที่ต่างกันออกไป จะเอาอะไรมาเปรียบกันแสนจะลำบาก คนที่มีเงินทองจับจ่ายกันได้ไม่รู้จบก็ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป คนที่ต้องหาเช้ารับประทานตอนค่ำอาจมีความสุขทางใจมากมายก่ายกองกว่าก็เป็นได้ เงินทองจึงไม่ใช่ตัวตัดสินได้หมดทุกอย่าง แต่ใจนี่สิที่เป็นตัวตัดสินว่าทุกอย่างจะจบลงที่ตรงไหน
ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเห็นความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวที่จะเรียนกอล์ฟโดยมอบศรัทธาให้ผมเป็นผู้สอนแล้วผมจะทรยศต่อศรัทธาของเธอได้อย่างไร จริงอยู่ที่ผมไม่อาจบอกอะไรได้เลยว่าเจตนาของเธอจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร ครั้นจะคิดเลยเถิดไปใหญ่โตจะกลายเป็นเรื่องที่ฟุ้งซ่านและท้ายสุดอาจตกอยู่ในความทุกข์ที่ถอนตัวได้ยากก็เป็นได้ สิ่งที่ผมคิดขึ้นได้ในตอนนั้นคืออยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด
ผมรู้ดีว่าสำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นกอล์ฟใหม่ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องง่าย ที่จะต่างกันสำหรับแต่ละคนคือความเร็วช้าในการเรียนรู้ หรือทักษะทางการกีฬาที่ต่างกันไป และที่ไม่อาจจะกล่าวข้ามไปได้เลยคือความสามารถของผู้สอนที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ออกมาให้ผู้เรียนได้เข้าใจได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ท้าทายโดยเฉพาะกับตัวผมเองที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการสอนมาก่อนเลย ทางเดียวที่จะเป็นไปได้คืออาศัยหลักเหตุและผล และประสบการณ์ในฐานะที่เป็นคนที่เคยไม่รู้มาก่อนเพื่อให้เข้าใจว่าคนที่ไม่รู้ต้องการอะไร
ผมแสดงท่าจรดให้เธอดูแล้วให้เธอทำเลียนแบบโดยยังไม่ได้ใช้ไม้กอล์ฟ ผมอธิบายว่า
“ที่เราต้องยืนให้เต็มฝ่าเท้าทั้งสองก็เพื่อให้สามารถทรงตัวได้อย่างมั่นคงระหว่างที่เราเหวี่ยงไม้ หากน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านหลังก็ดีหรือค่อนไปที่ปลายเท้าก็ดีเวลาเหวี่ยงไม้ตัวของเราซึ่งเป็นแกนอาจโยกเยก คลอนแคลน ไปทางซ้ายหรือขวา หรือยืดขึ้นยุบลงก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ที่สำคัญที่สุดคือเราจะรู้สึกสบาย อาการเกร็งก็จะไม่เกิดขึ้น”
บอกตามตรงว่าผมรู้สึกพอใจที่ปานจะกลืนเป็นนักเรียนที่เอาใจใส่เป็นอย่างดี นั่นคือสิ่งที่ผู้สอนเกิดกำลังใจที่จะสอนไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน ผมอธิบายต่อไปว่า
“ที่เราต้องย่อเข่าทั้งสองเอาไว้และรักษาการย่อนั้นไว้ตลอดก็เพราะลักษณะดังกล่าวนั้นจะทำให้ลำตัวท่อนล่างมีพื้นฐานที่แน่นขึ้นเพื่อรองรับการทรงตัวของการเคลื่อนที่จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนที่สำคัญที่ช่วยในการทรงตัวคือก้น ก้นจะต้องยื่นออกไปเพื่อถ่วงดุลยจากการโน้มตัวจากเอวไปข้างหน้า”
ผมค่อนข้างจะแปลกใจที่เธอตั้งท่าได้สวยงามดี ไม่มีทีท่าเก้ๆ กังๆ อย่างที่ผมหวั่นใจแต่แรก ผมอดที่จะชื่นชมเธอไม่ได้
“ปานฯ ตั้งท่าได้สวยงามมาก คุณจะต้องเป็นนักกอล์ฟที่อนาคตไกลคนหนึ่งเชียวล่ะ” ปานฯ หันมายิ้มกว้างขวาง ฟันขาวซี่เล็กเรียงกันอย่างเป็นระเบียบดูงามตา
“ท่าทางที่สวยงาม เหมาะสมอย่างเป็นนักกีฬาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ แม้จะตีไม่ดีแต่อย่างน้อยก็น่าดูล่ะ.....”
“ท่าดีมีชัยไปกว่าครึ่งใช่ไหมคะ?”
“ใช่เลย เอาล่ะ จากท่านี้ ปานฯ จะเห็นว่าแขนทั้งสองห้อยอยู่ข้างลำตัวเป็นมุมฉากกับพื้นดิน ต้นแขนทั้งสองจะติดกับลำตัวอยู่ จะบอกให้ว่าความสำคัญที่แขนทั้งสองยังติดกับลำตัวก็คือการส่งผ่านหรือการถ่ายพลังจากการหมุนของลำตัวผ่านไปยังแขน ต่อไปยังไม้กอล์ฟ ภาษาอังกฤษเรียกว่า connection ถ้าท่อนแขนไม่ติดกับลำตัวระหว่างการสวิงซึ่งเกิดจากท่าจรดที่ไม่ถูกต้อง การส่งผ่านความเร็วหรือพลังจะไม่เกิดขึ้นเลย จะกลายเป็นว่าเราเอาแขนเหวี่ยงไม้ลงมาเฉยๆ ซึ่งนอกจากไม่มีพลังเต็มที่แล้วยังหาความแน่นอนไม่ได้เพราะแขนหรือมือที่เหวี่ยงลงมาจะสามารถเดินทางกลับมาได้หลายทิศทางมาก แต่ในการเล่นกอล์ฟ เราต้องการทิศทางที่แน่นอน ไม่ใช่หวดซ้ายป่ายขวาไปตามเรื่องตามราว เราจึงต้องใช้ลำตัวของเราซึ่งเป็นแกนในการควบคุม.....”
ความไม่คุ้นเคยกับการสาธยายอะไรยาวๆ ทำให้ผมเหนื่อยเอาการ เมื่อนึกถึงโปรกอล์ฟที่ต้องพูดและยืนทั้งวันทำให้ผมเห็นใจครูสอนกอล์ฟไม่น้อยเลยทีเดียว
บทที่ 5 เหวี่ยง
เผลอแผลบเดียวเวลาผ่านไปชั่วโมงเศษโดยที่เรายังไม่ได้ตีลูกเลยสักแอะ ปานฯ คงรู้ว่าผมเหนื่อย เธอสั่งเครื่องดื่มจากบริกร ผมนั่งลงเคียงข้าง สายตาเหม่อมองไปเบื้องหน้าเห็นตาข่ายที่ขึงกั้นเป็นแนวทั้งด้านข้างและด้านหลังไกลออกไป แสงสว่างจากดวงไฟแรงสูงนับสิบๆ โดยรอบทำให้เห็นภาพเนินหญ้าเป็นหย่อมๆ ภาพสระน้ำเล็กๆ ที่ตั้งใจขุดให้ดูเหมือนสนามกอล์ฟจริง และต้นไม้ใหญ่น้อยที่ปลูกเอาไว้ไกลออกไปจนน่าสงสัยว่าจะโดนลูกกอล์ฟที่กระหน่ำตีเข้าใส่ไปสักแค่ไหน แล้วมันจะทนทานไปได้สักเพียงไหนหนอ
สายลมเย็นยามค่ำโชยมาไม่ขาดระยะ มันหอบเอาความหอมหวานของกลิ่นดอกเล็บมือนางตามขึ้นมาให้ได้ชื่นใจ เสียงหวานๆ ของหญิงสาวแสนสวยที่ถามขึ้นด้วยความห่วงใยทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
“เหนื่อยไหมคะ”
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ และเพราะรอยยิ้มหวานๆ อันเปรียบดังน้ำทิพย์ชโลมใจดึงหัวใจให้พองโตขึ้น ความที่ไม่เคยต้องสอนใครอย่างจริงจังมาคราวนี้ผมรู้ตัวว่าจะทำเล่นๆ คงไม่ได้ พอต้องมาเป็นครูจำเป็นเข้าจริงๆ ถึงรู้ว่าสมัยที่เรียนหนังสือนั้นถ้านักเรียนในชั้นเอาแต่เล่น เอาแต่คุย ไม่ตั้งใจเรียน ครูผู้สอนจะรู้สึกท้อแท้ขนาดไหน ในทางตรงข้ามหากนักเรียนเอาใจใส่ ตั้งใจเรียน กำลังใจที่อยากจะสอนไม่รู้ว่ามาจากไหน จะต้องพูดสักกี่ชั่วโมงก็ทำได้แม้จะแลกกับจำนวนเพียงน้อยนิดแต่ก็ยังอยากทำ คนที่เป็นครูได้ดีจึงต้องเป็นด้วยจิตวิญญาณจริงๆ
เมื่อผมเอาไม้กอล์ฟมาให้เธอจับในท่าจรด ผมอธิบายต่อว่า
“เพราะมือขวาอยู่ต่ำกว่ามือซ้าย ไหล่ขวาจึงต้องอยู่ต่ำกว่าไหล่ตามธรรมชาติของการจับไม้....”
ผมหยิบลูกกอล์ฟมาลูกหนึ่งวางตรงตำแหน่งที่หน้าไม้ บอกว่า
“และนี่คือตำแหน่งที่ลูกกอล์ฟตั้งอยู่ พอจะเข้าใจไหม?”
“ไม่เห็นจะมีอะไรที่จะไม่น่าเข้าใจนี่คะ”
ผมนึกในใจว่า ‘เอาเหอะ เล่นๆ ไปแล้วจะรู้เองแหละว่าที่น่าจะเข้าใจมันก็อาจหลงลืมไปได้ง่ายๆ หากไม่ได้ฝึกฝนอย่างเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ที่ฝรั่งเรียกว่า pre shot routine จึงมีความสำคัญก็ตอนนี้แหละ ตอนที่เราได้เตรียมตัวสำหรับการตีแต่ละลูกแต่ละครั้งไม่ให้ผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย’
ผมบอกต่อว่า
“ผมจะสวิงให้ดูอีกครั้ง พยายามจำให้ติดตาจนสามารถนึกเป็นภาพได้ในสมอง จากนั้นให้ทำเลียนแบบ สวิงไปตามความรู้สึก ตามภาพที่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ หากมีอะไรไม่ถูก ผมจะบอกเอง”
ผมหยิบเหล็กขึ้นมาตั้งท่าและเหวี่ยงให้เธอดูหลายครั้ง
“ถ้าหลับตา จะพอนึกภาพออกไหม” ปานฯ ไม่ตอบ แต่หลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมตาบอกว่า
“พอจำได้ค่ะ”
“ดีมาก งั้นลองเหวี่ยงไม้สวิงดูตามภาพนั้น ไม่ต้องไปซีเรียสว่าจะถูกหรือผิด แค่พยายามทำให้เหมือนตามภาพที่เห็นแล้วกัน”
หญิงสาวตั้งท่าจรดได้สวยงาม ท่าทางแบบนักกีฬาที่เตรียมพร้อม รูปร่างเพรียวๆ น่าจะไปแสดงแบบบนแคทวอล์คมากกว่า เธอเหวี่ยงไม้ขึ้นแล้วเหวี่ยงไม้กลับพยายามทรงตัวให้อยู่ในท่าจบแบบที่ผมทำให้ดูแต่ไม่เป็นผล เธอเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างขอความเห็น ผมบอกว่า
“เอาใหม่ ทำไปเรื่อยๆ หลายๆ ครั้ง ผิดถูกช่างมัน จนรู้สึกว่าสวิงได้คล่องไม่ติดขัด แต่ละครั้งให้ตั้งท่าจรดใหม่ จับกริพใหม่ การจับกริพอยู่ในท่าเดิมนานๆ จะทำให้ข้อมือและแขนเกร็งได้ ปานฯ จึงต้องจับกริพใหม่ทุกครั้งที่สวิงไปแล้ว เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง”
หญิงสาวตั้งท่าใหม่ จับกริพใหม่แล้วเหวี่ยงไม้ไป ผมเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ หลับตาปล่อยใจให้ล่องลอยไปอย่างไม่มีจุดหมาย ทั้งที่ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าดูน่าชม แต่ผมกลับหลับตา
เมื่อผมไม่ได้บอกให้หยุด ปานฯ ยังสวิงลมไปเรื่อย นานครั้งผมจึงเหลือบตาไปมองและเห็นว่าท่าทางการเหวี่ยงไม้สวิงลมคล่องแคล่วมากขึ้น
“ปานฯ ที่ผมอยากให้แก้มีอยู่นิดเดียวคือตำแหน่งของเข่าขวา ปานฯ ต้องรักษาลักษณะการย่อของเข่าขวาให้อยู่ในท่านั้นตลอดการสวิง ระวังอย่าให้มันยืดขึ้นนะ” ความจริงสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นข้อผิดพลาดยังมีอยู่อีกหลายอย่าง ครั้นจะบอกไปจนครบทุกอย่างก็เกรงว่าเธอจะทำได้ไม่ครบถ้วน และอาจเป็นผลเสียคือทำให้เธอเกร็งเพราะต้องระวังหลายจุดเกินไป
พอเธอสามารถรักษาลักษณะการย่อของเข่าขวาได้ อาการที่ผิดๆ อย่างอื่นก็ดีขึ้นด้วย ท่าทางการหมุนสวิงของเธอดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
“ปานฯ ผมว่าสำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้คุณอาจเมื่อยขบไปหมดทั้งตัวก็เป็นได้ อีกอย่างผมหิวข้าวแล้ว เราหยุดพักทานข้าวกันเหอะ”
เธอมองหน้าผมอย่างงงๆ ถามว่า
“นี่จะไม่ให้ปานฯ ตีลูกเลยสักลูกหรือคะ?”
“ไม่อนุญาตครับ เหตุผลเพราะคุณยังมีบางอย่างที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อสวิงมีอะไรที่ยังบกพร่องอยู่ยังไงก็ตีลูกไม่ได้ ขืนให้คุณตีลูกผิดๆ ถูกๆ นอกจากจะเจ็บไม้เจ็บมือเสียเปล่าๆ เผลอๆ คุณอาจท้อใจไปเลยก็ได้ ใจเย็นๆ เถอะ ผมจะค่อยๆ แก้ให้ทีละอย่าง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดแล้ว การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ถูกต้องจะทำให้คุณตีลูกได้เอง ผมรับรองว่าคุณจะสามารถตีกอล์ฟเป็นเร็วกว่าคนอื่นที่ฝึกมาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมสังเกตเห็นว่าคุณมีทักษะของการเป็นนักกีฬาอยู่ไม่น้อยและนั่นจะทำให้คุณเรียนรู้ได้เร็วขึ้น”
หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่เตรียมมาด้วยขึ้นซับหน้าที่พราวไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางไม่ทำให้เธอสวยน้อยลงเลย เธอบอกว่า
“ปกติปานฯ จะว่ายน้ำค่ะ ที่คอนโดฯ มีสระว่ายน้ำ ปานฯ เลยว่ายทุกวันๆ ละหลายๆ รอบ ตอนเรียนหนังสือ ปานฯ ก็เล่นกีฬาหลายอย่างค่ะ”
หลังรับประทานอาหาร ผมเดินมาส่งเธอที่รถและกำชับว่า
“อยู่บ้านต้องทำการบ้าน คุณต้องหัดจับกริพให้ชำนาญ หิ้วไม้กอล์ฟไปด้วยทุกหนทุกแห่งแล้วหัดจับกริพตามที่ผมสอนให้และต้องทำทุกวันจนกว่าเราจะมาซ้อมกันอีกครั้ง”
“แล้วเราจะมาซ้อมกันอีกเมื่อไหร่คะ”
“เราค่อยนัดกันอีกที”
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระสอนให้” เธอยิ้มหวานทั้งใบหน้าและสายตา ผมยิ้มตอบตั้งท่าจะเดินจากไปแต่ต้องชะงักเพราะโดนยุดมือเอาไว้ มือเรียวนุ่มๆ ของเธอยัดแผ่นกระดาษเล็กๆ ใส่มือของผม ผมกำกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้แน่นราวกับจะกลัวว่ามันจะหลุดหายไป
บทที่ 6 คิดถึง
ห้องทำงานขนาดใหญ่ที่เคยมีคนนั่งทำงานกว่ายี่สิบคนบัดนี้เหลือเพียงผมคนเดียวที่ยังนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ มันเลยเวลาทำงานมาชั่วโมงเศษแล้ว ผมหันไปมองที่ประตูเมื่อมีเสียงใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา พนักงานทำความสะอาดหญิงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีหิ้วอุปกรณ์ทำความสะอาดในมือทั้งสอง เธอส่งยิ้มทักทาย
“ยังไม่กลับหรือคะ”
“จวนจะเสร็จแล้วครับ คงไม่เกินสิบนาทีแหละ” ผมก้มหน้าทำงานต่อ สักครู่จึงได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งหนึ่ง พนักงานทำความสะอาดหญิงคนนั้นล้วงมือลงในกางเกงดึงโทรศัพท์ขึ้นมากดรับพลางกรอกเสียงลงไปว่า
“จะโทรมาทำไมอีกก็บอกแล้วว่าอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะเสร็จ.....เออ คอยที่เดิมนั่นแหละ” เธอส่ายหน้า ทำหน้ายุ่งๆ แกมรำคาญพลางเอ่ยขึ้นเหมือนคุยกับผมว่า
“บางทีผู้ชายก็น่าเบื่อนะคะ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง” เธอคงลืมไปกระมังว่าคนที่แกพูดด้วยก็เป็นผู้ชาย
ผมหัวเราะ หึ หึ ถามว่า
“แฟนเหรอ”
“ค่ะ บางทีก็ดีนะคะ บางทีก็น่ารำคาญ” พูดจบแกก้มหน้าหน้าตาเช็ดปัดกวาดพื้นไปตามหน้าที่ ผมไม่ได้ต่อความอะไรอีก ทำงานที่เหลือต่อจนเสร็จ ปิดเครื่องคอม เก็บเอกสารใส่ตู้ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง ดึงลิ้นชักหยิบกุญแจรถออกมาถือไว้ หิ้วกระเป๋าเอกสาร ลุกขึ้นจากที่นั่ง ใช้ก้นดันเก้าอี้กลับเข้าที่ ออกเดินไปตามทางผ่านบริเวณที่พนักงานทำความสะอาดคนนั้นกำลังทำงานอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นมอง ผมมองหน้าเธอ ส่งยิ้มให้ บอกว่า
“ผมจะกลับแล้วนะครับ สวัสดีครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ยวดยานบนถนนยังติดเป็นสายยาวแน่นไปทุกช่องจราจร บางทีขยับไปได้ยาวตามสัญญาณไฟจราจร แต่บางทีก็ขยับเพียงช่วงสั้นๆ ความคิดของผมหวนกลับไปถึงคำพูดของพนักงานทำความสะอาดคนนั้น ดูเหมือนว่าเธอจะเอือมระอากับคู่รักของเธอทั้งที่ความจริงแล้วหน้าตาของเธอไม่ได้มีความสะสวยอะไรเลยสักนิด จะบอกว่าอัปลักษณ์ก็อาจจะเกินไปหน่อย รูปร่างก็ไม่ได้จรุงใจชายอย่างผมได้เลย แต่เธอก็มีแฟน แม้ผมจะไม่เคยเห็นว่าแฟนของเธอหน้าตาเป็นอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ผมคิด ที่ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาก็เพราะขนาดผู้หญิงที่หากจะว่ากันตามตรงว่าหน้าตาไม่ได้เรื่องขนาดนี้ยังมีแฟนเลย แล้วจะเป็นไปได้หรือที่หญิงสาวที่ทั้งสวย รวยเสน่ห์อย่างปานจะกลืนจะไม่มีแฟน หากให้ผมเดา ผมว่าน่าจะถามว่ามีกี่คนถึงจะถูก แต่การเดาแบบนั้นดูจะเป็นการ อยุติธรรมสำหรับเธอเกินไปก็ได้ ปานจะกลืนอาจเป็นหญิงสาวอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ผมเรียนรู้เธอมาไม่มากเลย
แค่ระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่เราไปซ้อมกอล์ฟกัน แม้บางครั้งเราจะไปทานอาหารกันที่อื่นบ้างนอกจากที่สนามซ้อม หรือเดินดูอุปกรณ์กอล์ฟ ซื้อหนังสือกอล์ฟที่ผมเลือกให้ หรือไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมบ้างซึ่งบางครั้งเราเลือกที่จะปั่นจักรยานน้ำเพื่อออกกำลังขาบ้าง แต่เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนอกจากกอล์ฟและเรื่องที่ทำงาน
ผมไม่ได้ถามเรื่องราวส่วนตัวของเธอเลยสักนิด จะบอกว่าผมไม่ได้สนใจคงไม่ถูกนัก แต่ที่ไม่ถามก็ด้วยเกรงว่าจะสร้างความหนักใจให้เธอมากกว่า ผมคิดง่ายๆ ว่าถ้าหากเธออยากเล่าเธอคงเล่าเอง เช่นเดียวกับผมที่หากผมอยากเล่าผมก็จะเล่าเอง แต่ผมก็ไม่เคยบอกเรื่องราวส่วนตัวของผมให้เธอรู้ เช่นเดียวกัน เธอเองก็ไม่เคยบอกเรื่องราวส่วนตัวให้ผมรู้เลย มันเหมือนต่างฝ่ายต่างจำกัดขอบเขตของความสัมพันธ์เอาไว้ ณ ระดับหนึ่ง
หากจะถามผมว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ ผมบอกได้เลยว่าไม่กล้าคิด ปานจะกลืนสวยเกินไป เธอสวยเกินไปจริงๆ สวยเกินไปสำหรับผู้ชายธรรมดาเกินไปอย่างผม หากจะเปรียบว่าเธอเป็นหงส์ฟ้าส่วนผมเป็นหมาขี้เรื้อนก็อาจจะดูถูกตัวเองไปหน่อย ผมคงไม่ถึงกับต่ำต้อยถึงเพียงนั้น แต่ไม่ว่าผมจะเป็นอะไรเธอก็ยังเป็นหงส์ฟ้าในสายตาของผมเสมอ
ความคิดของผมหยุดลงเมื่อเลี้ยวรถเข้าไปในบริเวณสนามซ้อมกอล์ฟ ผมหยิบเหล็กเจ็ด ถุงมือและรองเท้ากอล์ฟออกมาจากท้ายรถ ทันทีที่เดินขึ้นชั้นสองของอาคารสนามซ้อม ทันทีที่ปานจะกลืนหันมาเห็นผม เธอรีบลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตรงรี่เข้ามาหาผมทันทียื่นมือออกมารับไม้กอล์ฟและรองเท้ากอล์ฟจากผมและเดินเคียงกันไปที่ช่องซ้อม รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอทำให้ผมรู้สึกผิดที่คิดถึงเธอไปต่างๆ นาๆ ขณะที่อยู่ในรถ สายตาหลายสิบคู่ทั่วบริเวณนั้นต่างหันมามองผมและหันไปจับที่เธอจนผมรู้สึกหน้าชา เธอทักขึ้นก่อนว่า
“งานเสร็จแล้วหรือคะ เหนื่อยไหมคะ?”
ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เธอไม่ได้พูดทำนองต่อว่าหรือแสดงอาการน้อยใจที่ผมทำให้เธอต้องคอยอยู่ไม่น้อย ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบพลางบอกว่า
“ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ปานฯ ต้องคอยนาน ผมรีบอย่างที่สุดแล้ว รถก็ค่อนข้างติดด้วย”
“ไม่นานหรอกค่ะ คุณบอกปานฯ แล้วนี่คะว่ามีงานด่วน บังเอิญน้องสาวปานฯ มาหาที่ทำงานจะกลับบ้านด้วย เราเลยไปเดินเล่นที่สยามสแควร์แป๊บนึง ปานฯ ว่านี่น่ารักดีเลยซื้อมาฝากคุณ...” เธอหยิบซองพลาสติคลวดลายสวยเก๋ที่วางอยู่บนโต๊ะยื่นส่งให้ผม และบอกต่อว่า “.....เปิดดูสิคะ”
ผมรับซองพลาสติคนั้นมาถือไว้อย่างเซ่อๆ เปิดซองนั้นออกหยิบกล่องพลาสติคขนาดเล็ก ฝาด้านหน้าเป็นพลาสติคใสมีพวงกุญแจสีเงินเป็นมันปลาบวางอยู่บนกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม มันเป็นพวงกุญแจที่เป็นรูปไม้กอล์ฟอันเล็กๆ ฝีมือประณีตบ่งบอกราคาว่าสูงไม่น้อย
“ชอบไหมคะ” ใบหน้าและสายตาอันกระตือรือร้นของเธอบอกความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
“ปานฯ ไม่เห็นจำเป็นต้อง....” ยังไม่ทันที่ผมจะจบความ เธอพูดแทรกขึ้นมาว่า
“ก็ไม่ถึงกับจำเป็นหรอกค่ะ แต่ปานฯ อยากให้เท่านั้นแหละค่ะ”
“พวงกุญแจผมก็มีอยู่ ของฟรีที่ลูกค้าให้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็มีอีกหลายอัน ปานฯ ไม่....” ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะต่อความยาวออกไปทำไม อาจจะเป็นเพราะความตื่นเต้น หรือเกินความคาดฝัน แต่ก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค เธอพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปว่า
“คุณไม่ชอบหรือคะ?”
“คือ....”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปานให้คุณแล้ว ถ้าคุณไม่ชอบจะทำอะไรกับมันก็ได้”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีความรู้สึกว่าปานฯ เอาความรู้สึกและอารมณ์เข้ามาเจือปนด้วยอย่างมากมาย น้ำเสียงของเธอบอกถึงความน้อยใจ ผิดหวัง เธอก้มหน้าลงต่ำมองที่พื้น ใจผมกระสับกระส่ายจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่ทำท่ากระอักกระอ่วน มันเต้นเร่าๆ มือไม้เย็นเยียบ ทั้งกลัวและกริ่งเกรงไปสารพัดแต่เด็ดขาดด้วยการตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผมเอื้อมมือออกไปอย่างขลาดๆ กุมมือของเธอเอาไว้อย่างแผ่วเบาพลางบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเบาว่า
“ผมชอบมาก”
เธอหันกลับมามองผมอย่างช้าๆ พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ที่ทำให้ผมรู้สึกพรึงเพริดไปเหมือนต้องมนต์สะกดคือดวงตาใสๆ คู่นั้นคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำที่อาจร่วงหล่นลงมาเมื่อใดก็ได้
บทที่ 7 ตีจริง
“สิ่งที่ผมอยากให้ปานฯ ปฏิบัติและพยายามฝึกให้เป็นนิสัยก่อนที่เราจะตีแต่ละครั้งเวลาที่เรามาซ้อมคือเลือกเป้าหมายที่เราต้องการจะตีไปแล้วหาจุดหมายที่หน้าลูกห่างไปประมาณหนึ่งฟุตลากเป็นเส้นสมมติเอาไว้ในใจ จุดดังกล่าวมีไว้เพื่อเราจะได้วางเท้าทั้งสอง สะโพกและไหล่ให้ขนานไปกับเส้นทางที่เราจะตีไปและสำหรับวางหน้าไม้ให้ตรงไปยังเป้าหมายที่เราต้องการ....”
ผมรีบปรับอารมณ์ใหม่ เปลี่ยนเรื่องมาเป็นการซ้อมกอล์ฟแทน ความจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะใจจริงๆ นั้นอยากจะกุมมือเธอไว้แบบนั้นตลอดทั้งคืนด้วยซ้ำ แต่อีกใจหนึ่งที่คอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาถึงความทุกข์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับใจของตัวเองหากผมยังปล่อยให้ใจไปยืนอยู่ท่ามกลางบ่อโคลนดูดที่รังแต่จะจมลึกลงไปทุกที ยิ่งตะเกียกตะกายมากเท่าไรยิ่งจมดิ่งลึกลงไปเท่านั้น ทางเดียวที่จะไม่หลงปล่อยใจให้ลอยไปคืออย่าเฉียดเข้าไปใกล้ ทางข้างหน้าเปรียบป่าลึกอันรกชัฏที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ยิ่งเป็นยามรัตติกาลด้วยแล้วคงไม่ต่างจากคนตาบอดที่ต้องยื่นมือคลำทางสะเปะสะปะไป
ปานฯ ตั้งใจฟังผมอธิบายเป็นอย่างดีแต่สายตานั้นสื่อภาษาแปลกๆ ที่ผมไม่เข้าใจ ผมอธิบายต่อว่า
“ที่ปานใช้อยู่นี้เป็นเหล็กเจ็ด ความกว้างระหว่างเท้าทั้งสองขนาดนี้กำลังดีแล้วนั่นคือประมาณหนึ่งฟุตเมื่อวัดจากด้านในของเท้าทั้งสอง ตำแหน่งของลูกจะค่อนจากกึ่งกลางระหว่างเท้าทั้งสองไปทางซ้ายนิดเดียว หากต้องใช้เหล็กที่สั้นลงเราต้องขยับแต่เท้าขวาให้แคบลง ส่วนเท้าซ้ายให้คงที่ไว้แบบนั้น ในทางตรงข้าม หากเราต้องใช้เหล็กที่ยาวขึ้น เราต้อง.....” ผมเว้นวรรคให้เธอตอบ
“ยืนให้กว้างขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไม้แต่ละอัน แต่เท้าซ้ายคงที่ ถูกไหมคะ?” ปานฯ รู้อยู่แล้วว่าตอบถูกเพราะรอยยิ้มและสายตานั้นบอกถึงความมั่นใจ
“ใช่ ปานจะสังเกตเห็นว่าแกนลำตัวของเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยดูจากกระดุมเสื้อด้านหน้าเป็นหลักก็ได้ นั่นหมายถึงจุดต่ำสุดของวงสวิงจะเปลี่ยนไปตามความกว้างของเท้าทั้งสอง พอเข้าใจไหม?”
“เข้าใจค่ะ” เธอตอบด้วยความมั่นใจ
“ดี กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่ละเอียดอ่อนมาก หากพื้นฐานสำคัญๆ ผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อย อาจทำให้เราตีลูกนั้นเสียหายไปเลยก็ได้ บรรดามืออาชีพทั้งหลายจึงต้องหมั่นฝึกซ้อมกันอยู่เสมอเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นฐานที่ดูเหมือนง่ายนั้นแหละ ที่เราเรียนมาแต่อ้อนแต่ออกคือเมื่อหัดเล่นกอล์ฟนั้นง่ายจริง ถ้ามีโอกาสได้เห็นบรรดามืออาชีพที่ฝึกซ้อมกันจะเห็นว่าเขาไม่ได้รีบร้อนตี แต่จะค่อยๆ ซ้อมไป ทำความมั่นใจว่าทุกอย่างที่รู้อยู่นั้นถูกต้อง.....เอาล่ะ ผมว่าวันนี้น่าจะถึงเวลาที่ปานฯ ได้สวิงตีลูกจริงๆ เสียทีหลังจากที่เหวี่ยงลมมานานพอควรแล้ว”
“จริงหรือคะ ปานฯ นึกว่าจะต้องเหวี่ยงลมวืดไปวืดมาแบบนี้จนหง่อมเสียอีก วันก่อนไปสระผม ช่างยังบอกเลยว่าปานฯ มีผมหงอกตั้งหนึ่งเส้นแน่ะ” เธอหัวเราะเสียงใสเหมือนเสียงระฆังแก้ว ทำหน้าล้อๆ ดูเดียงสา
ผมไม่แปลกใจเลยที่เธอสามารถเหวี่ยงไม้กอล์ฟเข้าปะทะลูกกอล์ฟสีขาวที่ตั้งอยู่บนทีสั้นๆ ได้อย่างเหมาะเหม็ง ผมมองดูลูกกอล์ฟที่ลอยละลิ่วขึ้นฟ้า ไปตกเลยป้ายบอกระยะร้อยหลาได้อย่างสวยงาม อีกท่าทางในท่าจบนั้นก็สวยงามพอไปวัดไปวาได้ไม่อายใคร
“วู้ว ตรงเป๊ะเลยค่ะ” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความยินดี ผมเองก็ยินดีไม่แพ้กัน พอเธอจรดตั้งท่าจะตีใหม่ ผมเตือนว่า
“ปานฯ ต้องจับกริพใหม่ทุกครั้ง จัดท่ายืนใหม่แม้จะยืนอยู่ที่เดิมนี่แหละ ไม่งั้นเดี๋ยวตีๆ ไปจะเกร็งโดยไม่รู้ตัว”
“เจ้าค่ะ”
กว่าจะตีลูกกอล์ฟเพียงถาดเดียวนั้นหมดก็ใช้เวลาไปกว่าชั่วโมง เพราะผมจะไม่ยอมให้เธอหวดไปสุ่มสี่สุ่มห้า ปากต้องคอยร้องเตือนนั่นเตือนนี่อยู่ตลอดเวลาจนคอนั้นแสบไปหมด กว่าเราจะออกจากสนามซ้อมเวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะสี่ทุ่ม
“วันนี้น้องสาวปานฯ เอารถไปใช้ค่ะ ปานฯ มาแท็กซี่ เดี๋ยวคุณให้ปานลงที่หน้าปากซอยก็ได้ค่ะคงหาแท็กซี่ได้ไม่ยากหรอกค่ะ”
“ถ้าไม่ใช่ความลับ ให้ผมไปส่งปานฯ ที่บ้านแล้วกัน” ผมไม่รอฟังคำตอบ เดินนำตรงไปที่รถที่จอดอยู่ไม่ไกลออกไป
การจราจรบนท้องถนนยามค่ำค่อยคลี่คลายลงบ้าง ผมขับรถไปเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อน กลิ่นน้ำหอมจางๆ ราคาแพง โชยมากระทบจมูก ให้ความชื่นใจอิ่มเอมในอารมณ์อยู่ลึกๆ ผมสูดลมหายใจเข้าไปเต็มที่อย่างไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยความคิดให้ท่องไปอย่างไร้จุดหมาย สายตาเพ่งไปเบื้องหน้า นานครั้งแอบชายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่เคียงข้าง ใบหน้างามสง่าตั้งตรง ผมที่รวบมัดเป็นหางม้าไว้ด้านหลังเผยใบหน้าที่สะอาดหมดจดอย่างไร้ที่ติ เธอยกมือขึ้นปิดปากขณะที่อ้าปากหาว หากเป็นในรามเกียรติ์คงหาวเป็นดาวเป็นเดือนเช่นหนุมาน
เธอเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้าชัดเจนว่า
“ไม่เห็นคุณโทรศัพท์มาคุยกับปานฯ บ้างเลย”
ผมหับไปมองแวบหนึ่ง ตอบอย่างไม่ได้เรื่องว่า
“เบอร์ที่ปานฯ เขียนให้ผมใส่แผ่นกระดาษนั่นเหรอ”
“แล้วคุณคิดว่าปานฯ ใบ้หวยให้หรือไง”
ผมหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอเป็นการแก้เก้อมากกว่า และถามคำถามที่ไม่ได้เรื่องอีกว่า
“ปานฯ แน่ใจหรือว่าผมจะโทรไปได้”
“ถ้าไม่แน่ใจ ปานฯ จะให้เบอร์คุณไปทำไม” แล้วผมก็โดนย้อนเอาอย่างที่คิด
“ไม่รู้สิ ผมคงกลัวไปเองมากกว่า”
“คุณกลัวอะไร?”
“อาจจะไม่ใช่กลัว แต่อาจจะคิดมากก็เป็นได้”
“งั้นก็เลิกคิดได้แล้ว”
“คงไม่ใช่ง่ายอย่างที่ปานฯ บอกหรอก”
“ไหนคุณคิดยังไงลองบอกให้ปานฯ ทราบบ้างสิ.....เลี้ยวซ้ายข้างหน้าค่ะ ไปอีกนิดเดียว ประตูทางเข้าคอนโดอยู่ทางขวาค่ะ”
ผมเลี้ยวรถเข้าประตูใหญ่ ขับตรงเข้าไปจอดที่หน้าประตูทางเข้าอาคาร มันเป็นคอนโดที่ค่อนข้างจะหรูหราไม่น้อยดูจากการตกแต่งและลักษณะโครงสร้างของอาคาร ผมรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องตอบคำถามที่ไม่อยากตอบเอาเสียเลย แต่ต้องสะดุดความคิดอยู่เพียงนั้นเมื่อเธอพูดขึ้นว่า
“ไปจอดที่ตรงนั้นก็ได้ค่ะ ตรงนี้ห้ามจอด”
ผมขับไปตามทางที่เธอชี้บอก ที่จอดรถริมกำแพงรั้วมีต้นปาล์มปลูกเรียงกันเป็นระยะ แสงไฟจากดวงโคมบนกำแพงหลุบหลู่ เธอเปิดประตูรถออก ถามว่า
“ขึ้นไปทานน้ำก่อนนะคะ” นั่นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำเชิญที่ทำให้ใจผมสั่นหวิวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ผมตอบไม่เต็มเสียงว่า
“ผมว่าปานฯ คงเหนื่อยมามากแล้ว และนี่ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้เราต้องทำงานด้วยกันทั้งคู่ ผมว่า ผมกลับเลยดีกว่า”
“ตามใจค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอก้าวลงจากรถ หอบข้าวของติดมือไป มือหนึ่งผลักประตูรถกระแทกปิด สะบัดหน้า เดินจากไปทันทีโดยไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย
ใจผมแป้วลงทันทีเพราะผมหวังที่จะเห็นรอยยิ้มของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะจากกันคืนนี้
บทที่ 8 ลูกสั้น
แสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นสายปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมชันกายขึ้นนั่ง ศีรษะพิงพนักที่หัวเตียง สายตาเหลือบมองดูนาฬิกาที่ผนังฝั่งตรงข้าม มันบอกเวลา 9 นาฬิกาเศษของเช้าวันเสาร์ที่ผมสามารถใช้เวลาเป็นส่วนตัวได้ แต่ความคิดนี่ไม่ได้เพราะเพียงครู่เดียวใบหน้าของปานฯ ก็ลอยเข้ามาในห้วงคิดคำนึงของผมเสียแล้ว จะสลัดอย่างไร จะห้ามไม่ให้บุกรุกเข้ามาในความคิดอย่างไรก็ไม่เป็นผล ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุจนจิตใจนั้นปั่นป่วนเป็นทุกข์ร้อนขึ้นมาเอง
ผมรีบลุกขึ้นจากที่นอน เข้าห้องน้ำชำระร่างกายและแต่งกายเรียบร้อยกลับมานั่งลงที่ระเบียงห้องนอน สายลมยามเช้าโชยมาครั้งหนึ่งแล้วสงบไป ท้องฟ้าหม่นเต็มไปด้วยเมฆหมอกดูซึมเศร้าราวกับใจที่เป็นทุกข์ นกเอี้ยงตัวหนึ่งบินมาจับที่ชายคาบ้าน มันส่งเสียงร้องดังแสบแก้วหูจนผมต้องหันไปค้อน อารมณ์เริ่มหงุดหงิดขึ้นที่เสียงของมันเข้ามาทำลายความสงบ แต่เปล่าเลย ใจของตัวเองนี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญ หากมันทุกข์ร้อนจะอยู่แห่งหนใดก็ไม่เป็นสุขได้เหมือนหมาขี้เรื้อน ต่อให้อยู่บนสวรรค์ก็ยังต้องเกาอยู่ไม่รู้จบนั่นเอง เพราะภาพของหญิงสาวรุกคืบเข้ามาในความคิดผมอีกคำรพหนึ่ง
เมื่อใจมันดิ้นเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า ผมหันไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มือและเท้าเร็วกว่าความคิด ผมลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์มาถือไว้แต่พอจะกดเรียกเบอร์ที่บันทึกไว้ อีกใจหนึ่งพลันเตือนขึ้นว่า ‘ขนาดเพียงแค่นี้ใจยังเป็นทุกข์ถึงเพียงนี้ หากถลำลึกไปกว่านี้มันจะไม่เหมือนตกนรกทั้งเป็นเชียวหรือ’ นิ้วมือชะงักการทำงานลงโดยพลัน สงครามระหว่างใจสองห้องบนกับสองห้องล่างกำลังสู้รบกันอย่างถึงพริกถึงขิง มันดูชุลมุนฝุ่นตลบ ยากที่จะบอกได้ว่าฝ่ายใดจะมีชัย
ฉับพลันนั้นเอง ผมต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัวเกือบจะปล่อยโทรศัพท์หลุดมือเมื่อเสียงจากโทรศัพท์ที่ผมถืออยู่ในมือดังก้องขึ้น มันทั้งสั่นทั้งร้องราวกับโดนค้อนทุบ ผมรีบยกขึ้นมองหน้าจอดูผู้เรียกเข้า ใจเต้นโครมใหญ่จากนั้นเริ่มไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นชื่อคนที่บุกรุกเข้ามาในความคิดของผมโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมกดปุ่มรับด้วยความร้อนรน พูดเสียงสั่น
“ครับ คุณปานฯ.....ไม่ได้ไปไหนครับ......ไม่ได้ทำอะไรครับ.....ได้ครับ.....ว่างครับ.....แน่ใจครับ....ครับ....งั้น เดี๋ยวผมไปรับ....บายครับ”
สายที่โทรเข้ามายุติสงครามระหว่างใจที่ต่อสู้กันมาโดยสิ้นเชิง ความยินดีจนออกนอกหน้าปรากฏเห็นชัดหากมีใครเห็นเข้าตอนนี้ย่อมจะบอกได้เป็นธรรมดา
เมื่อขับรถผ่านประตูทางเข้าคอนโดไปนั้น ร่างระหงพร้อมอุปกรณ์ไม้กอล์ฟเพียงอันเดียวในมือ และกระเป๋ากีฬาใบใหญ่สะพายบนไหล่เดินตรงมาที่รถทันทีพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางทำให้ปานฯ ดูอ่อนวัยไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่น ผมฉีกยิ้มกว้างขวางจนรู้สึกตัวว่าดวงตาของตัวเองเปล่งประกายด้วยความยินดี ระหว่างทางที่ขับรถมานั้น ผมวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะพาเธอไปไหน
“หวัดดีค่ะ มาเร็วดีนี่คะ” ใต้หมวกแก้ปสีแดงสดผมที่มัดรวบเป็นหางม้าทรงเดิมสะบัดไปมาเมื่อเธอหันมามองหน้าผมและจ้องราวกับผมเป็นมนุษย์ต่างดาว
“รถผมวิ่งได้เร็วดีครับ” ผมโทษว่าเป็นผิดของรถแทนที่จะเป็นความผิดของใจที่บังคับเท้าเหยียบคันเร่งจนแทบจะโบยบินไปกระนั้น
“คุณนี่พูดได้เรื่อยเปื่อยจริงๆ เลยนะจนปานฯ สงสัยว่าเวลาคุณเสนอรายงานในที่ประชุม คณะกรรมการท่านจะฟังคุณรู้เรื่องไหมเนี่ย”
ผมหัวเราะแก้เก้อ บอกว่า
“คงไม่ค่อยรู้เรื่องมังครับเพราะเห็นประชุมกันทีเป็นชั่วโมงๆ คนโน้มถามที คนนี้ถามที รุมถามผมคนเดียว ผมคงตอบผิดๆ ถูกๆ ไปตามเรื่อง”
ปานฯ หัวเราะคิก แม้ผมจะไม่ได้หันไปมองหน้าเธอ สายตามองตรงไปที่ถนนข้างหน้า แต่ผมรู้สึกตัวว่าเธอหันมามองผมอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกรถ
“เราจะไปซ้อมกันที่ไหนคะเนี่ย”
“วันนี้ผมจะสอนลูกสั้นให้ เราต้องหาสนามกอล์ฟที่มีลานซ้อมชิพและพัทท์ ตามสนามซ้อมไม่ค่อยมีลานซ้อมหรอกครับถึงมีก็ไม่ค่อยจะดี”
“ลูกชิพและพัทท์นี่ต้องเรียนด้วยหรือคะ ท่าทางไม่เห็นน่าจะยากเลย”
“ไม่ยากน่ะถูกครับถ้าเล่นเป็น ถ้าเล่นไม่เป็นหรือไม่รู้วิธีเวลาไปออกรอบจะรู้เองล่ะครับว่ามันเหมือนยาขมทำให้คนน้ำตาตกในมานับไม่ถ้วน เรื่องของเรื่องคือมันมีวิธีเล่นหลายแบบแล้วแต่ว่าเราต้องการเล่นแบบไหน ในสถานการณ์ใดควรเล่นแบบใดเพื่อประหยัดคะแนนให้ได้ผลที่สุด ทุกช็อตในกีฬากอล์ฟมีค่าเท่ากับหนึ่งเท่ากันไม่ว่าตีไปได้สามร้อยหลาหรือสามหลาก็หนึ่งเท่ากัน ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร นักกอล์ฟจะต้องพัฒนาทุกรูปแบบของเกมไปพร้อมๆ กัน”
จากถนนสายใหญ่แยกเข้าถนนซอยลึกเข้าไปไม่มากนักเป็นประตูเข้าสู่สนามกอล์ฟที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่เรียงรายเป็นแนวไปตลอด บริเวณลานจอดรถมีรถยนต์จอดกันมากมาย
ผมเปิดท้ายรถหยิบเหล็กพิชชิ่งเวดจ์ แซนด์เวดจ์และพัตเตอร์พร้อมลูกกอล์ฟเก่าอีกถุงใหญ่ เดินเคียงคู่ไปกับหญิงสาว เธอเดินแกว่งเหล็ก 7 ในมืออย่างสบายในอารมณ์ สายตามองสำรวจไปทั่วบริเวณอย่างตื่นตาตื่นใจ ผ่านหน้าคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่หรูหราที่ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่หลากพันธุ์ เบื้องหน้าเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ คลื่นน้อยๆ เป็นระลอกพริ้วตามสายลมที่โบกโชยมาไม่ขาดระยะ มันสะท้อนเปลวแดดจางๆ ที่ถูกบดบังด้วยปุยเมฆหนาทึบ ด้านข้างสระน้ำทั้งสองฝั่งโอบล้อมด้วยแฟร์เวย์เขียวขจีดุจกำมะหยี่มีต้นไม้ใหญ่น้อยขนาบเป็นแนวตลอด ปลายแฟร์เวย์เป็นกรีนมีระดับสูงต่ำตั้งติดชิดขอบน้ำทั้งสองด้าน มีใบธงสีแดงโบกสะบัดไปตามแรงลม
“สวยงามจริงๆ นะคะ” ผมดีใจที่เธอสังเกตเห็นความงามของธรรมชาติที่ตั้งใจเสกสรรขึ้นมา
“ผมชอบสนามนี้เพราะออกแบบได้ดี สวยจริงอย่างที่ปานฯ ว่า ที่ลานซ้อมก็ร่มรื่นมีเงาไม้ใหญ่ช่วยบังแดดให้”
ผมเลือกบริเวณที่เงาไม้ใหญ่ทอดลงให้ร่มเงาเป็นอย่างดี เทลูกซ้อมออกจากถุงจนหมดกองที่ริมขอบกรีนซ้อม บริเวณต่างๆ ของกรีนมีหลุมสี่ห้าหลุมระยะห่างต่างๆ กัน ผมอธิบายว่า
“เราสามารถเลือกใช้เหล็กทุกอันที่มีในถุงได้ตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ ตามทำเลที่ลูกอยู่รายละเอียดเป็นอย่างไรเดี๋ยวผมจะค่อยอธิบายไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมอยากให้ปานเรียนรู้พื้นฐานของการเล่นลูกสั้นนั่นคือลักษณะการยืน เราควรจะยืนให้แคบและวางน้ำหนักให้ค่อนลงทางเท้าซ้ายให้มากเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวของเราโยกเยกไปมาขณะที่เราสวิงตีลูกเพราะเราต้องการความแม่นยำเพื่อให้พาลูกไปใกล้หลุมที่สุดหรือลงหลุมไปเลย.....”
ผมยืนแสดงท่าประกอบให้เธอดูเป็นตัวอย่าง ปานฯ ยืนเลียนแบบตาม
“......เราควรยืนเปิดเล็กน้อยคือให้เท้าซ้ายต่ำกว่าเท้าขวาเพื่อให้เห็นเส้นทางเล่นได้ชัดเจนขึ้น ควรจับไม้ให้ต่ำลงมากว่าปกติเพื่อให้เกิดความรู้สึกในการควบคุมที่ง่ายขึ้น ทั่วไปหากลูกอยู่ในทำเลปกติจะวางลูกให้อยู่กึ่งกลางระหว่างเท้าทั้งสอง ขณะที่จรด ปานฯ จะเห็นว่าเมื่อวางหน้าเหล็กไปยังเป้าหมายที่ต้องการ เหล็กถูกออกแบบมาให้มีความเอียงตามองศาของไม้แต่ละอันนั่นคือมือที่จับกริพจะอยู่หน้าลูกตลอดเวลา....”
ผมมองดูท่าทางที่หญิงสาวยืนเลียนแบบเห็นว่าเหมาะสมดีแล้วจึงอธิบายต่อว่า
“วิธีการควบคุมไม้กอล์ฟให้เดินทางเป็นแนวทางเดียวกันตลอดก็คือการใช้ไหล่และแขน ไม้กอล์ฟที่อยู่ในมือทำให้เรามีความรู้สึกว่าน่าจะใช้มือในการควบคุมแต่การควบคุมด้วยมือหาความแน่นอนไม่ได้เพราะเราสามารถใช้มือขึ้นไม้ได้หลายทิศทางและเมื่อไม้เดินทางกลับก็กลับได้หลายทิศทาง มันจึงอาจตรงบ้าง ไม่ตรงทางบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้างขาดความแน่นอน แต่ไหล่นั้นติดอยู่กับตัว เวลาเราหมุนไหล่ไปและกลับ ไหล่จะเดินทางอยู่ในเส้นทางเดียวมีลักษณะเช่นเดียวกับวงกลมที่ปานฯ เคยรู้มาแล้ว พอจะเข้าใจไหม?”
“เข้าใจดีค่ะ”
“ดีมาก ดังนั้นเพื่อให้ไหล่หมุนได้คล่อง ร่างกายของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งไหล่จะต้องไม่เกร็ง จับกริพก็ต้องผ่อนคลายไม่แน่นเกินไปไม่หลวมเกินไป เนื่องจากเป็นลูกระยะสั้นๆ เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเองว่าไม้แต่ละอันที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นเหล็กอะไร ถ้าเราขึ้นไม้แค่ไหน เมื่อตีกระทบลูกไปแล้วจะส่งไม้ตามไปแค่นั้น เช่น ขึ้นไม้สองฟุต เราก็ส่งไม้ตามไปสองฟุตเป็นต้น ลูกกอล์ฟจะลอยพ้นขึ้นจากพื้นและจะไปตกลงที่ตรงไหนและวิ่งไปไกลแค่ไหน ผมจะตีให้ดูเวลาใช้เหล็กสองอันที่ต่างกันโดยขึ้นไม้เท่าๆ กัน”
ผมใช้เหล็กเจ็ด และเหล็กพิชชิ่งเวดจ์ขึ้นไม้ระยะเท่ากัน ใช้แรงตีเท่ากันแต่ลูกไปตกระยะต่างกันและวิ่งไกลกว่ากัน ปานฯ ถามขึ้นว่า
“ทำไมเราไม่ใช้แค่เหล็กอันเดียวล่ะคะ มันไม่ง่ายกว่าหรือคะ”
“ตรงข้ามเลย สมมติว่าหลุมอยู่ที่ลูกกอล์ฟลูกนั้นที่ผมตีไปด้วยเหล็ก 7 น่ะ ถ้าปานฯ ใช้พิชชิ่ง ปานฯ ต้องขึ้นไม้ให้มากขึ้นจริงไหมเพื่อให้ลูกกอล์ฟไปตกไกลขึ้นเพราะลูกจะวิ่งน้อยกว่า การขึ้นไม้ยิ่งสูงเพียงใดก็ยิ่งควบคุมได้ยากเพียงนั้น ถ้าเราขึ้นไม้น้อยเราก็ควบคุมไม้ได้ง่ายขึ้น โอกาสที่จะผิดพลาดก็ลดลง ส่วนระยะทางที่เราต้องรู้ก็เกิดจากการซ้อมเหล็กแต่ละอัน”
“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าเราใช้เหล็กเพียงอันเดียว เราต้องขึ้นไม้มากน้อยต่างกันตามระยะทาง มันจะกะได้ลำบากใช่ไหมคะ”
“ใช่และไม่ใช่ ที่ว่าใช่ก็จริงอย่างที่ปานฯ เข้าใจแหละ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ควรจะรู้ด้วยว่าถ้าเราใช้เหล็กอันนี้ขึ้นแค่ไหนลูกจะลอยไปแค่ไหนด้วย นี่แหละคือความละเอียดอ่อนของเกมกอล์ฟ ผมว่าปานฯ ลองตีลูกเลยดีกว่า ใช้เหล็ก 7 นั้นแหละ ขึ้นประมาณสองฟุต ส่งไม้ไปประมาณสองฟุต เล็งทางไปที่หลุมนั้นแล้วดูว่าผลจะเป็นยังไง ระวังอย่างเดียวคือจังหวะให้มันนุ่มนวลเข้าไว้ ไม่ต้องรีบ ที่สำคัญคือเวลาตีกระทบลูกให้ระวังข้อมือซ้ายให้รักษาให้เป็นแนวตรงไว่ อย่าให้มันหักพับล่ะ”
ผมปล่อยให้ปานฯ ตีด้วยเหล็กต่างๆ สลับกันไปโดยใช้ท่าเดียว ขึ้นไม้ระดับเดียวกันตลอด สำหรับคนที่เพิ่งหัดใหม่ ผลงานของเธอนับว่าเป็นที่น่าพอใจ
ผมสอนเธอจับกริพแบบใหม่ที่เป็นที่นิยมกันทั่วไปและอธิบายถึงหลักในการพัทท์ว่า
“การที่ให้จับกริพแบบนี้คือให้นิ้วชี้ซ้ายออกมาด้านนอกก็เพื่อเวลาพัทท์ไปข้อมือซ้ายจะได้ไม่หักพับแบบนี้....” ผมแสดงท่าประกอบให้เธอดู และอธิบายต่อว่า
“.....แม้ท่าทางและวิธีการในการพัทท์สำหรับแต่ละคนจะเป็นเรื่องของความถนัดเสียมากกว่าแต่ยังมีพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้การพัทท์ได้ผลที่สุดคือตำแหน่งของลูก ไม่ว่าเราจะถนัดยืนแบบไหนตำแหน่งที่ลูกตั้งอยู่นั้นควรจะอยู่ใต้ตำแหน่งของสายตาที่มองลงมาพอดีๆ เมื่อเรายืนจรดเสร็จ ลองเอาลูกกอล์ฟตรงตำแหน่งดั้งจมูกและปล่อยให้ลูกกอล์ฟตกลงพื้น นั่นคือตำแหน่งที่ลูกกอล์ฟควรตั้งอยู่เพราะการตะแคงหน้ามองทิศทางที่เราจะพัทท์ในลักษณะนั้นเราจะสามารถเห็นเส้นทางได้ถนัดที่สุด....” ปานฯ ลองทำท่าตามที่ผมแสดงให้ดู แต่บ่นขึ้นว่า
“ปานฯ มองไม่เห็นเส้นทางที่จะพัทท์อย่างที่บอกเลยนี่คะ” ผมอยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ แต่เกรงว่าเธอจะอายเลยได้แค่ยิ้มๆ บอกว่า
“ปานฯ จะเห็นได้ยังไงล่ะก็ปานฯ ตั้งท่าพัทท์ออกไปนอกกรีนแบบนี้”
เรายืนกันอยู่ที่ริมกรีน ผมหันไปทางกลางกรีน ส่วนเธออยู่ตรงข้ามจึงหันออกนอกกรีน ปานฯ ยิ้มแบบอายๆ บอกว่า
“ถ้าปานฯ หันไปทางเดียวกับคุณ ปานฯ ก็หันก้นให้คุณจะเห็นคุณได้ยังไงล่ะ” เธอเปลี่ยนทิศทางยืนใหม่ ผมหัวเราะเดินอ้อมไปด้านตรงข้าม บอกว่า
“ก่อนตั้งท่าให้ดูทิศทางที่เราจะพัทท์ไปเสียก่อน สมมติว่าเราจะพัทท์เป็นเส้นตรงไปยังหลุม เราควรกำหนดจุดที่ด้านหน้าห่างออกไปประมาณสักหนึ่งคืบก็ได้ แล้ววางหน้าพัตเตอร์ให้ไปในทางนั้น วางเท้าทั้งสองให้ขนานกับเส้นทางนั้น เวลาส่งหน้าไม้พัตเตอร์ออกไปก็ให้นึกว่าเราจะส่งออกไปในทางนั้น หลักการพัทท์กับลูกชิพนั้นคล้ายกันคือขึ้นไม้แค่ไหนก็ส่งไม้ไปแค่นั้น....”
ผมช่วยจัดท่าทางให้เธอใหม่เล็กน้อย อธิบายต่อว่า
“เวลาเราพัทท์ให้ค่อยๆ สร้างความรู้สึกในการควบคุมไม้ด้วยไหล่ด้วยเหตุผลเดียวกับการชิพตามที่ได้อธิบายไปแล้ว มันอาจจะฝืนเล็กน้อย แต่ซ้อมนานไปก็ชินเอง ที่สำคัญที่สุดในการพัทท์คือ ระหว่างที่เราแบ็คสวิงและส่งหน้าพัตเตอร์ออกไปก็ดี สายตาของเราจะต้องจับอยู่ที่ตำแหน่งที่ลูกกอล์ฟตั้งอยู่ตลอดเวลา อย่ากรอกสายตาไปมามองดูหน้าไม้ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถควบคุมให้หน้าไม้กระทบลูกที่กึ่งกางหน้าไม้ได้ ที่สำคัญอีกอย่างคือเวลาพัทท์ต้องระวังอย่าให้ตัวโยกเยกจะทำได้โดยเริ่มตั้งแต่ท่าจรดเลยซึ่งจะวางน้ำหนักตัวค่อนไปทางซ้ายหน่อยก็ได้....”
เธอถามขัดขึ้นว่า
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราขึ้นพัตเตอร์ไปขนาดไหนถ้าไม่มองตามล่ะคะ”
“ความรู้สึกตอนที่เราซ้อมพัทท์ก่อนพัทท์จริงไง สมมติว่าเราต้องขึ้นประมาณหนึ่งฟุตเพื่อให้เคาะลูกออกไปได้ระยะทางประมาณสิบฟุต เราก็ซ้อมหาความรู้สึกนั้นก่อน แล้วใช้ความรู้สึกว่าต้องขึ้นแค่นั้นในการพัทท์จริง”
ผมเลือกเส้นทางบนกรีนที่เป็นไลน์ตรงให้เธอ วางเหล็กสองอันขนานไปกับเส้นทางนั้นให้มีความกว้างกว่าหน้าพัตเตอร์เล็กน้อย อธิบายต่อว่า
“ลองซ้อมพัทท์โดยวางพัตเตอร์ในแนวนี้ เวลาขึ้นไม้หรือส่งไม้ออกไปอย่าให้กระทบเหล็กสองอันนี้ ซ้อมไปเรื่อยๆ จะวางลูกหรือไม่ก็ได้ แล้วหาความรู้สึกเอาเองว่าเราจะต้องขึ้นไม้ยังไง ส่งไม้ออกไปยังไงจะได้เอาความรู้สึกนี้ไปใช้เวลาเล่นจริงได้”
ผมยืนมองเธอซ้อมพัทท์อยู่ห่างๆ บางลูกที่เธอพัทท์ลงเธอจะกำหมัดชกลม ทำท่าสะใจ ผมว่าเธอดูหนังกอล์ฟมากไปหน่อย ที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ปานฯ เป็นคนที่มีความอดทนสูงมากเพราะเธอซ้อมพัทท์อยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ แล้วหันกลับมาซ้อมชิพต่ออีก สลับไปมาแบบนั้น ผมน่ะแสนจะเมื่อยขบที่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ ปากก็พร่ำบอกไปไม่รู้จบ แต่เมื่อเธอไม่เลิก ผมจะปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย
แสงแดดแม้จะไม่ร้อนแรงนัก และแม้มีร่มเงาไม้ช่วยบรรเทาความร้อนลงได้มากมาย แต่การยืนกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ไม่ใช่เรื่องสนุก เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นว่าแก้มทั้งสองของเธอแดงระเรื่อราวกับแต้มชาด ดูน่ารัก น่าพิสมัยเป็นยิ่งนัก
บทที่ 9 เมื่อสายันห์
เราออกจากสนามกอล์ฟเป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว ผมไม่ได้ถามปานฯ หรือขอความเห็นจากเธอว่าเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่ไหนดี และขับรถตรงไปที่ร้านอาหารที่มีอยู่ในใจ เป็นร้านอาหารที่ปลูกเป็นเรือนแพตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี ผู้คนมีอยู่เพียงน้อยนิด เราเลือกที่นั่งริมแพสามารถมองเห็นสายน้ำที่เคลื่อนที่ไปไม่รู้จักหยุดหย่อน มันพาเอาผักตบชะวาชูช่อสีม่วงดูดาดดื่นท่องไปตามลำน้ำใหญ่ไปไหนต่อไหนไม่มีใครอยากรู้ เรือพายลำเล็กที่ฟากตรงข้ามแม่น้ำเป็นภาพชีวิตตามธรรมชาติของผู้คนที่อาศัยลำน้ำเป็นหลัก ทิวไม้สีเขียวเข้มบ้างจางบ้างยาวตลอดเป็นแนวคดโค้งไปตามแม่น้ำนั้น บางตอนมีต้นตาลชูยอดสูงไหวเอนไปมา ต้นมะพร้าวที่เตี้ยต่ำลงมามีให้เห็นอยู่ดาษดื่น เหนือขึ้นไปเป็นขอบฟ้าสีเทามีเมฆทึบกระจายตัวไปทั่ว มันกั้นแสงพระสุริยนต์ให้อ่อนช้อยลงดูเบาตา นกตัวใหญ่น้อยโผบินเป็นหมู่ๆ มันกำลังบินกลับรังของมันคือบ้านอันอบอุ่น สายลมเย็นโชยมาไม่ขาดระยะปะทะกับใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฟากตรงข้าม เส้นผมบางเบาราวไหมที่บัดนี้ปล่อยให้สยายลงคลุมแผ่นหลังปลิวว่อนไปตามแรง – เธอคือหงส์ฟ้าในใจของผม
“คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไงคะ” เสียงใสๆ ดังถามขึ้น
“ส่วนใหญ่ใครๆ ก็รู้จัก มีแต่ปานฯ แหละที่ไม่รู้จัก” เมื่อตอบไปแล้วถึงรู้ตัวว่าไม่น่าพูดเลย ใจนั้นเกรงว่าจะไม่เข้าท่าเข้าทางเกิดผิดหูขึ้นมาไม่รู้ว่าพายุลูกไหนจะโหมเข้ามาบ้าง แต่ผิดคาด เสียงหัวเราะคิก ตามด้วยถลึงตามองผมอย่างอารมณ์ดี
“คุณกำลังจะบอกว่าปานฯ เซ่อเซอะ มัวแต่หลงกรุงอยู่ใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น อย่าร้อนตัวไปก่อนสิ” ว่าจะไม่ แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะสบตาด้วยและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับจะอ่านใจของเธอให้ทะลุ เธอมองตอบแต่ต้องเบนสายตาหลบมองลงต่ำ ท่าทีบอกความเอียงอายเหมือนจะกลัวว่าดวงตาคู่นั้นจะเผยความในใจออกมาหมด
เธอพูดเสียงเขียวคล้ายแสร้งกลบเกลื่อนขึ้นว่า
“ที่คุณพูดน่ะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้มากนักเหรอ?”
“ถ้าปานฯ จะแปลความหมายอย่างที่บอกมาก็ได้ แต่ผมหมายความว่ายังมีส่วนน้อยที่ไม่รู้จักซึ่งก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ผมก็เคยไม่รู้จักมาก่อน”
ไม่ทันได้ระวังตัว มือเรียวๆ ของเธอที่ท้าวคางอยู่ก็ฟาดเผียะลงมาที่หลังมือของผมที่วางราบอยู่บนโต๊ะ มือไม่เจ็บหรอกแต่ตกใจมากกว่า ไม่นึกว่าเธอจะจู่โจมรวดเร็วขนาดนั้น ผมชักมือกลับด้วยความแปลกใจ ปานฯ พูดเสียงแกมหัวเราะว่า
“เลี้ยวลดคดเคี้ยวนักเหมือนแม่น้ำ”
ว่าจะไม่ แต่ปากไวกว่าความคิด ผมบอกว่า
“ปากไม่เท่าไหร่ แต่ใจสำคัญกว่า”
เราสั่งอาหารสองสามอย่าง อาหารมีรสชาติมากขึ้นด้วยบรรยากาศอันแสนสุนทรีย์ คำสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มเรียนรู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันมากขึ้น มันเหมือนการเจาะกำแพงให้เป็นช่อง จากรูเล็กๆ ช่องนั้นค่อยขยายกว้างขึ้นทุกที มีเสียงหัวเราะระหว่างเราเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจอันเบิกบานนั้นเป็นเช่นไร ดุจเช่นละอองน้ำฝนหลังพายุหนัก ยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะถักทอเป็นสายรุ้งงามที่ปลายฟ้า
“สวยมากนะคะ” สายตาของเธอเหม่อมองไปเบื้องหน้า
“ครับ สวยมาก”
“ท้องฟ้าและสายน้ำยามอาทิตย์อัศดงช่างงดงามเหลือเกิน”
“ครับ งดงามมาก”
“ไม่เห็นว่าคุณจะมองสักหน่อย รู้ไงว่าสวย”
“ก็ผมมองอยู่นี่ไง”
“บ้า นั่นมันหน้าชั้น”
“ก็ใบหน้าคุณน่ะสิ”
แสงสีทองส่องเป็นสายทะลุเมฆลงมาได้บ้างทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณสะท้อนประกายดั่งทอง ฉากหลังจึงขับออกมาเป็นสีม่วงบ้าง แดงบ้างกลมกลืนกันไปราวภาพในนิมิตที่ไม่อาจมีจิตกรใดในโลกจะแต่งแต้มสีสันงดงามได้เหมือน เฉกเช่นใบหน้านวลราวเทพธิดาตรงหน้าผมนี้
“คุณบอกว่าลูกชิพนี่มีหลายแบบแล้วแต่สถานการณ์ที่เราจะเลือกเล่น มันเป็นยังไงหรือคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยมาเรื่องกอล์ฟ ผมแทบจะปรับอารมณ์ตามไม่ทันทั้งที่ใจนั้นตอนนี้ไม่อยากคุยเรื่องกอล์ฟเลย
“ง่ายๆ มีว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่ง เราจะวางลูกให้ค่อนไปทางซ้าย ลูกแบบนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ลูกอยู่หลังบังเกอร์ทรายและธงปักชิดอยู่ด้านนั้น ลูกจะตกและวิ่งไปไม่มากนัก แต่หากเราต้องการให้ลูกพุ่งและวิ่งไป เราจะวางลูกมาทางขวาเล็กน้อย หน้าเหล็กอันเดิมก็จะตั้งมากขึ้นเองซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางหน้าอยู่”
“แค่นั้นหรือคะ ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย”
“ถึงเวลาก็รู้เองแหละ มีอีกนิด เวลาเราต้องการให้ลูกโด่ง การขึ้นไม้ต้องหักข้อมือพับขึ้น เหล็กจะขึ้นในมุมชันเมื่อลงไม้เหล็กจะลงในมุมชันด้วย ที่ผมเห็นว่าอาจจะมีข้อผิดพลาดกับนักกอล์ฟบ้างก็คือการใช้มือเข้าช่วยคล้ายๆ อยากจะช่วยตักลูกให้ลอยโด่งขึ้นเพราะแทนที่จะตักกลับกลายเป็นมือจะฉุดไม้ขึ้นมาทำให้ตีที่หัวลูกแทน เราต้องปล่อยให้หน้าไม้ทำงานของมันเองตามองศาของมัน”
“เท่าที่ฟังมาเหมือนกับจะไม่ให้มือไม่มีบทบาทอะไรเลยงั้นแหละ ทั้งที่มือเราจับไม้อยู่”
“ไม่ใช่ว่ามือจะไม่มีบทบาท มือมีบทบาทตอนที่ทำตามไม่ใช่นำหรือทำงานในจังหวะที่ควรทำ เช่นเร่งความเร็วเข้าหาลูกในจังหวะที่เหมาะสม หรือส่งไม้ไปยังทิศทางที่กำหนดไว้ ปานฯ เล่นๆ ไปก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง”
ผมไม่พยายามที่จะขับรถช้าจนเกินไป อยากให้ถนนสายนี้ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือสิ่งที่ใจปรารถนา แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ยิ่งใกล้จุดหมายเข้าไปเพียงใดใจยิ่งอาลัยมากขึ้นเพียงนั้นและลุ้นระทึกต่อไปว่าผมจะได้รับเชิญเยี่ยงค่ำวันนั้นอีกหรือไม่หนอ ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกจอดรถที่ไหนดี แต่คิดเอาเข้าข้างตัวเองว่าตรงหน้าประตูทางเข้าอาคารที่เธอเคยบอกผมเองว่าตรงนั้นห้ามจอด ผมขับเลยไปจอดที่ริมกำแพงรั้วใกล้ที่จอดเดิมแต่ถัดเข้าไปอีกเล็กน้อย ผมดับไฟหน้ารถแต่ไม่ดับเครื่องยนต์
ปานฯ นั่งนิ่ง สายตามองไปเบื้องหน้าที่เป็นกำแพงและต้นปาล์มราวกับมีอะไรน่าดูเสียเต็มประดา มือทั้งสองวางประสานอยู่บนตัก ผมหันไปมองด้วยใจที่หวาดประหวั่น เธอหันมามองตอบในความสลัว คราวนี้ผมเป็นฝ่ายที่หลบสายตา ไม่ได้ตัดสินใจอย่างไรลงไป เหมือนสติที่เลื่อนลอยผมเอื้อมมือออกไปกุมมือของเธอไว้อย่างแผ่วเบาแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่ากล้าทำไปได้อย่างไร กินหัวใจมังกรมาหรือไร
ปานฯ ไม่ได้ดึงมือหนี ตรงกันข้ามเธอรับสัมผัสนั้นไว้และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแทบเป็นกระซิบว่า
“ปานฯ มีความสุขมากค่ะ”
เพียงคำพูดแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาได้ ผมคลึงนิ้วมือของเธอเบาๆ ตอบว่า
“ผมดีใจที่ทำให้ปานฯ มีความสุขได้”
ไม่ทันที่ผมจะรู้ตัวเพราะมัวก้มหน้า เธอขยับตัวอย่างรวดเร็วยื่นหน้ามาประทับริมฝีปากลงที่แก้มผมแล้วหันตัวกลับ เปิดประตูรถก้าวออกไปทันทีพร้อมสัมภาระ ก่อนที่เธอจะปิดประตูลง เธอกล่าวขึ้นด้วยคำพูดที่ทำให้ผมสามารถนอนคิดไปได้ทั้งคืนว่า
“พรุ่งนี้ ปานฯ จะโทรหานะคะ ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ”
โปรดติดตามต่อไป
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น