ทำอย่างไรให้ผู้หญิงมีความสุข
มันไม่ยากหรอกที่จะทำให้ผู้หญิงมีความสุขเพียงแต่ผู้ ชายต้องเป็น..........
1. เป็นเพื่อน
2. เป็นคนรัก
3. เป็นพี่ เป็นน้อง
4. เป็นพ่อ
5. เป็นอาจารย์
6. เป็นพ่อครัว
7. เป็นช่างไฟ
8. เป็นช่างไม้
9. เป็นช่างประปา
10. เป็นช่างซ่อมรถ
11. เป็นสถาปนิก
12. เป็นดีไซเนอร์
13. เป็นคนเก่งในเรื่อง sex
14. เป็นคนรอบรู้เรื่องผู้หญิง
15. เป็นนักจิตวิทยา
16. เป็นผู้ฟังที่ดี
17. เป็นผู้จัดการที่ดี
18. เป็นพ่อที่ดี
19. เป็นคนสะอาดเรียบร้อย
20. เป็นคนเข้าใจความรู้สึกคน
21. เป็นนักกีฬา
22. เป็นคนอบอุ่น
23. เป็นคนดูแลเอาใจใส่
24. เป็นห่วงเป็นใย
25. เป้นคนกล้าหาญ
26. เป็นคนฉลาด
27. เป็นคนสนุกสนาน
28. เป็นคนสร้างสรรค์
29. เป็นคนอ่อนโยน
30. เป็นคนเข้มแข็ง แข็งแรง
31. เป็นคนเข้าใจโลก
32. เป็นคนที่มีความอดทน
33. เป็นคนรอบคอบ
34. เป็นคนทะเยอทะยาน
35. เป็นคนมีความสามารถ
36. เป็นคนเก่ง
37. เป็นคนมุ่งมั่น
38. เป็นคนจริง
39. เป็นคนที่เชื่อถือได้
40. เป็นคนกระตือรือร้น
41. เป็นคนเห็นใจคน
และต้องห้ามลืม
42. ให้ของขวัญอย่างสม่ำเสมอ
43. พาไป shopping
44. ซื่อสัตย์
45. พยายามรวย
46. ห้ามอยู่นอกสายตา
47. ห้ามมองผู้หญิงอื่น
และในเวลาเดียวกัน คุณต้อง
48. ให้ความดูแลอย่างเต็มที่
49. ให้เวลาอย่างเต็มที่
50. ต้องไว้ใจและมีช่องว่างอย่ากังวลว่าจะไปไหน
และนีคือสิ่งสำคัญที่สุด
ห้ามลืมวันเกิด
ห้ามลืมวันครบรอบต่างๆ
ห้ามลืมนัด
ทำอย่างไรให้ผู้ชายมีความสุข
1. แก้ผ้า จบ
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เข้าใจระบบเศรษฐกิจจากควาย
สังคมนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว และคุณให้เพื่อนบ้าน 1 ตัว
คอมมิวนิสต์
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปหมดทั้ง 2 ตัว และให้นมควายคุณบ้าง
ฟาสซิสต์
คุณมีควาย2 ตัว รัฐเอาไปหมด และขายนมให้คุณบ้าง
นาซี
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว และยิงคุณ
บูโรแครต
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว ยิงตายไปหนึ่ง รีดนมตัวที่เหลือ และก็ละเลยไม่หาประโยชน์จากนมที่ได้มา
ทุนนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว คุณขายไปหนึ่งตัว และเอาเงินซื้อพ่อควายมา ฝูงควายเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว คุณขายฝูงควายได้เงินมา แล้วก็เกษียณอายุตัวเอง
เอกชนอเมริกัน
คุณมีควาย 2 ตัว ขายไป 1 ตัว และบังคับให้ตัวที่เหลือผลิตนมในปริมาณเท่ากับ 4 ตัวผลิต ต่อมาก็จ้างที่ปรึกษามาวิเคราะห์ว่าทำไมควายจึงตาย
เอกชนฝรั่งเศส
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนัดการให้มีประท้วง จราจลกีดขวางถนน เพราะว่าคุณต้องการควาย3 ตัว
เอกชนญี่ปุ่น
คุณมีควาย2 ตัว คุณออกแบบและปรับแต่ง จนมันมีขนาดเท่ากับ 1 ใน 10 ของควายขนาดธรรมดา แต่ผลิตนมได้ 20 เท่าของควายปรกติ แล้วคุณก็สร้างตัวละครการ์ตูนชื่อว่า " Buffkimon" ขายไปทั่วโลก
เอกชนเยอรมัน
คุณมีควาย 2 ตัว คุณรีเอ็นจิเนียร์มันจนมีอายุ 100 ปี กินอาหารเดือนละครั้งและรีดนมตัวเอง
เอกชนรัสเซีย
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนับมันและพบว่ามี 5 ตัว คุณก็นับมันอีกครั้งพบว่ามี 42 ตัว และคุณก็นับมันอีกจนพบว่ามี 2 ตัว คราวนี้คุณหยุดนับและเปิดเหล้าวอดก้าอีกขวด
เอกชนสวิส
คุณมีควาย 5,000 ตัว ไม่มีตัวใดเป็นของคุณเลย แต่คุณเก็บเงินจากเจ้าของเป็นค่าดูแล
เอกชนจีน
คุณมีควาย 2 ตัว มี 300 คนรุมรีดนม คุณประกาศว่าคุณมีการจ้างงานเต็มที่ แถมควายของคุณมีผลิตผลสุดยอดและจับผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์จริงเข้าคุก
เอกชนอินเดีย
คุณมีควาย 2 ตัว เพื่อเอาไว้เทิดทูนบูชา
เอกชนอังกฤษ
คุณมีควาย 2 ตัว ทั้ง 2 ตัวบ้าหมด ( โรควัวบ้าเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในอังกฤษ)
เอกชนอิรัก
ทุกคนคิดว่าคุณมีควายหลายตัว คุณบอกว่าคุณไม่มี แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ ดังนั้นจึงถูกบอมบ์แหลกยับเยิน ถูกบุกยึดประเทศ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่มีควาย แต่อย่างน้อยที่สุด ปัจจุบันคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
(อันนี้แถม)
เอกชนไทย
คุณมีควาย 2 ตัว ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเหลือง วันๆ มันไม่ยอมให้น้ำนม เอาแต่วิ่งเอาเขาชนกัน จนฟาร์มคุณพังวายวอด
คุณมีควาย 2 ตัว และคุณให้เพื่อนบ้าน 1 ตัว
คอมมิวนิสต์
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปหมดทั้ง 2 ตัว และให้นมควายคุณบ้าง
ฟาสซิสต์
คุณมีควาย2 ตัว รัฐเอาไปหมด และขายนมให้คุณบ้าง
นาซี
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว และยิงคุณ
บูโรแครต
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว ยิงตายไปหนึ่ง รีดนมตัวที่เหลือ และก็ละเลยไม่หาประโยชน์จากนมที่ได้มา
ทุนนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว คุณขายไปหนึ่งตัว และเอาเงินซื้อพ่อควายมา ฝูงควายเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว คุณขายฝูงควายได้เงินมา แล้วก็เกษียณอายุตัวเอง
เอกชนอเมริกัน
คุณมีควาย 2 ตัว ขายไป 1 ตัว และบังคับให้ตัวที่เหลือผลิตนมในปริมาณเท่ากับ 4 ตัวผลิต ต่อมาก็จ้างที่ปรึกษามาวิเคราะห์ว่าทำไมควายจึงตาย
เอกชนฝรั่งเศส
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนัดการให้มีประท้วง จราจลกีดขวางถนน เพราะว่าคุณต้องการควาย3 ตัว
เอกชนญี่ปุ่น
คุณมีควาย2 ตัว คุณออกแบบและปรับแต่ง จนมันมีขนาดเท่ากับ 1 ใน 10 ของควายขนาดธรรมดา แต่ผลิตนมได้ 20 เท่าของควายปรกติ แล้วคุณก็สร้างตัวละครการ์ตูนชื่อว่า " Buffkimon" ขายไปทั่วโลก
เอกชนเยอรมัน
คุณมีควาย 2 ตัว คุณรีเอ็นจิเนียร์มันจนมีอายุ 100 ปี กินอาหารเดือนละครั้งและรีดนมตัวเอง
เอกชนรัสเซีย
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนับมันและพบว่ามี 5 ตัว คุณก็นับมันอีกครั้งพบว่ามี 42 ตัว และคุณก็นับมันอีกจนพบว่ามี 2 ตัว คราวนี้คุณหยุดนับและเปิดเหล้าวอดก้าอีกขวด
เอกชนสวิส
คุณมีควาย 5,000 ตัว ไม่มีตัวใดเป็นของคุณเลย แต่คุณเก็บเงินจากเจ้าของเป็นค่าดูแล
เอกชนจีน
คุณมีควาย 2 ตัว มี 300 คนรุมรีดนม คุณประกาศว่าคุณมีการจ้างงานเต็มที่ แถมควายของคุณมีผลิตผลสุดยอดและจับผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์จริงเข้าคุก
เอกชนอินเดีย
คุณมีควาย 2 ตัว เพื่อเอาไว้เทิดทูนบูชา
เอกชนอังกฤษ
คุณมีควาย 2 ตัว ทั้ง 2 ตัวบ้าหมด ( โรควัวบ้าเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในอังกฤษ)
เอกชนอิรัก
ทุกคนคิดว่าคุณมีควายหลายตัว คุณบอกว่าคุณไม่มี แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ ดังนั้นจึงถูกบอมบ์แหลกยับเยิน ถูกบุกยึดประเทศ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่มีควาย แต่อย่างน้อยที่สุด ปัจจุบันคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
(อันนี้แถม)
เอกชนไทย
คุณมีควาย 2 ตัว ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเหลือง วันๆ มันไม่ยอมให้น้ำนม เอาแต่วิ่งเอาเขาชนกัน จนฟาร์มคุณพังวายวอด
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552
นิยายรักนักกอล์ฟ 4
บทที่ 23 วัดป่า
ในที่สุด รอบตัวเราก็ห้อมล้อมแน่นขนัดไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ไม่ว่าเหลียวไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ที่ชูยอดสูงขึ้นไปเสียดฟ้าหายอดไม่เจอ ลำต้นขนาดใหญ่ประมาณสี่ห้าคนโอบ และป่าอันรกชัฏที่อึดอัดไปด้วยหญ้าสูงท่วมหัว จากเส้นทางเล็กๆ ที่นานๆ จะมีรถผ่านไปสักคันหนึ่ง บัดนี้ไม่มีเลย มีแต่เพียงรถตู้คันที่เรานั่งอยู่นี้เพียงคันเดียวที่ขณะนี้วิ่งแยกออกจากถนนสายเล็กนั้นเข้าสู่ทางที่ขรุขระโรยหน้าด้วยดินลูกรัง เข้าไปไม่ลึกนักมีแผ่นป้ายขนาดเล็กตอกติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ บอกชื่อวัด วัดที่ไม่มีกำแพงบอกอาณาเขตให้เห็นรกตา ทั่วทั้งบริเวณอุดมไปด้วยความเขียวสด ระงมด้วยเสียงกรีดร้องของจักจั่น เรไร ด้านขวาเป็นสถูปเจดีย์สีขาวขนาดย่อมๆ วางอยู่บนแท่นปูนสำหรับบูชา พื้นที่ลาดลงเล็กน้อย ทางซ้ายเป็นโรงครัวขนาดใหญ่ ดูจากภายนอกเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดตา สูงขึ้นไปด้านขวาเป็นศาลาปฏิบัติธรรม สองชั้น ก่ออิฐถือปูนปราศจากลวดลายหรือสิ่งตกแต่งใดๆ
ตรงข้ามกับศาลาปฏิบัติธรรมนั้นพื้นที่ลาดชันลง มีทางซีเมนต์ขนาดเล็กแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเลี้ยวไปด้านขวาตรงเข้าสู่ป่าและสิ้นสุดลงตรงบริเวณหน้าห้องสุขาที่มีอยู่ห้าหกห้อง ทางซ้ายชันลงมากมีตะไคร่น้ำจับอยู่เต็มพรืดไปหมด สองข้างทางมีแท่นดินที่กอบขึ้นและก่อซีเมนต์ล้อมไว้ ลักษณะเป็นทางยาวใช้สำหรับเดินจงกรม กว้างประมาณหนึ่งเมตร ยาวประมาณสิบห้าเมตร มีอยู่หลายแท่นวางกระจายไปอยู่ห่างกัน พื้นที่อื่นมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ทั้งนั้น
ถัดลงไปอีกนิดเป็นกุฏิไม้ห้ากุฏิขนาดย่อมๆ ขนาดสองคูณสามเมตรตั้งอยู่ห่างกันไล่เรียงกันลงไปทางซ้าย ด้านขวานั้นเป็นบ้านพักขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็นห้องโล่งพื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาวมีหน้าต่างโดยรอบ ด้านในมีห้องสามห้องสำหรับเก็บของ ลึกเข้าไปเป็นห้องครัวที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ชั้นบนเป็นระเบียงกว้างด้านหน้า ถัดจากระเบียงไปมีประตูเปิดเข้าสู่ห้องพัก เป็นทางเดินตรงกลาง ซ้ายและขวาเป็นห้องพักด้านละสามห้อง ห้องในสุดฝั่งขวาเป็นห้องน้ำ
ปานฯ ลงจากรถยืนมองอย่างตื่นๆ บอกว่า
“ไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลย ตอนแรกนึกว่าจะต้องมีอุโบสถ มีศาลาการเปรียญ มีอะไรบ้าง แต่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจาก.....”
“ผมก็นึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน นี่ยังมองไม่เห็นพระสักรูปเลยนะ”
“นั่นสิคะ หมาสักตัวก็ไม่มี” ปานฯ พูดเหมือนติดตลก แต่ไม่ตลกเพราะไม่มีหมาสักตัวจริงๆ
“ผมว่า เราขึ้นไปกราบพระบนศาลาก่อนเหอะ”
ชั้นบนของศาลามีพระประธานองค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่าม ที่ว่าใหญ่คือใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปที่นี่ แต่มีขนาดเล็กว่าที่วัดอื่นๆ ที่เคยเห็นมามากมาย ด้านข้างมีพระพุทธรูปขนาดย่อมลงมาในปางต่างๆ ตรงกลางเป็นกระถางธูปทองเหลืองขนาดเล็ก มีแจกันดอกไม้ตั้งขนาบอยู่สองด้าน ผนังสองด้านมีบานหน้าต่างหลายบานติดมุ้งลวด เหนือบานหน้าต่างเป็นรูปถ่ายบ้าง รูปวาดบ้างของพระอาจารย์สายปฏิบัติทั้งสิ้น แขวนเรียงรายไปตลอด นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย
เราไม่ได้จุดธูป แค่ก้มลงกราบสามครั้ง แล้วนั่งพับเพียบมองไปรอบตัวที่ไม่มีอะไร
ผมพูดขึ้นว่า
“เราลองลงไปข้างล่าง เดินสำรวจสักรอบ ลงไปที่ครัวก็ได้ น่าจะมีใครสักคนนะ”
ทันทีที่ย่างเท้าลงจากศาลา พระรูปหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของศาลานั้น เอ่ยทักขึ้นว่า
“โยมทั้งสอง พระอาจารย์ให้มาเชิญไปพบที่กุฏิ”
เรายกมือไหว้ และเดินตามพระรูปนั้นไป ผ่านบริเวณที่เป็นลานซีเมนต์กว้าง ที่ด้านหนึ่งเป็นเหมือนที่อ่านหนังสือเพราะเห็นตู้วางชิดผนังมีหนังสืออยู่เต็ม กุฏิพระอาจารย์อยู่ลึกและสูงขึ้นไปเล็กน้อย ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยม ผนังก่ออิฐฉาบปูน ด้านหน้าเป็นพื้นโล่งปูด้วยกระเบื้องเคลือบ
พระรูปนั้นบอกว่า
“โยมทั้งสองคอยที่นี่ เดี๋ยวพระอาจารย์ออกมา” พูดจบเดินหายลับไปด้านหลังกุฏิ
เราถอดรองเท้า นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น เพียงครู่เดียวพระอาจารย์เปิดประตูเดินออกมาจากด้านในกุฏิ เราก้มลงกราบสามครั้ง
พระอาจารย์หนุ่มกว่าที่เราคิดไว้มาก ท่านพินิจเราอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า
“คนมีบุญก็ใช้ให้มันหมดๆ ไป ไม่หาไม่สร้างเพิ่มเติมไว้ คิดสั้นๆ ว่าสบายดีอยู่แล้วก็ประมาทกัน วันหนึ่งหมดบุญไปไม่รู้ตัว เคราะห์กรรมมันตามมาก็หาว่าโชคชะตาไม่ดี.....โยมทั้งสองจะมาปฏิบัติธรรมหรือไร?”
เราต่างงวยงงกับคำพูดของพระอาจารย์ ผมยกมือขึ้นประนม บอกว่า
“ก็ไม่เชิงครับ เพื่อนของผมคนหนึ่งแนะนำมาให้มากราบพระอาจารย์ครับ”
“คงเป็นผู้ปฏิบัติล่ะซี” พระอาจารย์ถาม
“ใช่ครับ”
“แล้วโยมทั้งสองตั้งใจว่าจะอยู่สักกี่วันล่ะ?”
“ตั้งใจว่ากราบพระอาจารย์เสร็จก็จะกลับเลยครับ เราจองที่พักไว้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งครับ”
“อะไรกัน มาถึงที่นี่แล้วจะไปอยู่รีสอร์ท ที่นี่น่าอยู่น้อยกว่ารีสอร์ทที่ไหน ธรรมชาติก็เหมือนกัน ที่พักก็มี อาหารก็มี น้ำท่าก็บริบูรณ์ ทุกอย่างฟรีหมด ไม่เสียเงินไม่ชอบ ชอบเสียเงิน พิลึกคน แต่เอาเถิด ถ้าเกิดเปลี่ยนใจหรือยังไง โน่น บ้านพักหลังใหญ่ข้างล่างโน่น มีห้องพักเยอะแยะ มีห้องน้ำในตัว จะอยู่ห้องไหนก็เลือกเอา”
พระอาจารย์ตั้งท่าจะลุกขึ้น ผมท้วงขึ้นว่า
“พระอาจารย์จะไม่เทศนาธรรมหน่อยหรือครับ?”
“ถ้าอยากฟังธรรม ค่ำนี้ตอนทำวัตร ประมาณหกโมงครึ่งจะมีระฆังตีบอก ค่อยมาฟังตอนนั้นแล้วกัน”
พระอาจารย์ลุกขึ้นทันที เราก้มลงกราบ ก่อนที่พระอาจารย์จะเดินกลับเข้ากุฏิไป หันมาบอกว่า
“ให้แต่งชุดขาวด้วยนะ ถ้าไม่มี ให้คนขับรถน่ะลงไปซื้อสักคนละสองสามชุด แล้วคิดว่าจะต้องใช้อะไรอีกก็ซื้อมาให้ครบๆ ของใช้ส่วนตัวน่ะ อย่างอื่นที่นี่มี ไปที่โรงครัวบอกแม่ชีที่ดูแล จะเอาอะไรก็บอกไปแล้วกัน”
“ครับ”
ผมและปานฯ เดินกลับลงมา วางหน้าไม่ค่อยจะถูก ผมถามปานฯ ว่า
“จะเอายังไงดีจ๊ะ ผมตัดสินใจไม่ถูก”
“ตามใจสิคะ สำหรับปานฯ ยังไงก็ได้”
“อืม.....เอาน่ะ เรามาถึงที่นี่ทั้งทีไม่น่าเสียโอกาสฟังธรรม อยู่สักวันสองวัน แล้วจะไปไหนต่อก็ได้อยู่แล้ว เราลางานมาแล้วนี่นา ว่าแต่ปานฯ แน่ใจนะว่าจะอยู่ที่นี่ได้”
“คุณอยู่ได้ ปานฯ ก็อยู่ได้สิ เห็นปานฯ ไม่ติดดินหรือไง”
“ดี.....ถ้างั้น เราไปเอากระเป๋าลงจากรถเหอะ ฝากถุงกอล์ฟไว้กับรถ แล้วให้คนขับรถช่วยไปซื้อชุดขาว ปานฯ ต้องการอะไรอีกหรือเปล่า จะได้ซื้อมาทีเดียว”
“ไม่มีค่ะ”
“งั้นผมจะให้รถมารับอีกสองวันนะ”
“ค่ะ”
รู้มาก่อนแล้วว่าที่วัดจะปั่นไฟฟ้าเป็นเวลา ผมไปขอเทียนไขจากแม่ชีได้ทั้งเทียนพรรษาและเทียนแท่งเล็กมามากมาย ผมแบ่งเทียนแท่งเหล็กให้ปานฯ เพื่อใช้จุดในห้องยามค่ำคืน เราต้องแยกห้องกันนอน
เราต่างแยกกันทำความสะอาดห้องพักกันเอง นำเสื่อ หมอน ผ้าห่มและฟูกแผ่นบางๆ ที่มีอยู่ในห้องเก็บมาใช้ ดีที่เราเอาผ้าห่มและหมอนใบเล็กที่แจกบนเครื่องบินติดมือมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงหลับลำบากเพราะกลิ่นอับและข้าวของที่ใช้กันเป็นสาธารณะที่ผมและปานฯ ไม่คุ้นเคย
ห้องน้ำอยู่ในสภาพดี สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่มีฝักบัวให้ยืนอาบตามสบาย ผมน่ะพอรับได้ที่ต้องตักอาบจากถังพลาสติกใบใหญ่รับน้ำจากก๊อกน้ำที่ต่อน้ำใช้มาจากตาน้ำที่อยู่ลึกและสูงขึ้นไปบนเนินเขาหลังวัด ที่แปลกใจอย่างมหาศาลคือปานฯ เพราะสำหรับบางคนที่ไม่เข้าใจอาจเห็นว่าสภาพเช่นนี้ก็ดีถมถืดสำหรับชาวบ้านโดยทั่วไป แต่สำหรับบางคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ว่าหรูหราชนิดต้องเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน ข้าวของทุกอย่างเป็นส่วนตัวทั้งนั้นและมีราคาแพงมากมาย สภาพเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนแก้วเจียระไนกับถ้วยกระดาษนั่นเอง
การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า ปานฯ รับได้สบายมากและด้วยใบหน้าที่เบิกบานไม่จำต้องฝืนใจแต่อย่างใด นั่นเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจในตัวเธอ
ปานบอกว่า
“สบายมากค่ะ แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้าย ปานฯ เคยไปเที่ยวป่ากับเพื่อนๆ นอนกลางดิน กินกลางทรายมาแล้ว ไม่ได้อาบน้ำเป็นวันๆ เสื้อผ้าต้องใส่ซ้ำๆ ก็ทำมาแล้ว แบบนี้ยังดีกว่าร้อยเท่า สบายมาก”
ตอนอาบน้ำ ผมนึกในใจว่าถ้ามีน้ำอุ่นจะต้องเหมือนน้ำทิพย์แน่ เพราะน้ำที่ตักราดลงไปบนตัวนั้นเย็นเยียบราวกับแช่น้ำแข็ง ยิ่งหน้าต่างห้องน้ำที่เปิดคาไว้มีเพียงผ้าม่านกั้น เมื่อลมโชยผ่านมาทำให้สั่นจนปากและฟันกระทบกันดังกึกๆ โดยเฉพาะตอนกำลังฟอกสบู่ น่าแปลกที่ความเย็นของน้ำขนาดนั้นทำให้เรารู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดได้หลังอาบเสร็จซึ่งตอนแรกผมคิดว่าน่าจะหนาวจนชักตายไปเลย
ปานฯ บอกว่า
“น้ำที่นี่หนาวเย็นจังนะคะ นี่ถ้าเป็นหน้าหนาวคงได้แข็งตายแน่”
เราเปลี่ยนชุดใหม่เป็นชุดขาวทั้งชุด ลักษณะแบบกางเกงชาวเล มีเชือกที่ทำด้วยเนื้อผ้าแบบเดียวกันอยู่ด้านหลังนำมาผูกมัดที่ด้านหน้า เสื้อลักษณะคอกลม ติดกระดุมด้านหน้า ปานฯ ใส่เสื้อยืดสีขาวอีกตัวหนึ่งที่ด้านในด้วยเกรงว่าอากาศจะหนาวเย็นในตอนค่ำ
ระเบียงกว้างหน้าบ้านเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน ต้นไม้ต้นหนึ่งทั้งสูงทั้งใหญ่ไม่รู้ว่าต้นอะไร ขึ้นอยู่หน้าบ้านพักพอดี ผลลักษณะกลมรี ปลายสองข้างแหลม ขนาดประมาณผลมะนาว เวลาลมพัดมาทีลูกจะร่วงหล่นกราวเต็มพื้นไปหมด เราเอาหมอนแบนและหมอนอิงวางที่มุมระเบียงด้านหนึ่งสำหรับนั่งเล่น
แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นสายๆ กระจายไปทั่วเหมือนแสงไฟที่ส่องขึ้นหาเครื่องบินตอนมีสงครามที่เราเคยเห็นในหนัง เสียงนกร้องประชันเสียงกันบ้าง บอกรักกันบ้าง บ้างฟังเหมือนมันทะเลาะกันแต่ดังจากยอดไม้สูงขึ้นไป มองไม่เห็นเลยสักตัว กระรอก กระแตมีอยู่อย่างดาษดื่น มันวิ่งไล่กันตามกิ่ง ตามต้น บ้างกระโจนอย่างซุกซนจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง บางทีลงมาวิ่งเล่นที่พื้นดิน เรานั่งมองดูวิถีของธรรมชาติที่ดำเนินไปตามทางของมัน
พระหลายรูปเดินออกมาจากชายป่าด้านเดียวกับที่เป็นที่ตั้งของห้องสุขา หยิบไม้กวาดด้ามยาวรูปละด้ามลงมือกวาดเศษไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นตามพื้น
ผมบอกปานฯ ว่า
“กุฏิพระคงอยู่ในป่าทางด้านนั้น เราไปเดินเล่นกันไหม?” ผมชี้ไปที่พระเดินออกมาเมื่อครู่
“คุณไม่กลัวงูเหรอ?” ปานฯ ถามแบบขลาดๆ
“กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว เราก็หาไม้ยาวๆ สักอันกวาดนำทางไปก่อน พองูได้ยินเสียงมันคงเลื้อยหนีไปก่อนแหละ”
“งั้นก็ไปสิคะ อยากเห็นเหมือนกันว่าพระป่าอยู่กันยังไง”
เลยจากด้านหลังของห้องสุขาไม่ไกลนักมีเส้นทางที่เดินย่ำกันจนเตียนโล่ง พื้นดินขรุขระ ชื้นแฉะ ผมหยิบเอากิ่งไม้ยาวอันหนึ่งมาถือไว้ ออกเดินนำจูงมือปานฯ ไปตาม เส้นทางไม่คดเคี้ยวนัก สักพักหนึ่งจึงเห็นธารน้ำตื้นๆ เต็มไปด้วยโขดหินใหญ่น้อย น้ำไหลเอื่อยราวขี้เกียจเสียเต็มประดา เมื่อลุยข้ามธารน้ำนั้นไปเพียงครู่สั้นๆ จึงเห็นกุฏิพระหลังแรกทางซ้ายมือ กุฏิไม้เก่าๆ ดูทรุดโทรมทรงสี่เหลี่ยมขนาดสามคูณสามเมตร ยกพื้นสูงเหนือพื้นดินขึ้นไปประมาณห้าเมตร มีบันไดที่ด้านหน้าและหน้าต่างติดมุ้งลวดรอบทุกด้าน พื้นกุฏิเทปูนเรียบ มีก๊อกน้ำและที่ล้างเท้าที่เชิงบันได ด้านข้างมีทางเดินจงกรมแบบเดียวกัน มีเทียนเล่มเล็กปักหัวท้าย
เราเดินต่อไปตามทางนั้น สักพักก็เห็นกุฏิอีกหนึ่งหลัง ผมชี้ให้ปานฯ ดูหลังคาของกุฏิที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไป รวมความแล้วกุฏิพระตั้งอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดนับได้ไม่เกินสิบหลัง
ปานพูดเสียงกระซิบว่า
“กลางคืนคงน่ากลัวมากนะ”
“ผมว่า ยังน่ากลัวน้อยกว่าเวลาที่พระท่านเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาแหละ นั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่เพราะต้องธุดงค์ไปเพียงลำพัง เวลาจะปักกรดลงที่ไหนก็ต้องดูทำเลให้ดีไม่ไปขวางเส้นทางของสัตว์ป่าเข้าและยังมีข้อควรระวังอีกมากมาย ผมเคยอ่านเจอแต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ผมว่าเราเดินกลับตามทางเดิมเถิด ไปตามทางนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง”
เรากลับมานั่งพักที่ระเบียงบ้านตามเดิม แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงลงมาก ที่นี่เย็นค่ำเร็วกว่าปกติไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบหรือซ่อนเร้นอยู่หลังเหลี่ยมเขา แต่ที่แน่นอนคือ ใจเรารู้สึกเป็นสุขและสงบภายในเขตขัณฑสีมาของวัดป่าแห่งนี้
บทที่ 24 ฟังธรรม
เสียงเคาะระฆังดังเป๊งๆ เพราะเป็นเพียงระฆังเล็ก ไม่ได้ดังเหง่งหง่างอย่างที่วิหารเซนต์ปอล’ส ในนครลอนดอน แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินกันทั่ววัด เราเดินจากบ้านพักไปที่ศาลา ระหว่างทางพบแม่ชีสูงวัยอีกสามรูป รูปหนึ่งส่งไฟฉายให้ปานฯ กระบอกหนึ่งและร่มอีกหนึ่งคันบอกว่า
“ฝนมันตกบ่อย กลางค่ำกลางคืนมันมืดเอาไว้ส่องดูทาง ที่นี่งูมันชุมนัก แล้วถ้าอยากได้อะไรก็หยิบได้ในครัว กาแฟ มาม่า กระติกน้ำร้อนก็มี ”
ปานฯ ยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ หันมาบอกผมว่า
“เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอาหารค่ำจะทานอะไร”
“คงมีอย่างเดียวแหละคือบะหมี่สำเร็จรูป พระที่นี่ฉันมื้อเดียว เราจะกินอะไรคงต้องทำเอง”
บนศาลา มีเบาะรองนั่งผืนบางๆ วางอยู่ห้าชิ้น แถวหน้าสามชิ้น ถัดลงมาสองชิ้น ตรงหน้ามีหนังสือเป็นบทสวดมนต์วางอยู่ ด้านขวาชิดผนังพื้นยกสูงประมาณหนึ่งฟุต กว้างประมาณสองเมตร ยาวเรื่อยไปตามความยาวของศาลาจนไปจบที่ด้านหน้าพระประธาน มีสันถัตเป็นที่รองนั่งสำหรับพระ วางเรียงรายไปตลอด เฉพาะด้านหน้าเยื้องพระประธานมาเล็กน้อย มีไมโครโฟนตั้งอยู่ ด้านหลังเป็นตู้ใส่เครื่องเสียง
บรรดาแม่ชีนั่งพับเพียบลงบนเบาะแถวหน้า ผมและปานฯ นั่งแถวหลัง เราต่างก้มลงกราบพระสามครั้ง
พระสงฆ์แต่ละรูปเริ่มทยอยตามกันเข้ามานั่งขัดสมาธิตามที่ๆ กำหนดคือตามลำดับของพรรษาที่บวช พระอาจารย์เข้ามาเป็นลำดับสุดท้าย ชำเลืองมองดูเราแวบหนึ่ง ท่านจุดเทียนที่หน้าพระประธาน ก้มลงกราบ พระทุกรูปและแม่ชีต่างก้มลงกราบตาม ปานฯ และผมทำตามอย่างด้วย
พระอาจารย์เริ่มบทสวดมนต์ พระทุกรูปและแม่ชีสวดตาม ผมและปานฯ สวดมนต์ไม่เป็น อย่างมากที่เราท่องเป็นคือบทนะโมฯ เท่านั้น ผมรีบคว้าหนังสือสวดมนต์ตรงหน้าขึ้นเปิดดูสารบัญ เห็นบทสวดทำวัตรเย็นจึงเปิดดูที่หน้านั้นปรากฏว่าตรงกัน ผมช่วยเปิดหนังสือ ชี้ให้ปานฯ ดูหน้าที่กำลังสวดอยู่ เมื่อจบบทหนึ่ง จะสวดบทไหนต่อ พระอาจารย์จะพูดออกไมค์
“เปิดไปหน้า.....” เป็นต้น
หลังจากที่สวดมนต์เสร็จ ใช้เวลาไปประมาณสี่สิบนาที พระบางรูปเดินออกไปนอกศาลาเพื่อทำกิจส่วนตัว พระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“นึกว่าโยมทั้งสองจะไปอยู่รีสอร์ทเสียอีก”
ผมหัวเราะ ประนมมือขึ้นบอกว่า
“เราอยากอยู่ฟังเทศน์มากกว่าครับ”
“ดี พระอาจารย์ก็เข้าใจนะว่าเวลาโยมทั้งหลายมีวันหยุด มีวันพักผ่อนจากการทำงาน ก็อยากจะพักผ่อนกัน แต่ที่เห็นเลือกไปกันกลับไม่ได้พักผ่อน มัวแต่กินเหล้า เมายา เล่นไพ่ทั้งวันทั้งคืนอดหลับอดนอน พอกลับไปทำงานใหม่แทนที่จะสดชื่นกลับทรุดโทรม หน้าตาดูไม่ได้ บางคนก็ขาดงานต่ออีก แล้วยังต้องเสียเงินเสียทองไปไม่น้อย เผลอๆ ต้องมาเป็นหนี้อีก เขาเรียกว่าคิดไม่ถูก.....
......อย่างที่พระอาจารย์บอกแหละ ที่วัดพักผ่อนจิตใจได้ดีกว่านัก นอนหลับแต่หัวค่ำ ไม่มีเหล้ายาให้เสพ ไม่มีไพ่ให้เล่น บรรยากาศก็ดี อากาศก็ดี เงินทองไม่ต้องเสีย กลับไปทำงานต่อด้วยใจที่เป็นสุขหน้าที่การงานก็จะเจริญก้าวหน้าดี อย่างนี้สิถึงเรียกว่าคิดชอบ.....ใครบอกว่าวัดไม่มีทิวทัศน์งามๆ ให้ดู นี่เดินสวนทางน้ำไหลด้านหลังครัวนั้นขึ้นไป เลยตาน้ำขึ้นไปอีกไม่ไกล มีทิวทัศน์สวยงามให้ชม มีผาใหญ่ ลานหินกว้าง ลมเย็นสบายเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมนักแล พรุ่งนี้เช้ากินข้าวเสร็จขึ้นไปดูให้เห็นกับตา.....
......วันนี้พระอาจารย์จะสอนวิธีในการปฏิบัตินะ ให้เราตั้งใจฟังให้ดีและปฏิบัติตามไป กำหนดจิต กำหนดใจให้ดี ประโยชน์ทั้งหลายจะตกกับโยมทั้งสองเองแหละ”
เมื่อพระทุกรูปต่างเข้ามาในศาลาพร้อมกันหมดแล้ว พระรูปหนึ่งดับไฟในศาลาทั้งหมดลง ความมืดเข้าครอบงำ มีแต่แสงไฟจากเทียนเล่มเล็กสองเล่มที่หน้าพระประธาน ความเงียบเข้าปกคลุม เสียงจักจั่น เรไร จิ้งหรีด กบ เขียด ดังระงมไปทั่ว สายลมโกรกผ่านหน้าต่างเข้ามาตลอดเวลาจนรู้สึกหนาว
พระอาจารย์พูดผ่านไมค์ว่า
“การปฏิบัติภาวนา ท่านั่งที่เหมาะสมที่สุดคือการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย แผ่นหลังเหยียดตรงตามสบาย ปล่อยใจตามสบายและให้นึกถึงลมหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆ เมื่อหายใจเข้าก็ให้รู้ว่ากำลังเข้า เมื่อหายใจออกก็ให้รู้ว่ากำลังออก ให้ลมออกจากปอดให้หมด แล้วกลั้นลมหายใจเอาไว้ครู่หนึ่ง ขณะที่กลั้นลมหายใจนั้นให้นึกรู้อยู่ตลอดเวลา ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ.....
...... แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัด ให้ค่อยปรับจิตปรับใจ วางใจให้เป็นกลางๆ ความเป็นกลางๆ คือความเป็นปกติของใจ หัวใจเต้นเป็นปกติ ถ้าไม่ปกติเช่นเวลาเราวิ่งมาเหนื่อยๆ หัวใจเต้นถี่ๆ อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ หรือลมหายใจอ่อนเวลาไม่สบายเหมือนคนใกล้ตาย อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ เมื่อปรับจิตปรับใจได้แล้ว ลมหายใจจะเริ่มเบาลงๆ เบาลงเรื่อยๆ สติจะเริ่มตั้งมั่นขึ้น แต่หากไม่ได้ มีอะไรมารบกวนจิตใจ ให้เริ่มต้นใหม่โดยกำหนดตัวรู้ให้อยู่กับลมหายใจเข้าและออก ไม่นานก็จะตั้งมั่นได้เอง.....”
ผมรู้สึกว่าเมื่อปฏิบัติตามที่พระอาจารย์สอนไปครู่หนึ่ง แม้หูจะได้ยินเสียงของพระอาจารย์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ว่าพระอาจารย์พูดอะไร เสียงอื่นภายนอกที่เคยดังระงมก็พลันหายไปด้วย มีแต่ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่
ผมไม่รู้ว่านั่งแบบนั้นอยู่นานแค่ไหน แต่รู้ว่าเท้าขวาที่วางทับอยู่ด้านบนเริ่มชาขึ้นและรู้สึกเจ็บปวดไปหมด ความเจ็บปวดเริ่มลามไปถึงเอว กระดูกสันหลัง จนอยากจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง พลันก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมดา ให้เราวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ พิจารณาไปที่ความเจ็บปวดนั้น แล้ววางจิตให้เป็นกลางๆ ความเจ็บปวดก็จะเริ่มหายไปเอง เมื่อความเจ็บปวดไปเกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้พิจารณาไปที่นั่นพร้อมกับวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ ไปตลอด”
แปลกแต่จริง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตอนต้นนั้นผมรู้สึกว่ามันแสนสาหัสเอาจริงๆ จนรู้สึกว่าตัวเองต้องทนต่อสู้อย่างทรหดจนรู้สึกว่าเหงื่อแตกเต็มตัว ทั้งที่อากาศภายในศาลานั้นยังเย็นสบายอยู่ แต่เมื่อทำตามที่พระอาจารย์คือวางใจให้เป็นกลาง เหมือนไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น ความเจ็บปวดก็จางหายไป และไปปวดที่ใหม่แทน ผมก็ปฏิบัติไปแบบเดิม แต่ท้ายสุดตัวเองก็ทนไม่ไหว ตั้งท่าจะเปลี่ยนท่านั่งอยู่แล้ว
เสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“เอาล่ะ ให้เรานึกแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับคนที่เราเกลียด ให้กับคนที่เรารัก”
แปลกแต่จริง พอผมเริ่มแผ่เมตตาให้กับคนที่ผมไม่ชอบหน้า ใบหน้าของคนๆ นั้นลอยปรากฏขึ้นมาเฉยๆ และหันมายิ้มให้กับผม มันเป็นภาพที่ชัดมาก ชัดเหมือนสามารถเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญคือผมรู้สึกโล่งใจ ใจเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันเหมือนเราได้อโหสิกรรมต่อกัน ไม่ถือโทษโกรธแค้นกันอีก ใจมันก็สบายมากขึ้น – จริงสินะ เมื่อใจมันปล่อยวางได้ ใจก็เบาสบาย ความสุขก็เกิดขึ้นกับใจของเรา อย่างนี่เองกระมังที่เรียกว่า อภัยทาน
เสียงของพระอาจารย์ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้”
แสงไฟสว่างติดขึ้นพร้อมกัน ผมแทบขยับขาไม่ได้เหมือนคนเป็นง่อย ตอนแรกกลัวด้วยซ้ำว่าขามันจะขาดออกจากกัน ต้องใช้มือช่วยแงะขาออกทีละข้าง นวดเฟ้นอยู่เป็นนานกว่าเหน็บชาและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะค่อยจางไป เมื่อหันไปมองปานฯ ที่นั่งอยู่เคียงข้าง เห็นเธอขยับเท้าได้สบายๆ ไม่เห็นลำบากยากเย็นแบบผมเลย ผมกระซิบถามว่า
“เป็นไงบ้างจ๊ะปานฯ นั่งได้ไหม เจ็บปวดบ้างไหม?”
ผมแปลกใจเป็นล้นพ้นเมื่อได้ยินคำตอบว่า
“นั่งได้ค่ะ เจ็บนิดหน่อยแต่ทนได้ค่ะ”
บอกตามตรงว่าผมรู้สึกอดสูใจเล็กๆ
พระอาจารย์เอ่ยถามว่า
“เป็นยังไงบ้างโยมทั้งสอง พอจะปฏิบัติได้ไหม?”
“พอได้เจ้าค่ะ” ปานฯ ตอบ
“พอไหวครับ” ผมตอบ
“ดี เอาล่ะ กลับไปปฏิบัติกันต่อนะ จะเดินจงกรมก็ได้”
เวลาแค่สามทุ่มเศษ เรากลับมานั่งที่ระเบียงบ้านใต้แสงเทียนพรรษาเล่มใหญ่ เสียงนกกลางคืนดังแว่วมาเหมือนเสียงหวูดรถไฟ แต่เป็นช่วงสั้นๆ เสียงจักจั่นยังลั่นป่าอยู่อย่างเดิม เมื่อลมกรรโชกมา เสียงกิ่งไม้ ใบไม้ที่เสียดสีกันดังสนั่นซู่ๆ พัดเอาผลของต้นที่อยู่หน้าบ้านร่วงสู่พื้นดังตุบตั้บๆ ก้องไปในราตรี
ผมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า
“ปานฯ พอจะนั่งสมาธิได้ใช่ไหม?”
“ได้ค่ะ ปานฯ เคยปฏิบัติมาบ้างแล้ว คุณพ่อเป็นคนสอนค่ะ”
“อ้าวเหรอ ทำไมผมไม่ทราบเลยล่ะ” ผมแปลกใจที่ทราบข่าวใหม่
“ก็คุณไม่เคยถามนี่คะ”
“เอ่อ นั่นสิ แล้วยังปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอหรือเปล่า?” ผมถามต่อ
“บ้างค่ะ แต่ไม่ประจำ”
“แสดงว่าคุณพ่อเป็นนักปฏิบัติสิ” ผมถามด้วยความอยากรู้
“ถ้าหมายความว่าคุณพ่อปฏิบัติทุกวันเป็นประจำล่ะก็ ใช่ค่ะ”
ท่ามกลางแสงสว่างของเปลวเทียน ถ้าปานฯ สังเกตเห็นสีหน้าของผมคงเห็นว่าผมสงสัยเต็มที่ จึงถามต่อว่า
“งั้น ผมถามหน่อยว่าแล้วทำไมคุณพ่อถึงต้องบังคับให้คุณแต่งงานกับผู้ชายที่ท่านเลือกให้ล่ะ แสดงว่าท่านยังมีกิเลส ยังอยากให้ลูกอยู่สบายโดยหวังว่าคนที่พ่อเลือกนั้นจะอำนวยให้ได้”
“คุณไม่เห็นจะน่าถามเลย คนปฏิบัติก็ยังเป็นคน ยังมีกิเลสอยู่ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ในด้านอื่น ปานฯ ค่อนข้างจะเชื่อมั่นค่ะว่าคุณพ่อเป็นคนดี แต่เกี่ยวกับลูก แม้ปานฯ จะยังไม่เป็นแม่คน แต่ปานฯ ก็เชื่อค่ะว่าพ่อและแม่รักลูก อยากให้ลูกสบายทั้งนั้น จะว่าไปก็เหมือนห่วงกันอยู่ร่ำไปตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายจากกันไปแหละ”
ผมให้คะแนนปานฯ เพิ่มขึ้นอีก และรู้สึกภูมิใจที่เธอมีความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ใช่เลย มันมาแต่เหตุและผลและความเป็นจริงเท่านั้น ถ้าเข้าใจได้ อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงอย่างที่เธอว่า ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เอ่ยถามต่อไปว่า
“ถ้างั้น การมีลูกก็เหมือนเป็นห่วงรัดคอไปตลอดน่ะซี ไม่เห็นน่าจะมีเลย”
“ถ้ามีแล้วจะทำไงได้ล่ะคะ พ่อแม่ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ถ้ายังไม่มีแล้วจะไม่มีก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะคิด”
เธอตอบเป็นกลางเสียจนเดาความคิดไม่ออก เลยซักต่อว่า
“แล้วปานฯ คิดยังไงล่ะ?”
“ปานยังไงก็ได้ ถ้าคุณอยากมีก็มี ถ้าคุณไม่อยากมี ปานฯ ก็สบายใจ”
ผมไม่พูดอะไร เอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้บีบเบาๆ สบตากันท่ามกลางแสงเทียนในป่าใหญ่ และยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ
ไม่มีการจูบลา ผมส่งปานฯ ที่หน้าห้องนอนของเธอ กลับเข้ามาในห้องของตัวเองที่อยู่ถัดมา จุดเทียนไขแท่งเล็กให้สว่างขึ้น นึกในใจว่าถ้าจะลองนั่งสมาธิดูก่อนนอนคงจะดี ผมยังจำที่พระอาจารย์สอนได้และปฏิบัติไปตามนั้น อีกครั้งหนึ่ง
บทที่ 25 เยี่ยมสวรรค์
ผมลืมตาตื่นขึ้นในความมืด เสียงเครื่องปั่นไฟครางกระหึ่มดังมาแผ่วๆ แต่ได้ยินถนัดนักในความเงียบเชียบของพงไพร เสียงไก่ป่าขันแว่วมาแต่ไกลๆ หลายทิศทาง เสียงจักจั่นยังลั่นอยู่อย่างเดิม ผมเดาว่าน่าจะเป็นเวลาหลังตีสี่แล้ว กระทั่งอากาศในห้องยังเย็นฉ่ำกว่าเปิดแอร์เป็นไหนๆ ผมดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมตัวจนมิด ขดตัวเหมือนกิ้งกือ ครั้นจะปิดเปลือกตาพยายามหลับอีกครั้งกลับทำไม่ได้คล้ายจะหมดอารมณ์นอนไปแล้ว รีบสลัดตัวลุกขึ้นจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย คิดในใจว่าให้สายสักหน่อยค่อยอาบน้ำ ขืนอาบตอนนี้คงได้ยืนแข็งเป็นรูปปั้นที่ไม่ค่อยจะน่าดูแน่
ผมเคาะประตูห้องของปานฯ ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน เมื่อลองแง้มเปิดดูจึงรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องเสียแล้ว ปานฯ หายไปไหน? นั่นคือคำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจ อาจจะนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านก็ได้ แต่เปล่า ปานฯ ไม่ได้อยู่ที่นั่น มีเพียงที่เรานั่งอันว่างเปล่าและความมืด เสียงทำอาหารจากครัวดังแว่วมา
สนเท่ห์ใจเป็นยิ่งนักที่เห็นปานฯ กำลังหั่นผัก เตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น ท่าทางเหมือนชำนาญคล่องแคล่วนัก แม่ชีอีกสามคนก็สาละวนอยู่กับการทำอาหาร ต่างส่งเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน ดูมีความสุขดี
ปานฯ ยิ้มกว้างขวางเมื่อหันมาเห็นผมเข้า
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ หลับสบายไหมคะเมื่อคืน กาแฟนะคะ” ปานตั้งท่าจะผละจากงานที่ทำ ผมต้องรีบโบกมือห้าม
“ไม่เป็นไร ผมชงเอง ปานฯ จะเอาด้วยไหม ผมชงให้” ผมตรงเข้าไปในห้องเก็บ เปิดตู้นั้น รื้อตู้นี้สักพักก็ได้สิ่งของต้องประสงค์
“ปานฯ เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอตั้งหน้าตั้งตาเอาใจใส่กับกระทะตรงหน้า ไม่นึกว่าข้อมือของเธอจะแข็งแรงถึงขนาดจับหูกระทะด้วยมือซ้ายมือเดียว แล้วตวัดข้อมือให้อาหารในกระทะพลิกกลับไปกลับมาได้อย่างง่ายดาย
เธอถามโดยไม่ได้หันมามองว่า
“เมื่อคืนปฏิบัติก่อนนอนหรือคะ?”
“ใช่ ผมรู้สึกเป็นสุขสงบใจดี มันเหมือนอยู่ในถ้ำอันมืดมิดมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ มาแผ้วพานได้ มันสงบอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ว่าแต่ ปานฯ รู้ได้ยังไงล่ะ?”
“ปานฯ ลุกมาเข้าห้องน้ำค่ะ เห็นแสงเทียนลอดผ่านใต้ประตูก็รู้ว่าคุณยังไม่หลับแน่.....ดีนะคะ ที่คุณจุดเทียนเล่มใหญ่ไว้ในห้องน้ำ ไม่งั้น ปานฯ คงมะงุมมะงาหราแย่แน่”
มันเกินความคาดฝันที่เห็นปานฯ ตื่นก่อนตีสี่ด้วยซ้ำ และเข้าครัวทำอาหาร ผมเองก็ไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้และไม่คิดว่าจะทำได้ด้วย แต่ก็เป็นไปเอง ไม่ได้รู้สึกเลยว่าต้องฝืนกายหรือใจแม้แต่น้อย จะว่าไปเรื่องการตื่นเช้านี่เป็นศัตรูกับผมมาแต่ปางไหนๆ แล้ว ขนาดให้ตื่นไปเล่นกอล์ฟที่ใครๆ ก็ตื่นได้ ผมยังไม่เอาเลย นับประสาอะไรกับการให้ตื่นแต่มืดเพื่อเข้าครัว เอ....หรือว่าฝันไป
ผมเดินตรงไปหาปานฯ ถามว่า
“จะให้ผมช่วยอะไรบ้าง?” เกือบจะโอบกอดเธอจากด้านหลังและจูบรับตะวันรุ่งสักครั้งตามความเคยชินอยู่แล้วเชียว ดีว่าเหยียบเบรกเอาไว้ทันเมื่อเห็นแม่ชีนุ่งห่มขาวอยู่ตรงหน้าและสำเหนียกทันว่าที่นี่คือวัด ปานฯ ก็เหมือนจะรู้ เพราะเธอยิ้มให้แบบเยาะๆ
ปานฯ ชี้ไปที่กองผักบนโต๊ะ บัญชาการว่า
“เด็ดเอาใบที่ใช้ไม่ได้ออก ล้างน้ำ หั่นพริกซอยตามยาว ปอกเปลือกกระเทียมออกด้วย หั่นหัวหอมใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วช่วยคั้นน้ำส้มและมะนาวด้วยค่ะ คอยดูกาน้ำที่ต้มอยู่นั่นด้วย ถ้าเดือดแล้ว รินใส่กระติกสามใบนั่น”
บริเวณที่เตรียมอาหารกว้างขวาง ผมเคยทำอาหารมาบ้างตอนที่จำเป็นสุดขีด อย่างคราวที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ สมัยเรียนมหาลัย ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนผู้หญิงไม่มีใครทำอาหารเป็นเลยสักคน แค่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้ายังหุงไม่เป็น อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็จะทำได้ไง ทอดปลาแบบไม่ขอดเกล็ด ไม่ทำความสะอาดเอาตับไตไส้พุงมันออก ดีว่าผมเห็นเข้าเสียก่อน อย่างน้อยผมก็รู้ว่าจะกินปลาทอดทั้งเกล็ดน่ะไม่ได้แน่ ที่ปานฯ สั่งไว้ผมจึงทำเสร็จในชั่วพริบตา
ผม ปานฯ และแม่ชีช่วยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปที่ชั้นล่างของศาลาฯ จนครบ อาหารที่ทำถวายมีพลาสติกใสบางคลุมมิดชิด ไม่นานนักพระอาจารย์และพระลูกวัดก็กลับจากบิณฑบาตด้วยรถกระบะที่ว่าจ้างไว้ให้มารับเพื่อพาไปส่งในหมู่บ้านด้านล่าง ซึ่งตอนหลังผมรู้สึกว่าไม่สะดวกสำหรับพระเลยเพราะกระบะด้านหลังเปิดโล่ง เวลาฝนตก พระท่านก็ยังต้องออกบิณฑบาต ต้องนั่งตากฝนไปตลอดทางทั้งไปและกลับ ตอนหลัง หลังจากกลับจากวัดในคราวนี้แล้ว ผมกับปานฯ เลยถือโอกาสซื้อรถกระบะที่มีหลังคาคลุมหลัง ติดแอร์ให้เสร็จสรรพถวายทางวัดเสียเลย ผมกับปานฯ คิดง่ายๆ ว่า ทีเสียเงินอย่างอื่นตั้งมากตั้งมายยังเสียได้ จ่ายเงินทำบุญแบบนี้แทบจะไม่ต้องคิดเลย
อาหารจากบาตรถูกนำมารวมกัน แยกประเภทข้าวใส่ถาดหนึ่งซึ่งมีทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว อาหารคาวใส่อีกถาดหนึ่ง และของหวานอีกถาดหนึ่ง
พระอาจารย์และพระลูกวัดนั่งเรียงรายเป็นแถวตามลำดับอาวุโสทางพรรษา ผมช่วยประเคนอาหารถวายพระ อาหารแต่ละอย่างวางอยู่บนถาดไม้สี่เหลี่ยมไม่มีขอบ มีล้อเลื่อนข้างใต้สี่ล้อ แต่ละถาดจะเลื่อนผ่านหน้าพระแต่ละรูปไปเรื่อยๆ จนถึงรูปสุดท้าย อาหารที่เหลือยกออกกลับไปที่โรงครัว ปานฯ ช่วยทำความสะอาดเช็ดถาดเลื่อนนั้นก่อนที่จะวางเรียงเก็บที่ด้านข้างชิดผนังศาลาฯ
เมื่อพระทุกรูปตักอาหารใส่บาตรแล้ว พระอาจารย์บอกว่า
“มารับพร.....”
ผมและปานฯ คุกเข่าประนมมือตั้งสติรับพร พระอาจารย์เริ่มว่า
“ยะถา วาริวะหา ปูรา..............ภะวันตุ เตฯ”
เมื่อให้พรจบ ผมและปานฯ กล่าวขึ้นพร้อมกันว่า “สาธุ” และกราบลงพร้อมกันสามครั้ง
เรากลับมาที่โรงครัว เห็นอาหารที่ชาวบ้านตักบาตรใส่เป็นถุงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือ ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเป็นประเภทแกงๆ สีคล้ำ เราเลยเลือกอาหารที่ปานฯ ทำเองตักรวมใส่จานเดียว นั่งกินบนพื้นปูเสื่อบริเวณด้านหน้าของครัว เมื่อกินเสร็จ เราต่างทำความสะอาดจาน ช้อนที่บริเวณที่ล้างจาน
ผมชวนปานฯ ไปสำรวจเส้นทางที่พระอาจารย์บอกไว้เมื่อคืน เมื่อถามไถ่แม่ชีจนพอทราบเส้นทางชัดเจน เราจึงออกเดินไปตามทางที่ใช้เดินที่เหยียบย่ำกันจนราบ เสียงน้ำไหลเหมือนเสียงน้ำตกดังก้องแม้จะมองไม่เห็นสายน้ำนั้น มันอยู่ต่ำลงไปเล็กน้อยแต่ถูกพุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่น้อยและโขดหินบดบังไว้ ทางนั้นค่อยไต่สูงขึ้นทีละน้อย พื้นที่ชื้นแฉะ ทำให้เราต้องระวัง บางทีต้องโหนตัวจับรากไม้บ้าง กิ่งไม้บ้างดึงตัวขึ้นไป บางตอนที่ต้องปีนขึ้น ผมต้องโอบต้นไม้ต้นเล็ก ยื่นมือทั้งสองให้ปานฯ จับดึงตัวขึ้นมา
ตลอดทางที่ขึ้นไปนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพอเห็นท้องฟ้าสีครามเกลื่อนไปด้วยปุยเมฆสีขาวบ้าง เทาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นกิ่งก้านและใบไม้เสียมากกว่าที่ช่วยกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ทวีความแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับ เสียงจักจั่นยังดังลั่นอยู่ทั่วไป บางครั้งจะมีเสียงสวบสาบและเสียงเท้าตะกุยพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้ของสัตว์บางอย่างมองไม่เห็นว่าเป็นอะไร
เรามองตากัน นึกภาวนาว่าอย่าเห็นน่ะดีแล้ว ต่างคนต่างอยู่เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย หลายต่อหลายครั้งที่ผมคิดเปลี่ยนใจจะชวนปานฯ กลับด้วยความสงสารและเป็นห่วงว่าเธอจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ต้องมาลำบากลำบนปีนป่ายเหมือนลิงค่างอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหวานๆ มีแต่รอยยิ้ม แม้จะพราวไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ไม่บ่งบอกความย่อท้อใจ ทำให้ผมพูดไม่ออก ได้แต่ถามว่า
“ปานฯ เหนื่อยไหม?”
“ไม่ค่ะ”
เสียงเธอเด็ดเดี่ยว ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าผู้หญิงมีความทรหดอดทนทั้งทางร่างกายและจิตใจเหนือกว่าผู้ชายมากนัก ผู้ชายบางทีเจ็บแค่สลึงเดียวแต่แหกปากร้องเหมือนเจ็บเป็นสิบ แต่ผู้หญิงเจ็บเป็นสิบแต่ร้องแค่สลึงเดียว เพียงแค่นึกถึงเวลาตั้งเก้าเดือนที่ต้องอุ้มท้องด้วยความยากลำบาก และยังตอนคลอดอีก แค่นี้ผมก็ถอดใจแล้วเมื่อนึกว่าตัวเองต้องเป็นแบบนั้นบ้าง นี่แค่ตัวอย่างเดียว ยังมีอีกมากมายที่จาระไนสามวันไม่รู้จะจบสิ้นหรือเปล่า - นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าผมจะถนอมจิตใจของเธอคนนี้ให้ดีที่สุดตราบนานเท่านาน อย่าไปกล่าวถึงแม่ของเราเลย เพราะแม่คือบุคคลที่เราต้องบูชาอยู่อยู่แล้ว
เสียงน้ำไหลจางหายไปแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว เราคงมัวก้มหน้าก้มตาปีนป่ายอย่างระวังตัว เมื่อมองออกไปรอบตัวที่เคยแน่นทึบไปด้วยต้นไม้ บัดนี้ทางด้านซ้ายค่อยโปร่งตาขึ้น ต้นไม้เล็กๆ น้อยลงเหลือแต่ต้นไม้ใหญ่และสบายตามากขึ้น ท้องฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้น แสงอาทิตย์ค่อยกล้าขึ้น แต่สายลมยังเย็นเหมือนเดิม ที่รู้สึกประหลาดใจคือเรามีความรู้สึกเหมือนมีควันหรือหมอกจางๆ ลอยอยู่รอบตัว ใบหญ้าที่พื้นมีน้ำค้างเกาะอยู่เต็มดูขาวโพลนไปหมด แซมด้วยดอกหญ้าสีเหลืองจางๆ
เราหยุดพักเหนื่อยกันครู่หนึ่ง ผมรั้งร่างของปานฯ เข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้อย่างทะนุถนอม หารู้ไม่ว่า พอเหงื่อหายไป ใบหน้าขาวๆ หวานๆ กลับมีดินโคลนเปื้อนติดอยู่แทน เหมือนคนป่าในอัฟริกาใช้สีทาหน้าตอนออกรบ ดินโคลนจากมือของผมนั่นแหละ ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“หัวเราะอะไรคะ?” ปานฯ ถามขึ้นด้วยความสงสัย
ผมถอยตัวออกห่าง คอยระวังตัวจากการจู่โจมอย่างไม่คาดคิดของเธอ แต่ยังหัวเราะอยู่ ชี้ไปที่ใบหน้า หัวเราะต่อจนตัวงอ ที่สุดจึงยกมืออันโสโครกของตัวเองให้เธอดู
ปานฯ ทำตาโต อ้าปากหวอ ยกมือขึ้นปาดหน้าเช็ดดินออก ยิ่งเช็ดยิ่งเลอะ ผมยิ่งหัวเราะหนัก
เธอก้มลงหยิบท่อนไม้บนพื้นท่อนเล็กๆ ปาเข้าใส่ผมทันที แม้จะระวังตัวอยู่ ถอยห่างออกมาแล้วแต่เพราะมัวหัวเราะจนตาหยี เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ท่อนไม้นั้นตรงลิ่วเข้ามาเต็มหน้า จะยกมือปิดก็ปิดไม่ทัน ได้แต่แกล้งยกมือปิดหน้า ร้องโอดโอย ใช้เสียงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เธอรุกเข้าทำร้ายแบบประชิดตัว
ปานฯ เองคงตกใจที่เห็นใบหน้าของผมไปขวางทางท่อนไม้นั้น ไม่รู้จะทิ่มเข้าตาหรือเปล่า เธอถลันมาข้างตัว พยายามแกะมือที่ผมปิดหน้าออก พลางถามด้วยความเป็นห่วงใยว่า
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ปานฯ ขอโทษ ไม่นึกว่าจะแม่นขนาดนี้”
ผมครวญเสียงอ่อยๆ ว่า
“ไม่แม่นได้ไง ปานฯ อยู่ห่างไปแค่สองก้าวเอง”
ปานฯ ขอโทษไม่หยุดปาก พยายามแกะมือที่ผมปิดหน้าออก ผมยอมโอนอ่อนให้ ตาม ปล่อยมือทั้งสองที่ปิดหน้าอยู่ออก แปลกใจจริงๆ ที่ได้ยินเสียงหัวเราะของปานฯ อย่างขบขัน ผมนึกขึ้นได้ก็สายไป ใบหน้าของผมคงเลอะเทอะมอมแมมจากมืออันโสโครกของตัวเอง
เราออกเดินต่อไปตามทางที่ยังลาดขึ้น จากพื้นดินที่เคยชื้นแฉะกลายเป็นแข็งกระด้างเป็นหิน มีโขดหินใหญ่น้อยระเกะระกะไปทั่ว บ้างแทงโผล่ขึ้นมาจากพื้น ต้นไม้ใบหนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นใบแหลมๆ แบบต้นสน
ผมชี้ให้ปานฯ ดูแท่งหินใหญ่ ตรงหน้า บอกว่า
“น่าจะเป็นบริเวณนั้นนะ ที่พระอาจารย์บอก” เรารีบสาวเท้าเดินไปด้วยความระทึกใจ
มันเป็นลานหินกว้างประมาณห้าสิบตารางเมตร สภาพเป็นแอ่งที่หน้าดินถูกชะล้างออกไปหรือทะลายลง มีต้นหญ้าแทงขึ้นมาตามรอยแยกของหินอันขรุขระ เมื่อเดินย่องไปยังไม่ทันถึงปลายสุดของลานหินนั้น ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำเราต้องพรึงเพริดไป
ต่ำจากลานหินนั้นลงไป มันเหมือนท้องทะเลอันเวิ้งว้าง เป็นทะเลเมฆอันขาวโพลนที่ขยับตัวล่องลอยไปมาอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่สุดแห่งแผ่นดิน เหมือนยืนอยู่บนสรวงสวรรค์ ภาพนั้นสะกดให้เรานิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมเย็นโชยมาปะทะไม่ขาดระยะ
ปานฯ จ้องตาไม่กระพริบ ดึงให้ผมนั่งลงบนลานหินนั้น พูดเหมือนเพ้อว่า
“เหมือนอยู่บนสวรรค์วิมานชั้นฟ้าไม่มีผิด”
ผมไม่ตอบ เปลี่ยนท่านั่งจากท่าชันเข่าทั้งสอง เป็นนั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองวางประสานบนตัก แผ่นหลังตั้งตรง หลับตาลงปล่อยใจให้ล่องลอยไป สูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มที่แล้วค่อยระบายออกอย่างช้าๆ ปานฯ ทำตาม ไม่นานนักทุกอย่างก็สงบลง
ภาพชายหญิงสองคน นั่งสงบอยู่เคียงกัน บนลานหินกว้าง เยี่ยมสวรรค์ ที่ปกคลุมด้วยปุยเมฆขาวสะอาด
บทที่ 26 เคียงใจ
ที่สุด ที่เราตั้งใจว่าจะไปดื่มน้ำผึ้งที่รีสอร์ทหลังจากที่คิดว่าจะอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดเพียงสองวัน กลับกลายเป็นว่า พอรถตู้ที่นัดให้มารับเรากลับบอกให้มาใหม่อีกครั้ง 5 วันข้างหน้า รวมความคือเราอยู่ดื่มน้ำผึ้งและดื่มพระธรรมที่วัดแทนทั้ง 7 วัน ห้าวันสุดท้ายนั้นเราป่ายปีนขึ้นเขาไปที่ลานหินเยี่ยมสวรรค์ทุกเช้าหลังอาหาร และนั่งสงบในสมาธิจวบจนบ่ายคล้อยจึงกลับลงมาที่วัด
นับแต่วันที่กลับจากวัดเป็นต้นมา ผมและปานฯ จะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงในห้องพระเพื่อนั่งสมาธิเป็นประจำทุกค่ำ และอีกครั้งตอนเช้าตรู่ บางครั้งเราเปิดแผ่นซีดีที่พระอาจารย์แสดงธรรมฟังไปด้วย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่แยกไม่ออก เพราะเรารู้สึกว่าเรารู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้อยู่เป็นสุขได้ทุกเช้าค่ำอันเนื่องมาจากการนั่งสมาธิ
เราตระหนักได้ว่า ‘อาจไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเรา ชีวิตอาจดับสูญไปเมื่อใดก็ได้ทุกนาที’ นั่นคือข้อเท็จจริง
เรายังตระหนักต่อไปว่า ณ วินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตที่ใกล้จะดับสูญไปนั้น จิตของเราจะหวนคิดคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง? บ้างอาจอาลัยอาวรณ์กับชีวิตที่กำลังจะดับไป บ้างอาจเป็นห่วงทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย บ้างเป็นห่วงลูกห่วงหลานหรือคนที่รัก บ้างอาจรู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับความชั่วที่ทำไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดวงจิตนั้นย่อมดับลงด้วยความหม่นหมองไม่เป็นสุข เขาเรียกว่า ‘การจากไปสู่ ทุคติ’ - นี่ก็คือข้อเท็จจริง
อาจมีบ้างที่สามารถปล่อยลง ปลงได้ รู้ว่าชีวิตอันเป็นธรรมชาติก็คืออย่างนี้เอง อีกสิ่งดีงามต่างๆ ที่จะไหลเวียนเข้ามาให้ได้สบายใจ ไม่เป็นห่วงเป็นใยกับสิ่งอื่นใด ดวงจิตนั้นย่อมดับลงด้วยความแจ่มใส เขาเรียกว่า ‘การจากไปสู่สุคติ’ - นี่ก็เป็นข้อเท็จจริง
เราเลือกได้ว่าเราต้องการจากไปแบบไหน - นี่ก็คือข้อเท็จจริง
ไม่มีชีวิตใดที่สมบูรณ์แบบเหมือนวงสวิงกอล์ฟที่อาจคลาดเคลื่อนไปได้ตลอดเวลา กอล์ฟกับชีวิตจึงมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ‘ไม่มีวันจะดีอยู่ได้ตลอดเวลาทุกวัน’ ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ก็ด้วยการมีสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์อยู่เสมอ ชีวิตคู่ของผมและปานฯ จึงไม่ต่างไปเพราะเรายังอยู่ในสังคมที่แวดล้อมด้วยสิ่งเร้าต่างๆ มากมายสุดคณานับ
วันนี้ เราสั่งเค้กสำหรับฉลองครบรอบวันแต่งงานของเรา
หลังจากที่เราไปออกรอบกันมาที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟแห่งแรกในประเทศไทย ที่ยังคงความขลังและมีเสน่ห์อยู่เสมอด้วยเอกลักษณ์ของสนามที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ อายุนับร้อยปีที่มีอยู่ทั่วไปทั้งสนาม การจัดวางหลุมแต่ละหลุมไปตามไหล่เนินของภูเขาทำให้มีแอ่งเป็นเหวลึกให้ตีข้าม เหวลึกขนาดตึกสี่ห้าชั้น หรือตีขึ้นเนินสูงๆ บางทีต้องตีอ้อมโค้งตามเนินเขาไปทั้งซ้ายขวา อีกทัศนียภาพของบางหลุมที่สามารถมองเห็นท้องทะเลสีครามอยู่เบื้องหน้าตัดกับพื้นสนามสีเขียวสด ประดับด้วยใบธงเล็กๆ สีแดงสดที่โบกสะบัดอยู่ไหวๆ เหมือนท้าทายอยู่ในที ทำให้ผมและปานฯ ชื่นชมอยู่ไม่รู้หน่าย
สายลมเย็นริมหาดโชยมาเอื่อยๆ ไม่ขาดระยะ ปะทะเสียงทะเลที่ม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นเล็กๆ กระทบฝั่งดังซ่าๆ ไม่ขาดตอน ไกลออกไปที่ขอบฟ้าอันมืดมิดเป็นแสงไฟสีเขียวนับร้อยของเรือประมงที่ทอดสมอกระจายอยู่ใต้ดวงดาวอันระยิบระยับนับล้านเหมือนแสงหิ่งห้อยที่หมายแข่งแสงจันทร์นวลเต็มดวงที่ขับรัศมีฉายเป็นวงทรงกลดสีรุ้งละออตาเป็นยิ่งนัก ดึงดูดให้ปูลมตัวน้อยๆ วิ่งกันขวักไขว่ไปมาหมายชมจันทร์
เรายืนชิดติดริมระเบียงบ้าน เหม่อมองธรรมชาติยามค่ำอันบริสุทธิ์ ปานฯ สูดเอากลิ่นไอของทะเลเอาไว้เต็มปอด ในขณะที่ผมกลับเข้าไปในบ้าน ยกขนมเค้กที่ปักเทียนเล่มเล็กไว้สองเล่ม หน้าขนมเค้ก ผมสั่งให้ร้านวาดเป็นรูปการ์ตูนของชายและหญิงยืนจับมือกันดูน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มดี
เราก้มลงเป่าเทียนพร้อมกัน ผมหอมแก้มปานฯ อย่างเคย เธอยิ้มด้วยความเอียงอาย รำพึงขึ้นเบาๆ ว่า
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่านี่คือวันครบรอบการแต่งงานครบ 50 ปีของเรา”
จบบริบูรณ์
บ๊ายบายนะคะ น้องปานเองค่ะ
ในที่สุด รอบตัวเราก็ห้อมล้อมแน่นขนัดไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ไม่ว่าเหลียวไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ที่ชูยอดสูงขึ้นไปเสียดฟ้าหายอดไม่เจอ ลำต้นขนาดใหญ่ประมาณสี่ห้าคนโอบ และป่าอันรกชัฏที่อึดอัดไปด้วยหญ้าสูงท่วมหัว จากเส้นทางเล็กๆ ที่นานๆ จะมีรถผ่านไปสักคันหนึ่ง บัดนี้ไม่มีเลย มีแต่เพียงรถตู้คันที่เรานั่งอยู่นี้เพียงคันเดียวที่ขณะนี้วิ่งแยกออกจากถนนสายเล็กนั้นเข้าสู่ทางที่ขรุขระโรยหน้าด้วยดินลูกรัง เข้าไปไม่ลึกนักมีแผ่นป้ายขนาดเล็กตอกติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ บอกชื่อวัด วัดที่ไม่มีกำแพงบอกอาณาเขตให้เห็นรกตา ทั่วทั้งบริเวณอุดมไปด้วยความเขียวสด ระงมด้วยเสียงกรีดร้องของจักจั่น เรไร ด้านขวาเป็นสถูปเจดีย์สีขาวขนาดย่อมๆ วางอยู่บนแท่นปูนสำหรับบูชา พื้นที่ลาดลงเล็กน้อย ทางซ้ายเป็นโรงครัวขนาดใหญ่ ดูจากภายนอกเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดตา สูงขึ้นไปด้านขวาเป็นศาลาปฏิบัติธรรม สองชั้น ก่ออิฐถือปูนปราศจากลวดลายหรือสิ่งตกแต่งใดๆ
ตรงข้ามกับศาลาปฏิบัติธรรมนั้นพื้นที่ลาดชันลง มีทางซีเมนต์ขนาดเล็กแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเลี้ยวไปด้านขวาตรงเข้าสู่ป่าและสิ้นสุดลงตรงบริเวณหน้าห้องสุขาที่มีอยู่ห้าหกห้อง ทางซ้ายชันลงมากมีตะไคร่น้ำจับอยู่เต็มพรืดไปหมด สองข้างทางมีแท่นดินที่กอบขึ้นและก่อซีเมนต์ล้อมไว้ ลักษณะเป็นทางยาวใช้สำหรับเดินจงกรม กว้างประมาณหนึ่งเมตร ยาวประมาณสิบห้าเมตร มีอยู่หลายแท่นวางกระจายไปอยู่ห่างกัน พื้นที่อื่นมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ทั้งนั้น
ถัดลงไปอีกนิดเป็นกุฏิไม้ห้ากุฏิขนาดย่อมๆ ขนาดสองคูณสามเมตรตั้งอยู่ห่างกันไล่เรียงกันลงไปทางซ้าย ด้านขวานั้นเป็นบ้านพักขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็นห้องโล่งพื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาวมีหน้าต่างโดยรอบ ด้านในมีห้องสามห้องสำหรับเก็บของ ลึกเข้าไปเป็นห้องครัวที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ชั้นบนเป็นระเบียงกว้างด้านหน้า ถัดจากระเบียงไปมีประตูเปิดเข้าสู่ห้องพัก เป็นทางเดินตรงกลาง ซ้ายและขวาเป็นห้องพักด้านละสามห้อง ห้องในสุดฝั่งขวาเป็นห้องน้ำ
ปานฯ ลงจากรถยืนมองอย่างตื่นๆ บอกว่า
“ไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลย ตอนแรกนึกว่าจะต้องมีอุโบสถ มีศาลาการเปรียญ มีอะไรบ้าง แต่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจาก.....”
“ผมก็นึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน นี่ยังมองไม่เห็นพระสักรูปเลยนะ”
“นั่นสิคะ หมาสักตัวก็ไม่มี” ปานฯ พูดเหมือนติดตลก แต่ไม่ตลกเพราะไม่มีหมาสักตัวจริงๆ
“ผมว่า เราขึ้นไปกราบพระบนศาลาก่อนเหอะ”
ชั้นบนของศาลามีพระประธานองค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่าม ที่ว่าใหญ่คือใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปที่นี่ แต่มีขนาดเล็กว่าที่วัดอื่นๆ ที่เคยเห็นมามากมาย ด้านข้างมีพระพุทธรูปขนาดย่อมลงมาในปางต่างๆ ตรงกลางเป็นกระถางธูปทองเหลืองขนาดเล็ก มีแจกันดอกไม้ตั้งขนาบอยู่สองด้าน ผนังสองด้านมีบานหน้าต่างหลายบานติดมุ้งลวด เหนือบานหน้าต่างเป็นรูปถ่ายบ้าง รูปวาดบ้างของพระอาจารย์สายปฏิบัติทั้งสิ้น แขวนเรียงรายไปตลอด นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย
เราไม่ได้จุดธูป แค่ก้มลงกราบสามครั้ง แล้วนั่งพับเพียบมองไปรอบตัวที่ไม่มีอะไร
ผมพูดขึ้นว่า
“เราลองลงไปข้างล่าง เดินสำรวจสักรอบ ลงไปที่ครัวก็ได้ น่าจะมีใครสักคนนะ”
ทันทีที่ย่างเท้าลงจากศาลา พระรูปหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของศาลานั้น เอ่ยทักขึ้นว่า
“โยมทั้งสอง พระอาจารย์ให้มาเชิญไปพบที่กุฏิ”
เรายกมือไหว้ และเดินตามพระรูปนั้นไป ผ่านบริเวณที่เป็นลานซีเมนต์กว้าง ที่ด้านหนึ่งเป็นเหมือนที่อ่านหนังสือเพราะเห็นตู้วางชิดผนังมีหนังสืออยู่เต็ม กุฏิพระอาจารย์อยู่ลึกและสูงขึ้นไปเล็กน้อย ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยม ผนังก่ออิฐฉาบปูน ด้านหน้าเป็นพื้นโล่งปูด้วยกระเบื้องเคลือบ
พระรูปนั้นบอกว่า
“โยมทั้งสองคอยที่นี่ เดี๋ยวพระอาจารย์ออกมา” พูดจบเดินหายลับไปด้านหลังกุฏิ
เราถอดรองเท้า นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น เพียงครู่เดียวพระอาจารย์เปิดประตูเดินออกมาจากด้านในกุฏิ เราก้มลงกราบสามครั้ง
พระอาจารย์หนุ่มกว่าที่เราคิดไว้มาก ท่านพินิจเราอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า
“คนมีบุญก็ใช้ให้มันหมดๆ ไป ไม่หาไม่สร้างเพิ่มเติมไว้ คิดสั้นๆ ว่าสบายดีอยู่แล้วก็ประมาทกัน วันหนึ่งหมดบุญไปไม่รู้ตัว เคราะห์กรรมมันตามมาก็หาว่าโชคชะตาไม่ดี.....โยมทั้งสองจะมาปฏิบัติธรรมหรือไร?”
เราต่างงวยงงกับคำพูดของพระอาจารย์ ผมยกมือขึ้นประนม บอกว่า
“ก็ไม่เชิงครับ เพื่อนของผมคนหนึ่งแนะนำมาให้มากราบพระอาจารย์ครับ”
“คงเป็นผู้ปฏิบัติล่ะซี” พระอาจารย์ถาม
“ใช่ครับ”
“แล้วโยมทั้งสองตั้งใจว่าจะอยู่สักกี่วันล่ะ?”
“ตั้งใจว่ากราบพระอาจารย์เสร็จก็จะกลับเลยครับ เราจองที่พักไว้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งครับ”
“อะไรกัน มาถึงที่นี่แล้วจะไปอยู่รีสอร์ท ที่นี่น่าอยู่น้อยกว่ารีสอร์ทที่ไหน ธรรมชาติก็เหมือนกัน ที่พักก็มี อาหารก็มี น้ำท่าก็บริบูรณ์ ทุกอย่างฟรีหมด ไม่เสียเงินไม่ชอบ ชอบเสียเงิน พิลึกคน แต่เอาเถิด ถ้าเกิดเปลี่ยนใจหรือยังไง โน่น บ้านพักหลังใหญ่ข้างล่างโน่น มีห้องพักเยอะแยะ มีห้องน้ำในตัว จะอยู่ห้องไหนก็เลือกเอา”
พระอาจารย์ตั้งท่าจะลุกขึ้น ผมท้วงขึ้นว่า
“พระอาจารย์จะไม่เทศนาธรรมหน่อยหรือครับ?”
“ถ้าอยากฟังธรรม ค่ำนี้ตอนทำวัตร ประมาณหกโมงครึ่งจะมีระฆังตีบอก ค่อยมาฟังตอนนั้นแล้วกัน”
พระอาจารย์ลุกขึ้นทันที เราก้มลงกราบ ก่อนที่พระอาจารย์จะเดินกลับเข้ากุฏิไป หันมาบอกว่า
“ให้แต่งชุดขาวด้วยนะ ถ้าไม่มี ให้คนขับรถน่ะลงไปซื้อสักคนละสองสามชุด แล้วคิดว่าจะต้องใช้อะไรอีกก็ซื้อมาให้ครบๆ ของใช้ส่วนตัวน่ะ อย่างอื่นที่นี่มี ไปที่โรงครัวบอกแม่ชีที่ดูแล จะเอาอะไรก็บอกไปแล้วกัน”
“ครับ”
ผมและปานฯ เดินกลับลงมา วางหน้าไม่ค่อยจะถูก ผมถามปานฯ ว่า
“จะเอายังไงดีจ๊ะ ผมตัดสินใจไม่ถูก”
“ตามใจสิคะ สำหรับปานฯ ยังไงก็ได้”
“อืม.....เอาน่ะ เรามาถึงที่นี่ทั้งทีไม่น่าเสียโอกาสฟังธรรม อยู่สักวันสองวัน แล้วจะไปไหนต่อก็ได้อยู่แล้ว เราลางานมาแล้วนี่นา ว่าแต่ปานฯ แน่ใจนะว่าจะอยู่ที่นี่ได้”
“คุณอยู่ได้ ปานฯ ก็อยู่ได้สิ เห็นปานฯ ไม่ติดดินหรือไง”
“ดี.....ถ้างั้น เราไปเอากระเป๋าลงจากรถเหอะ ฝากถุงกอล์ฟไว้กับรถ แล้วให้คนขับรถช่วยไปซื้อชุดขาว ปานฯ ต้องการอะไรอีกหรือเปล่า จะได้ซื้อมาทีเดียว”
“ไม่มีค่ะ”
“งั้นผมจะให้รถมารับอีกสองวันนะ”
“ค่ะ”
รู้มาก่อนแล้วว่าที่วัดจะปั่นไฟฟ้าเป็นเวลา ผมไปขอเทียนไขจากแม่ชีได้ทั้งเทียนพรรษาและเทียนแท่งเล็กมามากมาย ผมแบ่งเทียนแท่งเหล็กให้ปานฯ เพื่อใช้จุดในห้องยามค่ำคืน เราต้องแยกห้องกันนอน
เราต่างแยกกันทำความสะอาดห้องพักกันเอง นำเสื่อ หมอน ผ้าห่มและฟูกแผ่นบางๆ ที่มีอยู่ในห้องเก็บมาใช้ ดีที่เราเอาผ้าห่มและหมอนใบเล็กที่แจกบนเครื่องบินติดมือมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงหลับลำบากเพราะกลิ่นอับและข้าวของที่ใช้กันเป็นสาธารณะที่ผมและปานฯ ไม่คุ้นเคย
ห้องน้ำอยู่ในสภาพดี สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่มีฝักบัวให้ยืนอาบตามสบาย ผมน่ะพอรับได้ที่ต้องตักอาบจากถังพลาสติกใบใหญ่รับน้ำจากก๊อกน้ำที่ต่อน้ำใช้มาจากตาน้ำที่อยู่ลึกและสูงขึ้นไปบนเนินเขาหลังวัด ที่แปลกใจอย่างมหาศาลคือปานฯ เพราะสำหรับบางคนที่ไม่เข้าใจอาจเห็นว่าสภาพเช่นนี้ก็ดีถมถืดสำหรับชาวบ้านโดยทั่วไป แต่สำหรับบางคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ว่าหรูหราชนิดต้องเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน ข้าวของทุกอย่างเป็นส่วนตัวทั้งนั้นและมีราคาแพงมากมาย สภาพเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนแก้วเจียระไนกับถ้วยกระดาษนั่นเอง
การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า ปานฯ รับได้สบายมากและด้วยใบหน้าที่เบิกบานไม่จำต้องฝืนใจแต่อย่างใด นั่นเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจในตัวเธอ
ปานบอกว่า
“สบายมากค่ะ แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้าย ปานฯ เคยไปเที่ยวป่ากับเพื่อนๆ นอนกลางดิน กินกลางทรายมาแล้ว ไม่ได้อาบน้ำเป็นวันๆ เสื้อผ้าต้องใส่ซ้ำๆ ก็ทำมาแล้ว แบบนี้ยังดีกว่าร้อยเท่า สบายมาก”
ตอนอาบน้ำ ผมนึกในใจว่าถ้ามีน้ำอุ่นจะต้องเหมือนน้ำทิพย์แน่ เพราะน้ำที่ตักราดลงไปบนตัวนั้นเย็นเยียบราวกับแช่น้ำแข็ง ยิ่งหน้าต่างห้องน้ำที่เปิดคาไว้มีเพียงผ้าม่านกั้น เมื่อลมโชยผ่านมาทำให้สั่นจนปากและฟันกระทบกันดังกึกๆ โดยเฉพาะตอนกำลังฟอกสบู่ น่าแปลกที่ความเย็นของน้ำขนาดนั้นทำให้เรารู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดได้หลังอาบเสร็จซึ่งตอนแรกผมคิดว่าน่าจะหนาวจนชักตายไปเลย
ปานฯ บอกว่า
“น้ำที่นี่หนาวเย็นจังนะคะ นี่ถ้าเป็นหน้าหนาวคงได้แข็งตายแน่”
เราเปลี่ยนชุดใหม่เป็นชุดขาวทั้งชุด ลักษณะแบบกางเกงชาวเล มีเชือกที่ทำด้วยเนื้อผ้าแบบเดียวกันอยู่ด้านหลังนำมาผูกมัดที่ด้านหน้า เสื้อลักษณะคอกลม ติดกระดุมด้านหน้า ปานฯ ใส่เสื้อยืดสีขาวอีกตัวหนึ่งที่ด้านในด้วยเกรงว่าอากาศจะหนาวเย็นในตอนค่ำ
ระเบียงกว้างหน้าบ้านเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน ต้นไม้ต้นหนึ่งทั้งสูงทั้งใหญ่ไม่รู้ว่าต้นอะไร ขึ้นอยู่หน้าบ้านพักพอดี ผลลักษณะกลมรี ปลายสองข้างแหลม ขนาดประมาณผลมะนาว เวลาลมพัดมาทีลูกจะร่วงหล่นกราวเต็มพื้นไปหมด เราเอาหมอนแบนและหมอนอิงวางที่มุมระเบียงด้านหนึ่งสำหรับนั่งเล่น
แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นสายๆ กระจายไปทั่วเหมือนแสงไฟที่ส่องขึ้นหาเครื่องบินตอนมีสงครามที่เราเคยเห็นในหนัง เสียงนกร้องประชันเสียงกันบ้าง บอกรักกันบ้าง บ้างฟังเหมือนมันทะเลาะกันแต่ดังจากยอดไม้สูงขึ้นไป มองไม่เห็นเลยสักตัว กระรอก กระแตมีอยู่อย่างดาษดื่น มันวิ่งไล่กันตามกิ่ง ตามต้น บ้างกระโจนอย่างซุกซนจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง บางทีลงมาวิ่งเล่นที่พื้นดิน เรานั่งมองดูวิถีของธรรมชาติที่ดำเนินไปตามทางของมัน
พระหลายรูปเดินออกมาจากชายป่าด้านเดียวกับที่เป็นที่ตั้งของห้องสุขา หยิบไม้กวาดด้ามยาวรูปละด้ามลงมือกวาดเศษไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นตามพื้น
ผมบอกปานฯ ว่า
“กุฏิพระคงอยู่ในป่าทางด้านนั้น เราไปเดินเล่นกันไหม?” ผมชี้ไปที่พระเดินออกมาเมื่อครู่
“คุณไม่กลัวงูเหรอ?” ปานฯ ถามแบบขลาดๆ
“กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว เราก็หาไม้ยาวๆ สักอันกวาดนำทางไปก่อน พองูได้ยินเสียงมันคงเลื้อยหนีไปก่อนแหละ”
“งั้นก็ไปสิคะ อยากเห็นเหมือนกันว่าพระป่าอยู่กันยังไง”
เลยจากด้านหลังของห้องสุขาไม่ไกลนักมีเส้นทางที่เดินย่ำกันจนเตียนโล่ง พื้นดินขรุขระ ชื้นแฉะ ผมหยิบเอากิ่งไม้ยาวอันหนึ่งมาถือไว้ ออกเดินนำจูงมือปานฯ ไปตาม เส้นทางไม่คดเคี้ยวนัก สักพักหนึ่งจึงเห็นธารน้ำตื้นๆ เต็มไปด้วยโขดหินใหญ่น้อย น้ำไหลเอื่อยราวขี้เกียจเสียเต็มประดา เมื่อลุยข้ามธารน้ำนั้นไปเพียงครู่สั้นๆ จึงเห็นกุฏิพระหลังแรกทางซ้ายมือ กุฏิไม้เก่าๆ ดูทรุดโทรมทรงสี่เหลี่ยมขนาดสามคูณสามเมตร ยกพื้นสูงเหนือพื้นดินขึ้นไปประมาณห้าเมตร มีบันไดที่ด้านหน้าและหน้าต่างติดมุ้งลวดรอบทุกด้าน พื้นกุฏิเทปูนเรียบ มีก๊อกน้ำและที่ล้างเท้าที่เชิงบันได ด้านข้างมีทางเดินจงกรมแบบเดียวกัน มีเทียนเล่มเล็กปักหัวท้าย
เราเดินต่อไปตามทางนั้น สักพักก็เห็นกุฏิอีกหนึ่งหลัง ผมชี้ให้ปานฯ ดูหลังคาของกุฏิที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไป รวมความแล้วกุฏิพระตั้งอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดนับได้ไม่เกินสิบหลัง
ปานพูดเสียงกระซิบว่า
“กลางคืนคงน่ากลัวมากนะ”
“ผมว่า ยังน่ากลัวน้อยกว่าเวลาที่พระท่านเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาแหละ นั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่เพราะต้องธุดงค์ไปเพียงลำพัง เวลาจะปักกรดลงที่ไหนก็ต้องดูทำเลให้ดีไม่ไปขวางเส้นทางของสัตว์ป่าเข้าและยังมีข้อควรระวังอีกมากมาย ผมเคยอ่านเจอแต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ผมว่าเราเดินกลับตามทางเดิมเถิด ไปตามทางนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง”
เรากลับมานั่งพักที่ระเบียงบ้านตามเดิม แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงลงมาก ที่นี่เย็นค่ำเร็วกว่าปกติไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบหรือซ่อนเร้นอยู่หลังเหลี่ยมเขา แต่ที่แน่นอนคือ ใจเรารู้สึกเป็นสุขและสงบภายในเขตขัณฑสีมาของวัดป่าแห่งนี้
บทที่ 24 ฟังธรรม
เสียงเคาะระฆังดังเป๊งๆ เพราะเป็นเพียงระฆังเล็ก ไม่ได้ดังเหง่งหง่างอย่างที่วิหารเซนต์ปอล’ส ในนครลอนดอน แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินกันทั่ววัด เราเดินจากบ้านพักไปที่ศาลา ระหว่างทางพบแม่ชีสูงวัยอีกสามรูป รูปหนึ่งส่งไฟฉายให้ปานฯ กระบอกหนึ่งและร่มอีกหนึ่งคันบอกว่า
“ฝนมันตกบ่อย กลางค่ำกลางคืนมันมืดเอาไว้ส่องดูทาง ที่นี่งูมันชุมนัก แล้วถ้าอยากได้อะไรก็หยิบได้ในครัว กาแฟ มาม่า กระติกน้ำร้อนก็มี ”
ปานฯ ยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ หันมาบอกผมว่า
“เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอาหารค่ำจะทานอะไร”
“คงมีอย่างเดียวแหละคือบะหมี่สำเร็จรูป พระที่นี่ฉันมื้อเดียว เราจะกินอะไรคงต้องทำเอง”
บนศาลา มีเบาะรองนั่งผืนบางๆ วางอยู่ห้าชิ้น แถวหน้าสามชิ้น ถัดลงมาสองชิ้น ตรงหน้ามีหนังสือเป็นบทสวดมนต์วางอยู่ ด้านขวาชิดผนังพื้นยกสูงประมาณหนึ่งฟุต กว้างประมาณสองเมตร ยาวเรื่อยไปตามความยาวของศาลาจนไปจบที่ด้านหน้าพระประธาน มีสันถัตเป็นที่รองนั่งสำหรับพระ วางเรียงรายไปตลอด เฉพาะด้านหน้าเยื้องพระประธานมาเล็กน้อย มีไมโครโฟนตั้งอยู่ ด้านหลังเป็นตู้ใส่เครื่องเสียง
บรรดาแม่ชีนั่งพับเพียบลงบนเบาะแถวหน้า ผมและปานฯ นั่งแถวหลัง เราต่างก้มลงกราบพระสามครั้ง
พระสงฆ์แต่ละรูปเริ่มทยอยตามกันเข้ามานั่งขัดสมาธิตามที่ๆ กำหนดคือตามลำดับของพรรษาที่บวช พระอาจารย์เข้ามาเป็นลำดับสุดท้าย ชำเลืองมองดูเราแวบหนึ่ง ท่านจุดเทียนที่หน้าพระประธาน ก้มลงกราบ พระทุกรูปและแม่ชีต่างก้มลงกราบตาม ปานฯ และผมทำตามอย่างด้วย
พระอาจารย์เริ่มบทสวดมนต์ พระทุกรูปและแม่ชีสวดตาม ผมและปานฯ สวดมนต์ไม่เป็น อย่างมากที่เราท่องเป็นคือบทนะโมฯ เท่านั้น ผมรีบคว้าหนังสือสวดมนต์ตรงหน้าขึ้นเปิดดูสารบัญ เห็นบทสวดทำวัตรเย็นจึงเปิดดูที่หน้านั้นปรากฏว่าตรงกัน ผมช่วยเปิดหนังสือ ชี้ให้ปานฯ ดูหน้าที่กำลังสวดอยู่ เมื่อจบบทหนึ่ง จะสวดบทไหนต่อ พระอาจารย์จะพูดออกไมค์
“เปิดไปหน้า.....” เป็นต้น
หลังจากที่สวดมนต์เสร็จ ใช้เวลาไปประมาณสี่สิบนาที พระบางรูปเดินออกไปนอกศาลาเพื่อทำกิจส่วนตัว พระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“นึกว่าโยมทั้งสองจะไปอยู่รีสอร์ทเสียอีก”
ผมหัวเราะ ประนมมือขึ้นบอกว่า
“เราอยากอยู่ฟังเทศน์มากกว่าครับ”
“ดี พระอาจารย์ก็เข้าใจนะว่าเวลาโยมทั้งหลายมีวันหยุด มีวันพักผ่อนจากการทำงาน ก็อยากจะพักผ่อนกัน แต่ที่เห็นเลือกไปกันกลับไม่ได้พักผ่อน มัวแต่กินเหล้า เมายา เล่นไพ่ทั้งวันทั้งคืนอดหลับอดนอน พอกลับไปทำงานใหม่แทนที่จะสดชื่นกลับทรุดโทรม หน้าตาดูไม่ได้ บางคนก็ขาดงานต่ออีก แล้วยังต้องเสียเงินเสียทองไปไม่น้อย เผลอๆ ต้องมาเป็นหนี้อีก เขาเรียกว่าคิดไม่ถูก.....
......อย่างที่พระอาจารย์บอกแหละ ที่วัดพักผ่อนจิตใจได้ดีกว่านัก นอนหลับแต่หัวค่ำ ไม่มีเหล้ายาให้เสพ ไม่มีไพ่ให้เล่น บรรยากาศก็ดี อากาศก็ดี เงินทองไม่ต้องเสีย กลับไปทำงานต่อด้วยใจที่เป็นสุขหน้าที่การงานก็จะเจริญก้าวหน้าดี อย่างนี้สิถึงเรียกว่าคิดชอบ.....ใครบอกว่าวัดไม่มีทิวทัศน์งามๆ ให้ดู นี่เดินสวนทางน้ำไหลด้านหลังครัวนั้นขึ้นไป เลยตาน้ำขึ้นไปอีกไม่ไกล มีทิวทัศน์สวยงามให้ชม มีผาใหญ่ ลานหินกว้าง ลมเย็นสบายเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมนักแล พรุ่งนี้เช้ากินข้าวเสร็จขึ้นไปดูให้เห็นกับตา.....
......วันนี้พระอาจารย์จะสอนวิธีในการปฏิบัตินะ ให้เราตั้งใจฟังให้ดีและปฏิบัติตามไป กำหนดจิต กำหนดใจให้ดี ประโยชน์ทั้งหลายจะตกกับโยมทั้งสองเองแหละ”
เมื่อพระทุกรูปต่างเข้ามาในศาลาพร้อมกันหมดแล้ว พระรูปหนึ่งดับไฟในศาลาทั้งหมดลง ความมืดเข้าครอบงำ มีแต่แสงไฟจากเทียนเล่มเล็กสองเล่มที่หน้าพระประธาน ความเงียบเข้าปกคลุม เสียงจักจั่น เรไร จิ้งหรีด กบ เขียด ดังระงมไปทั่ว สายลมโกรกผ่านหน้าต่างเข้ามาตลอดเวลาจนรู้สึกหนาว
พระอาจารย์พูดผ่านไมค์ว่า
“การปฏิบัติภาวนา ท่านั่งที่เหมาะสมที่สุดคือการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย แผ่นหลังเหยียดตรงตามสบาย ปล่อยใจตามสบายและให้นึกถึงลมหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆ เมื่อหายใจเข้าก็ให้รู้ว่ากำลังเข้า เมื่อหายใจออกก็ให้รู้ว่ากำลังออก ให้ลมออกจากปอดให้หมด แล้วกลั้นลมหายใจเอาไว้ครู่หนึ่ง ขณะที่กลั้นลมหายใจนั้นให้นึกรู้อยู่ตลอดเวลา ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ.....
...... แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัด ให้ค่อยปรับจิตปรับใจ วางใจให้เป็นกลางๆ ความเป็นกลางๆ คือความเป็นปกติของใจ หัวใจเต้นเป็นปกติ ถ้าไม่ปกติเช่นเวลาเราวิ่งมาเหนื่อยๆ หัวใจเต้นถี่ๆ อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ หรือลมหายใจอ่อนเวลาไม่สบายเหมือนคนใกล้ตาย อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ เมื่อปรับจิตปรับใจได้แล้ว ลมหายใจจะเริ่มเบาลงๆ เบาลงเรื่อยๆ สติจะเริ่มตั้งมั่นขึ้น แต่หากไม่ได้ มีอะไรมารบกวนจิตใจ ให้เริ่มต้นใหม่โดยกำหนดตัวรู้ให้อยู่กับลมหายใจเข้าและออก ไม่นานก็จะตั้งมั่นได้เอง.....”
ผมรู้สึกว่าเมื่อปฏิบัติตามที่พระอาจารย์สอนไปครู่หนึ่ง แม้หูจะได้ยินเสียงของพระอาจารย์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ว่าพระอาจารย์พูดอะไร เสียงอื่นภายนอกที่เคยดังระงมก็พลันหายไปด้วย มีแต่ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่
ผมไม่รู้ว่านั่งแบบนั้นอยู่นานแค่ไหน แต่รู้ว่าเท้าขวาที่วางทับอยู่ด้านบนเริ่มชาขึ้นและรู้สึกเจ็บปวดไปหมด ความเจ็บปวดเริ่มลามไปถึงเอว กระดูกสันหลัง จนอยากจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง พลันก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมดา ให้เราวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ พิจารณาไปที่ความเจ็บปวดนั้น แล้ววางจิตให้เป็นกลางๆ ความเจ็บปวดก็จะเริ่มหายไปเอง เมื่อความเจ็บปวดไปเกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้พิจารณาไปที่นั่นพร้อมกับวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ ไปตลอด”
แปลกแต่จริง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตอนต้นนั้นผมรู้สึกว่ามันแสนสาหัสเอาจริงๆ จนรู้สึกว่าตัวเองต้องทนต่อสู้อย่างทรหดจนรู้สึกว่าเหงื่อแตกเต็มตัว ทั้งที่อากาศภายในศาลานั้นยังเย็นสบายอยู่ แต่เมื่อทำตามที่พระอาจารย์คือวางใจให้เป็นกลาง เหมือนไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น ความเจ็บปวดก็จางหายไป และไปปวดที่ใหม่แทน ผมก็ปฏิบัติไปแบบเดิม แต่ท้ายสุดตัวเองก็ทนไม่ไหว ตั้งท่าจะเปลี่ยนท่านั่งอยู่แล้ว
เสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“เอาล่ะ ให้เรานึกแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับคนที่เราเกลียด ให้กับคนที่เรารัก”
แปลกแต่จริง พอผมเริ่มแผ่เมตตาให้กับคนที่ผมไม่ชอบหน้า ใบหน้าของคนๆ นั้นลอยปรากฏขึ้นมาเฉยๆ และหันมายิ้มให้กับผม มันเป็นภาพที่ชัดมาก ชัดเหมือนสามารถเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญคือผมรู้สึกโล่งใจ ใจเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันเหมือนเราได้อโหสิกรรมต่อกัน ไม่ถือโทษโกรธแค้นกันอีก ใจมันก็สบายมากขึ้น – จริงสินะ เมื่อใจมันปล่อยวางได้ ใจก็เบาสบาย ความสุขก็เกิดขึ้นกับใจของเรา อย่างนี่เองกระมังที่เรียกว่า อภัยทาน
เสียงของพระอาจารย์ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้”
แสงไฟสว่างติดขึ้นพร้อมกัน ผมแทบขยับขาไม่ได้เหมือนคนเป็นง่อย ตอนแรกกลัวด้วยซ้ำว่าขามันจะขาดออกจากกัน ต้องใช้มือช่วยแงะขาออกทีละข้าง นวดเฟ้นอยู่เป็นนานกว่าเหน็บชาและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะค่อยจางไป เมื่อหันไปมองปานฯ ที่นั่งอยู่เคียงข้าง เห็นเธอขยับเท้าได้สบายๆ ไม่เห็นลำบากยากเย็นแบบผมเลย ผมกระซิบถามว่า
“เป็นไงบ้างจ๊ะปานฯ นั่งได้ไหม เจ็บปวดบ้างไหม?”
ผมแปลกใจเป็นล้นพ้นเมื่อได้ยินคำตอบว่า
“นั่งได้ค่ะ เจ็บนิดหน่อยแต่ทนได้ค่ะ”
บอกตามตรงว่าผมรู้สึกอดสูใจเล็กๆ
พระอาจารย์เอ่ยถามว่า
“เป็นยังไงบ้างโยมทั้งสอง พอจะปฏิบัติได้ไหม?”
“พอได้เจ้าค่ะ” ปานฯ ตอบ
“พอไหวครับ” ผมตอบ
“ดี เอาล่ะ กลับไปปฏิบัติกันต่อนะ จะเดินจงกรมก็ได้”
เวลาแค่สามทุ่มเศษ เรากลับมานั่งที่ระเบียงบ้านใต้แสงเทียนพรรษาเล่มใหญ่ เสียงนกกลางคืนดังแว่วมาเหมือนเสียงหวูดรถไฟ แต่เป็นช่วงสั้นๆ เสียงจักจั่นยังลั่นป่าอยู่อย่างเดิม เมื่อลมกรรโชกมา เสียงกิ่งไม้ ใบไม้ที่เสียดสีกันดังสนั่นซู่ๆ พัดเอาผลของต้นที่อยู่หน้าบ้านร่วงสู่พื้นดังตุบตั้บๆ ก้องไปในราตรี
ผมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า
“ปานฯ พอจะนั่งสมาธิได้ใช่ไหม?”
“ได้ค่ะ ปานฯ เคยปฏิบัติมาบ้างแล้ว คุณพ่อเป็นคนสอนค่ะ”
“อ้าวเหรอ ทำไมผมไม่ทราบเลยล่ะ” ผมแปลกใจที่ทราบข่าวใหม่
“ก็คุณไม่เคยถามนี่คะ”
“เอ่อ นั่นสิ แล้วยังปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอหรือเปล่า?” ผมถามต่อ
“บ้างค่ะ แต่ไม่ประจำ”
“แสดงว่าคุณพ่อเป็นนักปฏิบัติสิ” ผมถามด้วยความอยากรู้
“ถ้าหมายความว่าคุณพ่อปฏิบัติทุกวันเป็นประจำล่ะก็ ใช่ค่ะ”
ท่ามกลางแสงสว่างของเปลวเทียน ถ้าปานฯ สังเกตเห็นสีหน้าของผมคงเห็นว่าผมสงสัยเต็มที่ จึงถามต่อว่า
“งั้น ผมถามหน่อยว่าแล้วทำไมคุณพ่อถึงต้องบังคับให้คุณแต่งงานกับผู้ชายที่ท่านเลือกให้ล่ะ แสดงว่าท่านยังมีกิเลส ยังอยากให้ลูกอยู่สบายโดยหวังว่าคนที่พ่อเลือกนั้นจะอำนวยให้ได้”
“คุณไม่เห็นจะน่าถามเลย คนปฏิบัติก็ยังเป็นคน ยังมีกิเลสอยู่ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ในด้านอื่น ปานฯ ค่อนข้างจะเชื่อมั่นค่ะว่าคุณพ่อเป็นคนดี แต่เกี่ยวกับลูก แม้ปานฯ จะยังไม่เป็นแม่คน แต่ปานฯ ก็เชื่อค่ะว่าพ่อและแม่รักลูก อยากให้ลูกสบายทั้งนั้น จะว่าไปก็เหมือนห่วงกันอยู่ร่ำไปตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายจากกันไปแหละ”
ผมให้คะแนนปานฯ เพิ่มขึ้นอีก และรู้สึกภูมิใจที่เธอมีความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ใช่เลย มันมาแต่เหตุและผลและความเป็นจริงเท่านั้น ถ้าเข้าใจได้ อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงอย่างที่เธอว่า ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เอ่ยถามต่อไปว่า
“ถ้างั้น การมีลูกก็เหมือนเป็นห่วงรัดคอไปตลอดน่ะซี ไม่เห็นน่าจะมีเลย”
“ถ้ามีแล้วจะทำไงได้ล่ะคะ พ่อแม่ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ถ้ายังไม่มีแล้วจะไม่มีก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะคิด”
เธอตอบเป็นกลางเสียจนเดาความคิดไม่ออก เลยซักต่อว่า
“แล้วปานฯ คิดยังไงล่ะ?”
“ปานยังไงก็ได้ ถ้าคุณอยากมีก็มี ถ้าคุณไม่อยากมี ปานฯ ก็สบายใจ”
ผมไม่พูดอะไร เอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้บีบเบาๆ สบตากันท่ามกลางแสงเทียนในป่าใหญ่ และยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ
ไม่มีการจูบลา ผมส่งปานฯ ที่หน้าห้องนอนของเธอ กลับเข้ามาในห้องของตัวเองที่อยู่ถัดมา จุดเทียนไขแท่งเล็กให้สว่างขึ้น นึกในใจว่าถ้าจะลองนั่งสมาธิดูก่อนนอนคงจะดี ผมยังจำที่พระอาจารย์สอนได้และปฏิบัติไปตามนั้น อีกครั้งหนึ่ง
บทที่ 25 เยี่ยมสวรรค์
ผมลืมตาตื่นขึ้นในความมืด เสียงเครื่องปั่นไฟครางกระหึ่มดังมาแผ่วๆ แต่ได้ยินถนัดนักในความเงียบเชียบของพงไพร เสียงไก่ป่าขันแว่วมาแต่ไกลๆ หลายทิศทาง เสียงจักจั่นยังลั่นอยู่อย่างเดิม ผมเดาว่าน่าจะเป็นเวลาหลังตีสี่แล้ว กระทั่งอากาศในห้องยังเย็นฉ่ำกว่าเปิดแอร์เป็นไหนๆ ผมดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมตัวจนมิด ขดตัวเหมือนกิ้งกือ ครั้นจะปิดเปลือกตาพยายามหลับอีกครั้งกลับทำไม่ได้คล้ายจะหมดอารมณ์นอนไปแล้ว รีบสลัดตัวลุกขึ้นจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย คิดในใจว่าให้สายสักหน่อยค่อยอาบน้ำ ขืนอาบตอนนี้คงได้ยืนแข็งเป็นรูปปั้นที่ไม่ค่อยจะน่าดูแน่
ผมเคาะประตูห้องของปานฯ ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน เมื่อลองแง้มเปิดดูจึงรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องเสียแล้ว ปานฯ หายไปไหน? นั่นคือคำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจ อาจจะนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านก็ได้ แต่เปล่า ปานฯ ไม่ได้อยู่ที่นั่น มีเพียงที่เรานั่งอันว่างเปล่าและความมืด เสียงทำอาหารจากครัวดังแว่วมา
สนเท่ห์ใจเป็นยิ่งนักที่เห็นปานฯ กำลังหั่นผัก เตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น ท่าทางเหมือนชำนาญคล่องแคล่วนัก แม่ชีอีกสามคนก็สาละวนอยู่กับการทำอาหาร ต่างส่งเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน ดูมีความสุขดี
ปานฯ ยิ้มกว้างขวางเมื่อหันมาเห็นผมเข้า
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ หลับสบายไหมคะเมื่อคืน กาแฟนะคะ” ปานตั้งท่าจะผละจากงานที่ทำ ผมต้องรีบโบกมือห้าม
“ไม่เป็นไร ผมชงเอง ปานฯ จะเอาด้วยไหม ผมชงให้” ผมตรงเข้าไปในห้องเก็บ เปิดตู้นั้น รื้อตู้นี้สักพักก็ได้สิ่งของต้องประสงค์
“ปานฯ เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอตั้งหน้าตั้งตาเอาใจใส่กับกระทะตรงหน้า ไม่นึกว่าข้อมือของเธอจะแข็งแรงถึงขนาดจับหูกระทะด้วยมือซ้ายมือเดียว แล้วตวัดข้อมือให้อาหารในกระทะพลิกกลับไปกลับมาได้อย่างง่ายดาย
เธอถามโดยไม่ได้หันมามองว่า
“เมื่อคืนปฏิบัติก่อนนอนหรือคะ?”
“ใช่ ผมรู้สึกเป็นสุขสงบใจดี มันเหมือนอยู่ในถ้ำอันมืดมิดมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ มาแผ้วพานได้ มันสงบอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ว่าแต่ ปานฯ รู้ได้ยังไงล่ะ?”
“ปานฯ ลุกมาเข้าห้องน้ำค่ะ เห็นแสงเทียนลอดผ่านใต้ประตูก็รู้ว่าคุณยังไม่หลับแน่.....ดีนะคะ ที่คุณจุดเทียนเล่มใหญ่ไว้ในห้องน้ำ ไม่งั้น ปานฯ คงมะงุมมะงาหราแย่แน่”
มันเกินความคาดฝันที่เห็นปานฯ ตื่นก่อนตีสี่ด้วยซ้ำ และเข้าครัวทำอาหาร ผมเองก็ไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้และไม่คิดว่าจะทำได้ด้วย แต่ก็เป็นไปเอง ไม่ได้รู้สึกเลยว่าต้องฝืนกายหรือใจแม้แต่น้อย จะว่าไปเรื่องการตื่นเช้านี่เป็นศัตรูกับผมมาแต่ปางไหนๆ แล้ว ขนาดให้ตื่นไปเล่นกอล์ฟที่ใครๆ ก็ตื่นได้ ผมยังไม่เอาเลย นับประสาอะไรกับการให้ตื่นแต่มืดเพื่อเข้าครัว เอ....หรือว่าฝันไป
ผมเดินตรงไปหาปานฯ ถามว่า
“จะให้ผมช่วยอะไรบ้าง?” เกือบจะโอบกอดเธอจากด้านหลังและจูบรับตะวันรุ่งสักครั้งตามความเคยชินอยู่แล้วเชียว ดีว่าเหยียบเบรกเอาไว้ทันเมื่อเห็นแม่ชีนุ่งห่มขาวอยู่ตรงหน้าและสำเหนียกทันว่าที่นี่คือวัด ปานฯ ก็เหมือนจะรู้ เพราะเธอยิ้มให้แบบเยาะๆ
ปานฯ ชี้ไปที่กองผักบนโต๊ะ บัญชาการว่า
“เด็ดเอาใบที่ใช้ไม่ได้ออก ล้างน้ำ หั่นพริกซอยตามยาว ปอกเปลือกกระเทียมออกด้วย หั่นหัวหอมใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วช่วยคั้นน้ำส้มและมะนาวด้วยค่ะ คอยดูกาน้ำที่ต้มอยู่นั่นด้วย ถ้าเดือดแล้ว รินใส่กระติกสามใบนั่น”
บริเวณที่เตรียมอาหารกว้างขวาง ผมเคยทำอาหารมาบ้างตอนที่จำเป็นสุดขีด อย่างคราวที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ สมัยเรียนมหาลัย ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนผู้หญิงไม่มีใครทำอาหารเป็นเลยสักคน แค่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้ายังหุงไม่เป็น อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็จะทำได้ไง ทอดปลาแบบไม่ขอดเกล็ด ไม่ทำความสะอาดเอาตับไตไส้พุงมันออก ดีว่าผมเห็นเข้าเสียก่อน อย่างน้อยผมก็รู้ว่าจะกินปลาทอดทั้งเกล็ดน่ะไม่ได้แน่ ที่ปานฯ สั่งไว้ผมจึงทำเสร็จในชั่วพริบตา
ผม ปานฯ และแม่ชีช่วยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปที่ชั้นล่างของศาลาฯ จนครบ อาหารที่ทำถวายมีพลาสติกใสบางคลุมมิดชิด ไม่นานนักพระอาจารย์และพระลูกวัดก็กลับจากบิณฑบาตด้วยรถกระบะที่ว่าจ้างไว้ให้มารับเพื่อพาไปส่งในหมู่บ้านด้านล่าง ซึ่งตอนหลังผมรู้สึกว่าไม่สะดวกสำหรับพระเลยเพราะกระบะด้านหลังเปิดโล่ง เวลาฝนตก พระท่านก็ยังต้องออกบิณฑบาต ต้องนั่งตากฝนไปตลอดทางทั้งไปและกลับ ตอนหลัง หลังจากกลับจากวัดในคราวนี้แล้ว ผมกับปานฯ เลยถือโอกาสซื้อรถกระบะที่มีหลังคาคลุมหลัง ติดแอร์ให้เสร็จสรรพถวายทางวัดเสียเลย ผมกับปานฯ คิดง่ายๆ ว่า ทีเสียเงินอย่างอื่นตั้งมากตั้งมายยังเสียได้ จ่ายเงินทำบุญแบบนี้แทบจะไม่ต้องคิดเลย
อาหารจากบาตรถูกนำมารวมกัน แยกประเภทข้าวใส่ถาดหนึ่งซึ่งมีทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว อาหารคาวใส่อีกถาดหนึ่ง และของหวานอีกถาดหนึ่ง
พระอาจารย์และพระลูกวัดนั่งเรียงรายเป็นแถวตามลำดับอาวุโสทางพรรษา ผมช่วยประเคนอาหารถวายพระ อาหารแต่ละอย่างวางอยู่บนถาดไม้สี่เหลี่ยมไม่มีขอบ มีล้อเลื่อนข้างใต้สี่ล้อ แต่ละถาดจะเลื่อนผ่านหน้าพระแต่ละรูปไปเรื่อยๆ จนถึงรูปสุดท้าย อาหารที่เหลือยกออกกลับไปที่โรงครัว ปานฯ ช่วยทำความสะอาดเช็ดถาดเลื่อนนั้นก่อนที่จะวางเรียงเก็บที่ด้านข้างชิดผนังศาลาฯ
เมื่อพระทุกรูปตักอาหารใส่บาตรแล้ว พระอาจารย์บอกว่า
“มารับพร.....”
ผมและปานฯ คุกเข่าประนมมือตั้งสติรับพร พระอาจารย์เริ่มว่า
“ยะถา วาริวะหา ปูรา..............ภะวันตุ เตฯ”
เมื่อให้พรจบ ผมและปานฯ กล่าวขึ้นพร้อมกันว่า “สาธุ” และกราบลงพร้อมกันสามครั้ง
เรากลับมาที่โรงครัว เห็นอาหารที่ชาวบ้านตักบาตรใส่เป็นถุงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือ ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเป็นประเภทแกงๆ สีคล้ำ เราเลยเลือกอาหารที่ปานฯ ทำเองตักรวมใส่จานเดียว นั่งกินบนพื้นปูเสื่อบริเวณด้านหน้าของครัว เมื่อกินเสร็จ เราต่างทำความสะอาดจาน ช้อนที่บริเวณที่ล้างจาน
ผมชวนปานฯ ไปสำรวจเส้นทางที่พระอาจารย์บอกไว้เมื่อคืน เมื่อถามไถ่แม่ชีจนพอทราบเส้นทางชัดเจน เราจึงออกเดินไปตามทางที่ใช้เดินที่เหยียบย่ำกันจนราบ เสียงน้ำไหลเหมือนเสียงน้ำตกดังก้องแม้จะมองไม่เห็นสายน้ำนั้น มันอยู่ต่ำลงไปเล็กน้อยแต่ถูกพุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่น้อยและโขดหินบดบังไว้ ทางนั้นค่อยไต่สูงขึ้นทีละน้อย พื้นที่ชื้นแฉะ ทำให้เราต้องระวัง บางทีต้องโหนตัวจับรากไม้บ้าง กิ่งไม้บ้างดึงตัวขึ้นไป บางตอนที่ต้องปีนขึ้น ผมต้องโอบต้นไม้ต้นเล็ก ยื่นมือทั้งสองให้ปานฯ จับดึงตัวขึ้นมา
ตลอดทางที่ขึ้นไปนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพอเห็นท้องฟ้าสีครามเกลื่อนไปด้วยปุยเมฆสีขาวบ้าง เทาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นกิ่งก้านและใบไม้เสียมากกว่าที่ช่วยกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ทวีความแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับ เสียงจักจั่นยังดังลั่นอยู่ทั่วไป บางครั้งจะมีเสียงสวบสาบและเสียงเท้าตะกุยพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้ของสัตว์บางอย่างมองไม่เห็นว่าเป็นอะไร
เรามองตากัน นึกภาวนาว่าอย่าเห็นน่ะดีแล้ว ต่างคนต่างอยู่เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย หลายต่อหลายครั้งที่ผมคิดเปลี่ยนใจจะชวนปานฯ กลับด้วยความสงสารและเป็นห่วงว่าเธอจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ต้องมาลำบากลำบนปีนป่ายเหมือนลิงค่างอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหวานๆ มีแต่รอยยิ้ม แม้จะพราวไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ไม่บ่งบอกความย่อท้อใจ ทำให้ผมพูดไม่ออก ได้แต่ถามว่า
“ปานฯ เหนื่อยไหม?”
“ไม่ค่ะ”
เสียงเธอเด็ดเดี่ยว ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าผู้หญิงมีความทรหดอดทนทั้งทางร่างกายและจิตใจเหนือกว่าผู้ชายมากนัก ผู้ชายบางทีเจ็บแค่สลึงเดียวแต่แหกปากร้องเหมือนเจ็บเป็นสิบ แต่ผู้หญิงเจ็บเป็นสิบแต่ร้องแค่สลึงเดียว เพียงแค่นึกถึงเวลาตั้งเก้าเดือนที่ต้องอุ้มท้องด้วยความยากลำบาก และยังตอนคลอดอีก แค่นี้ผมก็ถอดใจแล้วเมื่อนึกว่าตัวเองต้องเป็นแบบนั้นบ้าง นี่แค่ตัวอย่างเดียว ยังมีอีกมากมายที่จาระไนสามวันไม่รู้จะจบสิ้นหรือเปล่า - นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าผมจะถนอมจิตใจของเธอคนนี้ให้ดีที่สุดตราบนานเท่านาน อย่าไปกล่าวถึงแม่ของเราเลย เพราะแม่คือบุคคลที่เราต้องบูชาอยู่อยู่แล้ว
เสียงน้ำไหลจางหายไปแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว เราคงมัวก้มหน้าก้มตาปีนป่ายอย่างระวังตัว เมื่อมองออกไปรอบตัวที่เคยแน่นทึบไปด้วยต้นไม้ บัดนี้ทางด้านซ้ายค่อยโปร่งตาขึ้น ต้นไม้เล็กๆ น้อยลงเหลือแต่ต้นไม้ใหญ่และสบายตามากขึ้น ท้องฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้น แสงอาทิตย์ค่อยกล้าขึ้น แต่สายลมยังเย็นเหมือนเดิม ที่รู้สึกประหลาดใจคือเรามีความรู้สึกเหมือนมีควันหรือหมอกจางๆ ลอยอยู่รอบตัว ใบหญ้าที่พื้นมีน้ำค้างเกาะอยู่เต็มดูขาวโพลนไปหมด แซมด้วยดอกหญ้าสีเหลืองจางๆ
เราหยุดพักเหนื่อยกันครู่หนึ่ง ผมรั้งร่างของปานฯ เข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าให้อย่างทะนุถนอม หารู้ไม่ว่า พอเหงื่อหายไป ใบหน้าขาวๆ หวานๆ กลับมีดินโคลนเปื้อนติดอยู่แทน เหมือนคนป่าในอัฟริกาใช้สีทาหน้าตอนออกรบ ดินโคลนจากมือของผมนั่นแหละ ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“หัวเราะอะไรคะ?” ปานฯ ถามขึ้นด้วยความสงสัย
ผมถอยตัวออกห่าง คอยระวังตัวจากการจู่โจมอย่างไม่คาดคิดของเธอ แต่ยังหัวเราะอยู่ ชี้ไปที่ใบหน้า หัวเราะต่อจนตัวงอ ที่สุดจึงยกมืออันโสโครกของตัวเองให้เธอดู
ปานฯ ทำตาโต อ้าปากหวอ ยกมือขึ้นปาดหน้าเช็ดดินออก ยิ่งเช็ดยิ่งเลอะ ผมยิ่งหัวเราะหนัก
เธอก้มลงหยิบท่อนไม้บนพื้นท่อนเล็กๆ ปาเข้าใส่ผมทันที แม้จะระวังตัวอยู่ ถอยห่างออกมาแล้วแต่เพราะมัวหัวเราะจนตาหยี เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ท่อนไม้นั้นตรงลิ่วเข้ามาเต็มหน้า จะยกมือปิดก็ปิดไม่ทัน ได้แต่แกล้งยกมือปิดหน้า ร้องโอดโอย ใช้เสียงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เธอรุกเข้าทำร้ายแบบประชิดตัว
ปานฯ เองคงตกใจที่เห็นใบหน้าของผมไปขวางทางท่อนไม้นั้น ไม่รู้จะทิ่มเข้าตาหรือเปล่า เธอถลันมาข้างตัว พยายามแกะมือที่ผมปิดหน้าออก พลางถามด้วยความเป็นห่วงใยว่า
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ปานฯ ขอโทษ ไม่นึกว่าจะแม่นขนาดนี้”
ผมครวญเสียงอ่อยๆ ว่า
“ไม่แม่นได้ไง ปานฯ อยู่ห่างไปแค่สองก้าวเอง”
ปานฯ ขอโทษไม่หยุดปาก พยายามแกะมือที่ผมปิดหน้าออก ผมยอมโอนอ่อนให้ ตาม ปล่อยมือทั้งสองที่ปิดหน้าอยู่ออก แปลกใจจริงๆ ที่ได้ยินเสียงหัวเราะของปานฯ อย่างขบขัน ผมนึกขึ้นได้ก็สายไป ใบหน้าของผมคงเลอะเทอะมอมแมมจากมืออันโสโครกของตัวเอง
เราออกเดินต่อไปตามทางที่ยังลาดขึ้น จากพื้นดินที่เคยชื้นแฉะกลายเป็นแข็งกระด้างเป็นหิน มีโขดหินใหญ่น้อยระเกะระกะไปทั่ว บ้างแทงโผล่ขึ้นมาจากพื้น ต้นไม้ใบหนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นใบแหลมๆ แบบต้นสน
ผมชี้ให้ปานฯ ดูแท่งหินใหญ่ ตรงหน้า บอกว่า
“น่าจะเป็นบริเวณนั้นนะ ที่พระอาจารย์บอก” เรารีบสาวเท้าเดินไปด้วยความระทึกใจ
มันเป็นลานหินกว้างประมาณห้าสิบตารางเมตร สภาพเป็นแอ่งที่หน้าดินถูกชะล้างออกไปหรือทะลายลง มีต้นหญ้าแทงขึ้นมาตามรอยแยกของหินอันขรุขระ เมื่อเดินย่องไปยังไม่ทันถึงปลายสุดของลานหินนั้น ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำเราต้องพรึงเพริดไป
ต่ำจากลานหินนั้นลงไป มันเหมือนท้องทะเลอันเวิ้งว้าง เป็นทะเลเมฆอันขาวโพลนที่ขยับตัวล่องลอยไปมาอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่สุดแห่งแผ่นดิน เหมือนยืนอยู่บนสรวงสวรรค์ ภาพนั้นสะกดให้เรานิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมเย็นโชยมาปะทะไม่ขาดระยะ
ปานฯ จ้องตาไม่กระพริบ ดึงให้ผมนั่งลงบนลานหินนั้น พูดเหมือนเพ้อว่า
“เหมือนอยู่บนสวรรค์วิมานชั้นฟ้าไม่มีผิด”
ผมไม่ตอบ เปลี่ยนท่านั่งจากท่าชันเข่าทั้งสอง เป็นนั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองวางประสานบนตัก แผ่นหลังตั้งตรง หลับตาลงปล่อยใจให้ล่องลอยไป สูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มที่แล้วค่อยระบายออกอย่างช้าๆ ปานฯ ทำตาม ไม่นานนักทุกอย่างก็สงบลง
ภาพชายหญิงสองคน นั่งสงบอยู่เคียงกัน บนลานหินกว้าง เยี่ยมสวรรค์ ที่ปกคลุมด้วยปุยเมฆขาวสะอาด
บทที่ 26 เคียงใจ
ที่สุด ที่เราตั้งใจว่าจะไปดื่มน้ำผึ้งที่รีสอร์ทหลังจากที่คิดว่าจะอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดเพียงสองวัน กลับกลายเป็นว่า พอรถตู้ที่นัดให้มารับเรากลับบอกให้มาใหม่อีกครั้ง 5 วันข้างหน้า รวมความคือเราอยู่ดื่มน้ำผึ้งและดื่มพระธรรมที่วัดแทนทั้ง 7 วัน ห้าวันสุดท้ายนั้นเราป่ายปีนขึ้นเขาไปที่ลานหินเยี่ยมสวรรค์ทุกเช้าหลังอาหาร และนั่งสงบในสมาธิจวบจนบ่ายคล้อยจึงกลับลงมาที่วัด
นับแต่วันที่กลับจากวัดเป็นต้นมา ผมและปานฯ จะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงในห้องพระเพื่อนั่งสมาธิเป็นประจำทุกค่ำ และอีกครั้งตอนเช้าตรู่ บางครั้งเราเปิดแผ่นซีดีที่พระอาจารย์แสดงธรรมฟังไปด้วย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่แยกไม่ออก เพราะเรารู้สึกว่าเรารู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้อยู่เป็นสุขได้ทุกเช้าค่ำอันเนื่องมาจากการนั่งสมาธิ
เราตระหนักได้ว่า ‘อาจไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเรา ชีวิตอาจดับสูญไปเมื่อใดก็ได้ทุกนาที’ นั่นคือข้อเท็จจริง
เรายังตระหนักต่อไปว่า ณ วินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตที่ใกล้จะดับสูญไปนั้น จิตของเราจะหวนคิดคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง? บ้างอาจอาลัยอาวรณ์กับชีวิตที่กำลังจะดับไป บ้างอาจเป็นห่วงทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย บ้างเป็นห่วงลูกห่วงหลานหรือคนที่รัก บ้างอาจรู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับความชั่วที่ทำไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดวงจิตนั้นย่อมดับลงด้วยความหม่นหมองไม่เป็นสุข เขาเรียกว่า ‘การจากไปสู่ ทุคติ’ - นี่ก็คือข้อเท็จจริง
อาจมีบ้างที่สามารถปล่อยลง ปลงได้ รู้ว่าชีวิตอันเป็นธรรมชาติก็คืออย่างนี้เอง อีกสิ่งดีงามต่างๆ ที่จะไหลเวียนเข้ามาให้ได้สบายใจ ไม่เป็นห่วงเป็นใยกับสิ่งอื่นใด ดวงจิตนั้นย่อมดับลงด้วยความแจ่มใส เขาเรียกว่า ‘การจากไปสู่สุคติ’ - นี่ก็เป็นข้อเท็จจริง
เราเลือกได้ว่าเราต้องการจากไปแบบไหน - นี่ก็คือข้อเท็จจริง
ไม่มีชีวิตใดที่สมบูรณ์แบบเหมือนวงสวิงกอล์ฟที่อาจคลาดเคลื่อนไปได้ตลอดเวลา กอล์ฟกับชีวิตจึงมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ‘ไม่มีวันจะดีอยู่ได้ตลอดเวลาทุกวัน’ ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ก็ด้วยการมีสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์อยู่เสมอ ชีวิตคู่ของผมและปานฯ จึงไม่ต่างไปเพราะเรายังอยู่ในสังคมที่แวดล้อมด้วยสิ่งเร้าต่างๆ มากมายสุดคณานับ
วันนี้ เราสั่งเค้กสำหรับฉลองครบรอบวันแต่งงานของเรา
หลังจากที่เราไปออกรอบกันมาที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟแห่งแรกในประเทศไทย ที่ยังคงความขลังและมีเสน่ห์อยู่เสมอด้วยเอกลักษณ์ของสนามที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ อายุนับร้อยปีที่มีอยู่ทั่วไปทั้งสนาม การจัดวางหลุมแต่ละหลุมไปตามไหล่เนินของภูเขาทำให้มีแอ่งเป็นเหวลึกให้ตีข้าม เหวลึกขนาดตึกสี่ห้าชั้น หรือตีขึ้นเนินสูงๆ บางทีต้องตีอ้อมโค้งตามเนินเขาไปทั้งซ้ายขวา อีกทัศนียภาพของบางหลุมที่สามารถมองเห็นท้องทะเลสีครามอยู่เบื้องหน้าตัดกับพื้นสนามสีเขียวสด ประดับด้วยใบธงเล็กๆ สีแดงสดที่โบกสะบัดอยู่ไหวๆ เหมือนท้าทายอยู่ในที ทำให้ผมและปานฯ ชื่นชมอยู่ไม่รู้หน่าย
สายลมเย็นริมหาดโชยมาเอื่อยๆ ไม่ขาดระยะ ปะทะเสียงทะเลที่ม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นเล็กๆ กระทบฝั่งดังซ่าๆ ไม่ขาดตอน ไกลออกไปที่ขอบฟ้าอันมืดมิดเป็นแสงไฟสีเขียวนับร้อยของเรือประมงที่ทอดสมอกระจายอยู่ใต้ดวงดาวอันระยิบระยับนับล้านเหมือนแสงหิ่งห้อยที่หมายแข่งแสงจันทร์นวลเต็มดวงที่ขับรัศมีฉายเป็นวงทรงกลดสีรุ้งละออตาเป็นยิ่งนัก ดึงดูดให้ปูลมตัวน้อยๆ วิ่งกันขวักไขว่ไปมาหมายชมจันทร์
เรายืนชิดติดริมระเบียงบ้าน เหม่อมองธรรมชาติยามค่ำอันบริสุทธิ์ ปานฯ สูดเอากลิ่นไอของทะเลเอาไว้เต็มปอด ในขณะที่ผมกลับเข้าไปในบ้าน ยกขนมเค้กที่ปักเทียนเล่มเล็กไว้สองเล่ม หน้าขนมเค้ก ผมสั่งให้ร้านวาดเป็นรูปการ์ตูนของชายและหญิงยืนจับมือกันดูน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มดี
เราก้มลงเป่าเทียนพร้อมกัน ผมหอมแก้มปานฯ อย่างเคย เธอยิ้มด้วยความเอียงอาย รำพึงขึ้นเบาๆ ว่า
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่านี่คือวันครบรอบการแต่งงานครบ 50 ปีของเรา”
จบบริบูรณ์
บ๊ายบายนะคะ น้องปานเองค่ะ
นิยายรักนักกอล์ฟ 3
บทที่ 17 สวรรค์เป็นใจ
อาหารค่ำคืนนั้นเป็นมื้อที่กร่อยที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ คุณพ่อ คุณแม่และผมต่างนั่งกินกันอย่างเงียบเชียบ ผมนั่งเขี่ยอาหารไป เหลือบตามองคุณพ่อที คุณแม่ทีเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีโดยเฉพาะคุณพ่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ากลืนอาหารเข้าไปได้ยังไง ผมเดาว่าคุณพ่อเองก็ใช่ว่าจะเป็นสุขใจนักเพราะสีหน้าบอกแบบนั้น ส่วนคุณแม่วางหน้าเหมือนคนไม่รู้ร้อน ไม่ยอมช่วยสร้างสถานการณ์ให้ดีขึ้นเลย ผมเองก็แสนจะอึดอัด รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณพ่อจะพูดเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมาเสียที หรือจะมีอะไรพูดก็รีบพูดให้มันจบๆ ไป ไม่งั้นมันเหมือนภูเขาไฟที่ระอุอยู่ภายในจะระเบิดก็ไม่ระเบิด ได้แต่พ่นควันกรุ่นๆ ขึ้นมาจากปล่องทำเอาชาวบ้านนอนกันตาไม่หลับ
ป้าแม้นและเด็กรับใช้เข้ามาเก็บสำรับ และยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะ ชงกาแฟให้คุณพ่อ ส่วนผมโบกมือไม่เอา
คุณพ่อเคาะนิ้วเล่นบนโต๊ะ คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด แต่ที่สุดเป็นคุณแม่ที่พูดทำลายความเงียบขึ้นว่า
“นี่คุณ มีอะไรจะพูดกับลูกก็พูดให้มันจบๆ ไปเถอะ ดิฉันรำคาญ”
ผมถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่แบบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้นอีกว่า
“จะอะไรกันนักกันหนา”
ผมไม่เข้าใจในความหมายที่คุณแม่พูด ได้แต่จ้องหน้าคุณแม่อย่างขอคำตอบ แต่คุณแม่ก็ยังวางเฉย ที่สุดก็กลายเป็นผมเองที่ทนไม่ได้ พูดขึ้นว่า
“คุณพ่อมีอะไรก็บอกเถิดครับ ผมรับได้เสมอ”
คุณพ่อเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยขึ้นอย่างช้าด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
“พ่อถามหน่อยว่า ผู้หญิงเมื่อกลางวันเป็นใคร ชื่ออะไร”
“เป็นเพื่อนที่ทำงานจริงๆ ครับ เธอชื่อปานฯ”
“รู้จักกันมานานแล้วรึ?”
“จะว่านานก็นานครับ แต่มาคุ้นเคยกันมากหน่อยตอนหลังๆ”
“ทางบ้านเขาทำอะไร เป็นยังไง?”
“ผมทราบแต่ว่าคุณพ่อของปานฯ เป็นข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนฐานะทางบ้านผมไม่ทราบมากหรอกครับ แต่ดูๆ คงไม่ยากจนหรอกครับ”
“พ่อไม่ได้หมายความว่ารวยหรือจน แต่หมายความว่าเป็นคนดีหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบอะไรมากมายหรอกครับ แต่เท่าที่ทราบไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยอะไรนี่ครับ”
“แล้วเพื่อนของลูกล่ะ”
“ปานฯ นิสัยดีครับ”
คุณพ่อจ้องตาผมไม่กระพริบ ทำเอาผมใจแป้ว ถามต่อไปว่า
“ถามจริงๆ แกสองคนรักกันหรือเปล่า?”
“เอ่อ....ผม คือ.....” ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะบอกความจริงไปหรือไม่ดี ได้แต่อึกอัก คุณแม่คงรำคาญจนสุดทนพูดแทรกขึ้นว่า
“ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ก็บอกว่าไม่ มัวแต่อึกอักอยู่นั่นแหละ พ่อลูกคู่นี้จะเหมือนอะไรกันขนาดนั้น”
ผมตัดสินใจเด็ดขาด บอกว่า
“ครับ ผมรักปานฯ”
“แล้วปานฯ ล่ะ รักลูกหรือเปล่า?” คุณแม่ช่วยถามแทน
“รักครับ”
“เค้าบอกลูกหรือไง?” คุณแม่ซักต่อ
“ในทำนองนั้นครับ แต่.....” ผมยังไม่ได้บอกความจริงอีกอย่างที่ปานฯ เองก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกัน
คุณพ่อถามว่า
“แต่อะไร?”
“แต่ คงไม่มีประโยชน์อะไรมากหรอกครับ”
“เพราะอะไร?” คุณพ่อซักบ้าง
“ปานฯ บอกผมว่าเธอถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกันครับ”
ผมเห็นคุณพ่อและคุณแม่หันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าคุณพ่อจะซักผมเรื่องปานฯ ทำไม ทำไมไม่พูดเรื่องที่คุณพ่อจะให้ผมแต่งงานกับอีกคนหนึ่งมากกว่า ผมถามขึ้นว่า
“คุณพ่อจะถามเรื่องของปานฯ ไปทำไมครับ ถามไปก็แค่นั้น คุณพ่อมีอะไรที่ต้องการจะบอกผมก็บอกเลยดีกว่า ผมจะได้รู้ตัวล่วงหน้าเอาไว้บ้าง”
คุณพ่อเงียบ ไม่บอกว่าอะไร แต่หันไปพยักเพยิดกับคุณแม่คล้ายกับจะเกี่ยงให้คุณแม่เป็นคนพูด
คุณแม่รำคาญหนัก พูดขึ้นว่า
“คืออย่างนี้จ้ะ เราคือพ่อและแม่ไปเยี่ยมครอบครัวว่าที่ลูกสะใภ้มา ก็ว่าจะทำความตกลงกันให้จบเรื่องไป แต่กลับกลายเป็นว่ามารู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้น่ะท้องกับแฟนของเธอนั่นแหละ สาเหตุเป็น....”
คุณพ่อรีบโบกมือห้ามไม่ให้คุณแม่พูดต่อ
“เอาล่ะ พอแล้ว.....กลับมาเรื่องของลูกดีกว่า แล้วลูกคิดจะทำยังไงต่อไป?”
ผมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อีกแล้ว ส่วนเรื่องของปานฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังมืดแปดด้านอยู่ ผมบอกว่า
“ไม่ทราบครับ ผมจะทำยังไงได้ พาปานฯ หนีหรือครับ” ผมทำหน้าทะเล้นล้อๆ ด้วยความสบายใจเป็นทวีทับ
“บ้าสิ พูดบ้าๆ พ่อแม่เค้าจะได้มาถอนหงอกพ่อกับแม่แกน่ะซี” คุณพ่อเอ็ดเสียงดัง
คุณแม่พูดขึ้นว่า
“ก็คุณนั่นแหละ ชอบสร้างปัญหานัก ดิฉันเตือนแล้วก็ไม่เชื่อว่าอย่าไปฝืนใจลูกในเรื่องแบบนี้ คุณนั่นแหละที่ต้องช่วยลูก”
“อ้าว! ไหงมาโทษผมคนเดียวล่ะ คุณเองก็เห็นดีเห็นงามไม่น้อยไม่ใช่เหรอตอนแรกน่ะ พอเกิดเรื่องเลยโยนความผิดมาให้ผมคนเดียว” คุณพ่อหันไปโต้วาทีกับคุณแม่แทน ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“ก็หรือไม่จริง ดิฉันน่ะเป็นแค่ลูกขุนพลอยพยักเท่านั้น ดิฉันน่ะเป็นแค่ช้างเท้าหลังนะคะ” คุณแม่เถียง
“ทีอย่างนี้ล่ะเป็นช้างเท้าหลัง ถ้าเป็นเรื่องดีๆ เห็นกลายเป็นเท้าหน้าเสมอ” คุณพ่อโต้ขึ้นบ้าง
“คุณอย่ามานอกเรื่อง เรากำลังคุยแต่เฉพาะเรื่องนี้ อย่าเอาเรื่องอื่นมาปน” คุณแม่ไม่ยอม
“ก็หรือไม่จริง ผมพูดผิดตรงไหน”
“ผิดสิ ผิดตรง.....”
ผมเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายลุกลามกันไปใหญ่จึงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า
“คุณแม่ครับ คุณพ่อครับ อย่าให้เรื่องของผมทำให้คุณพ่อและคุณแม่มีปากเสียงกันเลย ตั้งแต่ผมโตมาไม่เคยเห็นคุณพ่อกับคุณแม่เคยมีปากเสียงกันเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะกรุณาช่วยผมคิดหน่อยว่าจะทำยังไงต่อไปก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง”
ทั้งสองฝ่ายจึงสงบสงครามลงได้
คุณแม่ให้ความเห็นว่า
“จะไปยากอะไร เราก็ยกทัพลุยเสียเลยก็สิ้นเรื่อง ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย.....ว่าแต่ลูกแน่ใจเหรอว่าหนูปานฯ น่ะเป็นคนดีจริง”
ผมยืดอกพูดขึ้นอย่างมั่นใจว่า
“จะดีน้อยกว่าคุณแม่ก็หน่อยเดียวน่ะครับ”
“แกมั่นใจขนาดนั้นเชียว” คุณพ่อติง
“ก็มั่นใจพอๆ กับที่คุณพ่อเลือกคุณแม่นั่นแหละครับ”
คุณแม่ยืดอกผายขึ้นบ้าง เชิดหน้าแสดงความภาคภูมิใจ
“จบกัน พูดแบบนี้ก็ไม่ต้องพูดต่อ”
คุณพ่อลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินหนีไปคุณพ่อก้มลงกระซิบกับผมว่า
“แกอาจจะเลือกผิดก็ได้นะ”
เสียงคุณแม่ดังแหวขึ้นว่า
“กระซิบอะไร ทำไมต้องกระซิบ......เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องของลูกจะว่ายังไง ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”
คุณพ่อหันมายิ้ม บอกว่า
“ผมยกให้คุณเป็นช้างเท้าหน้าแล้วกัน”
บทที่ 18 เตรียมทัพ
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลา 22.00 นาฬิกา ใจผมคันเหมือนมีมดเป็นล้านๆ ตัวมาเกาะกัด ไต่กันยั้วเยี้ยไปหมด ต้องผุดลุกผุดนั่งจากบนเตียงไปที่โซฟา จากที่โซฟาลงไปนั่งบนพื้น จากบนพื้นเดินออกไปนอกระเบียง เพราะผมอยากทราบข่าวคราวจากปานฯ บ้าง ครั้นจะโทรศัพท์ไปหาเสียเองก็ไม่กล้า ไม่รู้ว่าปานฯ กับคุณพ่อจะคุยกันไปถึงไหน ผมจึงได้แต่รอ รอโทรศัพท์จากปานฯ นี่แหละหนาที่เขาว่า ‘ความรักคือความทุกข์’
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเถียงหัวชนฝาแน่หากใครมาบอกผมว่าความรักคือความทุกข์ มันต้องเป็นความสุขสิถึงจะถูก เพราะความรักมันช่างแสนหอมหวาน จะเอาเกสรดอกไม้นานาพันธุ์จากสวรรค์ทั้งเจ็ดมารวมกันก็ยังไม่หวานเท่า แต่ตอนนี้เมื่อตรองดูให้ดีจะเห็นว่า อันความหอมหวานเช่นว่ามันก็มีอยู่บ้าง แต่มันก็เพียงชั่วคราว บัดเดี๋ยวก็หายไปกลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนที่จนได้ คนที่มีความรักเองแหละจะรู้ดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนในโลกที่ไหนสักคนที่ออกมายืนยันว่าความรักนั้นมีแต่ความสุข บางทีเราอาจเห็นบางคู่ที่ครองรักกันจนแก่เฒ่า แต่นั่นเป็นเพียงการมองจากภายนอก ใครจะไปรู้ความจริงข้างในว่าเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องจบลงด้วยความทุกข์อยู่ดีนั่นเองเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายจากกันไป มันทรมานจิตใจจะเรียกว่าเป็นความสุขได้อย่างไร
ดังที่พระรูปนั้นที่ผมได้ตักบาตไปเมื่อหลายวันก่อนได้กล่าวเตือนสติแก่ผม ‘แก้วน้ำแก้วเล็กใช่ว่าจะมีน้ำหนักอะไรมากมาย ปัญหาอยู่ที่ต้องถือไว้นานขนาดไหนต่างหาก’ - ถ้าน้ำแก้วนั้นคือความรัก อย่าบอกผมนะว่าจะถือน้ำแก้วนั้นไปตลอดชีวิต
แต่กระนั้นก็ตาม ใจที่ยังมีกิเลสอย่างผมก็ยังปรารถนาที่จะมีรัก แม้จะรู้ แม้จะเข้าใจก็ตามที ต่อให้เป็นกองไฟแดงๆ ที่รู้แน่ว่าร้อน แต่ผมก็พร้อมที่จะลุย
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลาเที่ยงคืน ยังไม่มีโทรศัพท์จากปานฯ ไม่เคยมีช่วงเวลาใดของชีวิตเลยที่ผมจะเป็นทุกข์เยี่ยงนี้มาก่อน ใจที่มีความรู้สึกมีมดนับล้านมากัดตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นมีเข็มเล่มยาวเสียบปักลึกลงไปอย่างช้าๆ มันจี๊ดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า หัวสมองของผมมึนตึบด้วยคำถามร้อยแปดที่หาคำตอบไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับปานฯ? เธอมีปัญหาอะไรกับคุณพ่อหรือเปล่า? เธอถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ติดต่อกับผมอีกต่อไปหรือไร? หรือเลวร้ายกระทั่งคิดไปเลยเถิดว่าเธอถูกทำร้ายร่างกาย? ประสพอุบัติเหตุ? หรือเสียชีวิตแล้ว?
ผมอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป คว้าโทรศัพท์ กดเบอร์ที่ผมสามารถท่องได้จนขึ้นใจ เสียงจากโทรศัพท์บอก “เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” ตามด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ผมกดเบอร์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง มองจนมั่นใจว่าไม่ผิดเบอร์แน่ แต่เสียงสตรีที่ถูกบันทึกเอาไว้บอกข้อความเดิมซ้ำอีก เมื่อกดโทรศัพท์ไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง กดจนอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้ง มั่นใจแน่ว่า ไม่มีทางที่จะติดต่อได้ในขณะนี้ แล้วในขณะอื่นเล่า?
เสียงฟ้าลั่นคำรามสนั่นปลุกให้ผมตกใจตื่นขึ้น แสงอสุนีบาตแปลบปลาบแตกเป็นสายยาวเหมือนรากต้นไม้กระจายไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำ ตามด้วยเสียงดังกัมปนาทสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สายลมกรรโชกมารุนแรงพาให้กิ่งใบของต้นไม้เสียดสีกันดังขรม ต้นของมันเอียงเอนสะบัดไปมาราวกับมีมือยักษ์จับมันเขย่าเอาๆ กอไผ่สูงที่ขึ้นริมน้ำเบียดเสียดกันส่งเสียงเอียดอาดแข่งกับลมพายุที่กระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่นานนักพระพิรุณก็สาดเป็นสายราวฟ้าแตก มันตกจั้กๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตาราวฟ้าโกรธเคืองแผ่นดินก็ไม่ปาน
ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้ง มันบอกเวลาตีสามเศษ ตอนที่ผมเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียนั้นคือเวลาตีสองเศษ สิ่งเดียวที่ผมคิดได้ในตอนนั้นคือ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเบอร์ของปานฯ คำตอบยังคงเดิม
คำถามเดิมๆ เวียนเข้ามารกสมองเป็นอีกครั้งจนรู้สึกว่าตัวเองกับใจที่เป็นทุกข์นั้นน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน ทันใด ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองอันเหนื่อยล้า นั่นคือ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับปานฯ จริงๆ แล้วผมจะทำอะไรได้ เมื่อได้คำตอบแก่ใจของตนเอง ใจจึงเริ่มคลายทุกข์ลงและหลับไป
เสียงโทรศัพท์ปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมมองดูนาฬิกา มันบอกเวลา 8 โมงเช้า
“ปานฯ จ๊ะ ทำไมเมื่อคืนไม่โทรมา?.......เผลอหลับไปเหรอ?......ไม่เป็นไรหรอก รู้ว่าปานฯ สบายดีก็ดีแล้ว วันนี้เราคงทานอาหารเที่ยงด้วยกันไม่ได้ ผมมีงานเยอะ แล้วเราค่อยเจอกันตอนหลังเลิกงานแล้วกันนะ......หวัดดีจ้ะ”
สรุปแล้ว ความคิดของคนเราจะเป็นดั่งมรสุมร้ายที่กัดกร่อนจิตใจของตัวเองก็ได้ หรือจะเป็นลมที่พัดเย็นสบายเหมือนยืนอยู่บนเนินเขาก็ได้อีกเหมือนกัน มันอยู่ที่เราจะคิด มันอยู่ที่ใจของเราจะพาไป
หลังเลิกงาน เรานัดเจอกันที่ที่จอดรถของโรงแรมแบบเดิม ความจริงเราเลือกที่จะไม่แคร์ต่อสายตาและคำพูดของใครๆ ก็ได้ แต่ที่เราไม่เลือกทำแบบนั้นเป็นเพราะผมเห็นว่าคนที่เสียหายคือฝ่ายที่เป็นหญิงมากกว่า ลำพังผม คงไม่กระไรนัก แต่ต้องบอกตามตรงว่ามันก็ทำให้อดรำคาญใจไม่ได้อยู่เหมือนกัน จริงอยู่การเป็นพญาอินทรีที่จะบินอยู่เหนือคนอื่นย่อมไม่ควรสนใจต่อเสียงของบรรดานกกระจิบ นกกระจอกทั้งหลาย หากทนรำคาญไม่ไหว ยกปีกขึ้นอุดหู มันคงตกลงมาตาย อย่างแน่นอน ถ้าเลือกได้ ผมคงบินไปให้พ้นๆ หรือบินขึ้นสูงขึ้นไปอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องมาทนฟังเรื่องไม่เป็นมงคลต่อไป
ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายหลากขึ้นเรียงรายอยู่โดยรอบให้ร่มเงาเป็นอย่างดี อีกเป็นแหล่งพักพิงของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งกระรอกและนกกา สระน้ำขนาดใหญ่หลายสระมีคูเล็กเชื่อมติดต่อกันให้ความชุ่มชื่นใจอย่างประหลาดและเป็นเคหาสน์ของบรรดาสัตว์น้ำน้อยใหญ่ มีเก้าอี้หินวางเรียงรายเป็นระยะๆ ให้นั่งพักผ่อนชมนกชมไม้ตามอัชฌาสัย มีทางลาดซีเมนต์ที่คดเคี้ยวไปมาตลอดทั่วทั้งบริเวณให้ผู้คนได้ใช้เป็นทางวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง เดินเล่นบ้าง ขี่จักรยานบ้าง พื้นหญ้าสีเขียวขจีนุ่มนวลให้คนปูเสื่อนั่งเล่น หนุ่มสาวนอนหนุนตักบอกภาษารักกัน
ผมจอดรถที่ด้านหนึ่งของสวนลุมฯ เดินเกี่ยวก้อยกับปานฯ ตัดผ่านไปตามสนามหญ้า เราเลือกที่นั่งริมสระน้ำ สายตาเหม่อมองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนเปลวแดดยามเย็นดูนวลตา
ผมเอ่ยขึ้นก่อนว่า โดยเลือกที่จะไม่กล่าวถึงความบ้าบอของจิตใจของผมเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวเธอจะย่ามใจเกินไปก็ไม่รู้ได้
“สรุปให้ผมฟังหน่อยสิว่าเมื่อคืนคุยกับคุณพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ คุณพ่อถามถึงคุณว่าเป็นใคร อะไร อย่างไร ปานฯ ตอบไปเท่าที่ปานฯ ทราบ ท่านฟังแล้วก็ไม่เห็นว่าอะไร มีแต่เฉยลูกเดียว อ่านใจลำบากมากค่ะ สีหน้าก็ไม่แสดงอะไร จนเดาไม่ได้สักนิด ท่านถามด้วยนะคะว่าเรามีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งขนาดไหน ตอนแรกคิดจะบอกไปให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แต่ปานฯ ไม่กล้า เกรงว่าพายุจะถล่ม ปานฯ เลยบอกแต่เพียงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ปานฯ ไม่ทราบว่าท่านจะเชื่อมากน้อยสักขนาดไหน แต่คงไม่ทั้งร้อยล่ะค่ะเพราะปานฯ เชื่อว่าท่านคงพอมองออกและเดาได้ไม่ยาก......
........ส่วนเรื่องนั้น ท่านยังไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น”
ผมตั้งใจฟังอย่างดี ไม่รู้จักซักไซร้อะไรอีกจึงพูดในเรื่องที่อยากจะพูด
“ผมมีเรื่องจะปรึกษาปานฯ เป็นเรื่องสำคัญ” ผมพยายามทำน้ำเสียงให้ฟังดูจริงจัง
“สำคัญขนาดไหนคะ”
“ขนาดใหญ่”
“ไม่มีขนาดกลางหรือขนาดเล็กหรือคะ?” ผมสบายใจขึ้นอักโข พอเดาได้ว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ปานฯ หนักอกเกินไปกว่าที่มีอยู่เดิม
“ไม่มี มีขนาดเดียว”
“ก็ว่ามาสิคะ”
“ต่อจากเรื่องเมื่อวานที่ผมคุยกับคุณพ่อและคุณแม่นั่นแหละ คือเมื่อท่านได้ซักถามผมเกี่ยวกับปานฯ จนเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม ผมได้ขอความเห็นจากท่านทั้งสอง สรุปก็คือคุณแม่สั่งลุย” ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผมจึงไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ปานฯ ฟังเลย คงคิดเพียงง่ายๆ ว่า ไม่อยากถมทับความไม่สบายใจของเธอให้เพิ่มขึ้น
ปานหันมามองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ
“สั่งลุยคืออะไรคะ?”
“สั่งลุยก็คือท่านจะไปเจรจาความกับคุณพ่อและคุณแม่ของคุณเรื่องของเรา”
“หา ว่าอะไรนะคะ?” ปานฯ ทำตาโตไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ปานฯ ได้ยินถูกต้องแล้ว”
“ถ้าจะมาจริงคงต้องพกปืนมาด้วยล่ะค่ะ”
“ขนาดนั้นเชียวรึ?” ผมทำตาโตบ้าง
“ขนาดนั้นเชียวค่ะ คุณพ่อของปานฯ เป็นคนที่ค่อนข้างแข็ง ประเภทหักได้แต่ไม่ยอมงอเด็ดขาด ถ้าลองท่านตัดสินใจแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนใจท่านได้”
“ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?”
ปานตรองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบว่า
“ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผล หรือท้าทายมากๆ ล่ะก็ มีหวังดวลปืนแน่ค่ะ”
“แต่ผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นนะครับว่าคุณพ่อคงไม่ไปหาเรื่องตายหรอก ท่านเป็นนักเจรจาต่อรองตัวยงคนหนึ่งเหมือนกันไม่อย่างนั้นจะทำธุรกิจมาได้ขนาดนี้หรือ คุณแม่เองก็ใช่เบาไม่อย่างนั้นจะปราบคุณพ่อได้ยังไง ถ้าท่านจำเป็นต้องพูดล่ะก็ ท่านสามารถกล่อมลิงให้หลับทั้งฝูงได้เลย”
“แต่ปานฯ ว่า.....” น้ำเสียงของเธอบอกชัดว่าไม่มีความเชื่อมั่นเลยสักนิด และเห็นว่าเป็นร้ายมากกว่าดี
ผมพูดแทรกขึ้นก่อนที่ปานฯ จะได้พูดต่อ
“ปานฯ ฟังผมนะ ผมอยากถามปานฯ หน่อยว่าท่าทีของท่านขณะที่สอบถามเรื่องผมน่ะเป็นอย่างไร?”
“ก็ ธรรมดาๆค่ะ”
“สีหน้าท่านเป็นปกติหรือดุดันอะไรทำนองนี้หรือเปล่า?”
“เฉยๆ ค่ะ”
“หลังจากที่ปานฯ เรียนท่านว่าคบกับผมในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ปานฯ คิดว่าท่านเชื่อสักแค่ไหน?”
“คง.....ห้าสิบห้าสิบมังคะ”
“ไม่ได้เชื่อปานฯ สนิทใจร้อยเปอร์เซนต์”
“อย่างที่เล่าไปแล้วไง มันจะร้อยเปอร์เซนต์ได้ไงในเมื่อท่านเห็นเราเพียงลำพังสองคนที่นั่น และไม่รู้ว่าท่านเห็นอะไรมากไปกว่าการปฏิบัติต่อกันแบบเพื่อนหรือเปล่า”
“ก็ประมาณ ห้าสิบห้าสิบ”
“ค่ะ”
“งั้นลองคิดดู ถ้ายังมีห้าสิบที่ท่านไม่เชื่อแล้วท่านไม่ได้ว่ากล่าวหรือซักไซร้อะไรและยังเฉยๆ นั่นแหละคือความเป็นไปได้”
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเชียว”
“มั่นใจเพียงห้าสิบว่าพอเป็นไปได้ ยังไงก็ต้องลอง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
“แล้วถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาล่ะคะ”
“สุดท้ายคือต้องพูดให้คุณพ่อปานฯ คิดให้หนักแหละ ผมเชื่อว่าอย่างไรเสียท่านก็รักปานฯ เทียบได้ด้วยชีวิตก็ว่าได้ ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านต้องเสียผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ซึ่งข้อหลังนี้ผมไม่เชื่อว่าจะมี”
“ถ้าคุณจะลุย ปานจะเป็นไส้ศึกให้เอง”
เธอเอียงศีรษะลงวางบนไหล่ สายตามองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สลัวลง สายลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ กับเสียงนกที่ทะเลาะกันบ้าง ฝากรักกันบ้าง ผมกุมมือเรียวนั้นไว้อย่างทะนุถนอมดังดวงใจ
บทที่ 19 ออกศึก
บทเรียนที่ผมได้รับจากคุณพ่อนับเป็นคุณอนันต์ ท่านสั่งให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณพ่อของปานฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่เรื่องยากเพราะผมมีไส้ศึกอย่างปานฯ ที่ป้อนข้อมูลให้อย่างลึกซึ้ง ผมยังอดที่จะถามคุณพ่อไม่ได้ว่า
“คุณพ่อจะรู้ไปทำไมครับ เรากำลังจะไปเจรจากับคุณพ่อของปานฯ ไม่ได้ไปสัมภาษณ์เพื่อทำชีวประวัตินะครับ”
“แกยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ นี่เขาเรียกในการศึกว่า ‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะสองร้อยครั้ง’ ถ้าแกไม่รู้จุดอ่อนหรือจุดแข็งของข้าศึก ไม่รู้สมรภูมิรบเป็นอย่างไร ไม่รู้กำลังของข้าศึก ไม่รู้ว่าจะมีกองหนุนอีกหรือไม่ ไม่รู้อะไรสักอย่าง ประมาทเหิมเกริมนึกว่ายิ่งใหญ่ ส่งทหารออกไปรบมีหวังตายหมดไม่เหลือหรอ.....นี่ก็เหมือนกัน ถ้าแกจับจุดไม่ถูก ไม่รู้เหนือรู้ใต้ แม้จะพูดจาเป็นกลางๆ ไปก็เหอะ แต่หากไปเกี่ยวเอาจุดอ่อนของเขาเข้า การเจรจาก็พังทลายได้ง่ายๆ แกเคยอ่านสามก๊กบ้างหรือเปล่า?”
ผมพยักหน้า แต่ความจริงผมอ่านแต่เพียงผ่านๆ เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าจะเอาสาระ โดนคุณพ่อย้อนเข้าให้ว่า
“นี่ขนาดแกอ่านยังไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะ”
“โถ คุณพ่อครับ ผมน่ะแค่ไก่อ่อนย่อมต้องให้คุณพ่อสอนขันเป็นธรรมดา
ที่คุณพ่อยอมออกหน้าไปเจรจาความให้ผมก็เป็นเพราะคุณแม่
“มีอย่างที่ไหน เป็นผู้นำครอบครัว ไม่ช่วยลูกแก้ปัญหามันจะถูกที่ไหน ปากก็พูดๆๆ ว่าอยากให้ลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาถึงขนาดตรวจสอบข้อมูลของบรรดาเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ที่คิดว่ามีความเหมาะสมทัดเทียม เพื่อหาลูกสะใภ้มาให้ลูก พอมีปัญหาเกิดขึ้นจะให้แม่เป็นคนออกหน้ามันมีเหตุผลที่ไหน แม่ก็เลยยื่นคำขาดเสียเลย”
หลังจากที่กำหนดวันเคลื่อนทัพได้แล้ว ผมและปานฯ ได้คุยกันเรื่องนี้
“ผมปรึกษาคุณพ่อแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์นี้ที่เราจะไปคารวะคุณพ่อปานฯ ที่บ้านเมืองนนท์ ปานฯ มีความเห็นว่ายังไง?”
“ตกลงจะลุยจริงๆ หรือคะ?” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะไม่แอบพอใจอยู่ลึกๆ เพราะแววตาบอกอย่างนั้น
“จริงสิ ที่ปานฯ ต้องทำคือเรียนให้ท่านทราบ”
“แล้วปานฯ จะไปเรียนคุณพ่อว่ายังไงดีล่ะ”
ผมตรองดูครู่เหนึ่ง บอกว่า
“จะเรียนท่านไปตามตรงก็เกรงว่าท่านจะสงสัย คุณพ่อผมบอกว่าต้องจู่โจมอย่าให้ท่านรู้ตัว....อืม....อย่างนี้ได้ไหม เรียนท่านว่าจะมีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเป็นเชิงบอกกล่าวและขออนุญาตโดยไม่ต้องบอกว่าคุณพ่อและคุณแม่จะมาด้วย เมื่อไปถึงค่อยเรียนท่านแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อผมต่อไป”
“ก็.....ตามใจเถอะค่ะ ปานฯ จะบอกไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัน”
การไม่ทัดทานหมายถึงการอนุญาตกลายๆ ย่อมอธิบายถึงความรู้สึกในส่วนลึกได้ หากข้างหน้าเป็นกับดัก คงไม่มีใครจะดูดายปล่อยให้เข้าติดกับเป็นแน่โดยเฉพาะเป็นคนที่รัก ใครจะรู้ใจใครได้ดีกว่าคนที่อยู่ร่วมสายโลหิตกันมาแต่ไหนๆ นั่นเป็นคำตอบที่ไม่ใช่เกิดจากการเดาโดยไม่มีข้อมูลแต่มีเหตุและผลพอที่จะรุกหน้าต่อไปได้
ต้นถนนสายเล็กที่แยกจากเส้นทางใหญ่ก่อนถึงตลาดกลางของเมืองค่อนข้างจะแออัดไปด้วยห้องแถวที่ทำมาค้ากันอย่างคึกคัก ผ่านไปไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรแปรเปลี่ยนบ้านเรือนเป็นแนวขนานไปกับถนนจนแทบไม่มีที่ว่างเปล่า ต่อเมื่อแยกเข้าถนนซอยอีกสายหนึ่ง บ้านเรือนจึงค่อยบางตาลง ปลูกห่างกันมากขึ้น ชุ่มชื่นร่มรื่นด้วยความเขียวสดของเหล่าพรรณไม้นานา
ปานฯ จัดการดึงตัวคุณพ่อและคุณแม่ให้มานั่งเล่นรับลมเย็นยามเช้าที่ชั้นล่างของบ้านเรือนไทยยกพื้นสูง บริเวณตรงกลางใต้พื้นชานเรือนมีโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ ล้อมด้วยเก้าอี้ทั้งสี่ด้านเฉพาะที่หัวและท้ายโต๊ะเท่านั้นที่ตั้งเก้าอี้เพียงฟากละหนึ่งตัว ด้านยาวทั้งสองมีด้านละสามตัว กลางโต๊ะมีแจกันลักษณะเป็นชามปากกว้างประดับด้วยกล้วยไม้สดสีม่วงแกมขาวยาวย้อยห้อยไปรอบทิศ ด้านที่ชิดกับหน้าเรือนมีตั่งขนาดใหญ่วางอยู่ มีหมอนอิงผ้าลายไทยวางอยู่สองด้าน อีกด้านซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านหันสู่คลองสายเล็กที่ทอดผ่านลึกเข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้เป็นพ่อกำลังดื่มชาร้อนๆ นั่งอิงหมอนอิง ชันเข่าข้างหนึ่งเป็นที่ท้าวแขน ข้างๆ มีชุดชงน้ำชา มีตัวกาดินเผาขนาดกะทัดรัดพร้อมถ้วยชาใบเล็กสี่ใบวางอยู่บนถาดที่มีร่องอยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นภาชนะสำหรับรับน้ำร้อนและน้ำชาที่ไหลล้นออกมาจากตัวกาน้ำชา
ผู้เป็นแม่นั่งพับเพียบ อิงกายเข้ากับหมอนอิง จัดคุกกี้แผ่นบางๆ ชิ้นเล็กลงใส่จาน โดยมีปานฯ นั่งพับเพียบหลังตรงกำลังอ่านหนังสือให้คุณพ่อและคุณแม่ฟัง
ผมขับรถให้คุณพ่อนั่งหน้าคู่กับผม ส่วนคุณแม่นั่งหลัง เมื่อมองจากภายนอกแทบจะมองไม่เห็นตัวเรือน เนื่องจากถูกบดบังด้วยไม้ใหญ่ประเภทต้นก้ามปูสามสี่ต้นที่ขยายกิ่งก้านสาขาลงปกคลุมหลังคาเรือน อีกพรรณไม้อื่นที่ขึ้นสลับดูซับซ้อนแต่เป็นระเบียบดี
เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งตรงมาที่ประตูรั้ว เปิดประตูรั้วให้ ผมลดหน้าต่างรถลง บอกว่า
“ผมจะมาพบคุณปานฯ ช่วยเรียนคุณปานฯ ให้หน่อย”
เด็กสาวยิ้มกว้างขวาง บอกว่า
“เชิญค่ะ ขับตรงเข้าไปและจอดรถทางขวานะคะ”
เสียงล้อรถยนต์บดถนนที่โรยด้วยกรวดเม็ดเล็กทำให้ใจของผมสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อจอดรถสนิท ปานฯ เดินตรงมาที่รถ ประนมมือไหว้พร้อมย่อตัวลงอย่างอ่อนช้อย คุณพ่อคุณแม่ยกมือไหว้ตอบ ผมรีบลงจากรถมา เปิดประตูรถให้
“สวัสดีค่ะคุณอา เชิญด้านในก่อนค่ะ”
ผมแอบเห็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่มองดูปานฯ อย่างพินิจ ใบหน้ามีรอยยิ้มด้วยความพึงใจ
ผมแอบกระซิบกับปานฯ ขณะที่เดินไปยังหน้าเรือนว่า
“อากาศดีใช่ไหมปานฯ”
ปานอมยิ้ม ตอบแทบไม่ขยับปากว่า
“ยังดีอยู่มากค่ะ”
เมื่อเราเดินไปถึงหน้าเรือน คุณพ่อและคุณแม่ของปานฯ ลุกขึ้นจากตั่ง เดินมาต้อนรับเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นผู้ใหญ่ สายตาที่มองลูกสาวที่เดินนำมาเต็มไปด้วยคำถาม โดยเฉพาะคุณพ่อของปานฯ ที่หันไปมองลูกสาวตรงๆ เมื่อท่านเห็นผมเข้า ผมเดาว่าท่านคงจำผมได้อย่างแน่นอน
ปานพูดแนะนำขึ้นว่า
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ คุณพ่อและคุณแม่ของเพื่อนหนูค่ะที่หนูเรียนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่บ้านวันนี้ค่ะ”
เราต่างยกมือไหว้อย่างนอบน้อม คุณพ่อเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรว่า
“สวัสดีครับท่าน ต้องกราบขออภัยท่านอย่างใหญ่หลวงที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า บังเอิญเพิ่งทราบจากลูกชายว่าจะมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่เมืองนนท์ ผมเองไม่ได้มาเที่ยวแถวเมืองนนท์หลายปีดีดัก เลยขอลูกตามมาด้วย ทั้งได้ทำความรู้จักเพื่อนๆ ของลูกชายด้วย และทราบมาเลาๆ ว่าบ้านหลานปานฯ นั้นร่มรื่นน่าอยู่น่าอาศัย แถมยังเป็นบ้านทรงไทยที่แสนคลาสสิก จึงกระหายที่จะได้มาเห็นสักครั้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะไม่ถือโทษที่ผมถือวิสาสะจนเกินไป”
คุณพ่อของปานฯ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ได้แต่ยิ้มกว้างขวางต้อนรับ รับไหว้และเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งที่โต๊ะรับแขก พลางกล่าวขึ้นว่า
“จะเป็นไรเล่าครับ ดีเสียอีกที่มีโอกาสได้ต้อนรับทั้งเพื่อนลูกสาวพร้อมพ่อและแม่ด้วยยิ่งเป็นการดีใหญ่ กลัวอย่างเดียวว่าจะต้อนรับไม่ดีพอเสียล่ะมากกว่า”
ก่อนจะนั่งลงคุณพ่อรับถุงพลาสติกจากคุณแม่ ยื่นมอบให้ พลางกล่าวว่า
“ผมเป็นคนชอบดื่มชา และเห็นว่าน้ำชามีประโยชน์ต่อร่างกายสารพัดเหมาะสำหรับทุกวัย เลยติดมือมาฝากท่าน”
คุณพ่อรู้จักเลือกของกำนัลที่เหมาะกับโอกาส มันไม่สูงค่าจนผู้รับอึดอัด มีคุณค่าสำหรับการเริ่มสัมพันธภาพ นั่นเป็นเพราะปานฯ ที่ให้ข้อมูลไว้
เด็กสาวที่เปิดประตูรั้วเมื่อครู่รินน้ำเย็นมาบริการให้
“ช่างบังเอิญเสียจริง ผมก็นิยมการดื่มชา จริงอย่างที่คุณว่าแหละชามีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยเฉพาะคนสูงอายุอย่างเรา” คุณพ่อของปานฯ รับห่อชานั้นไว้ ส่งต่อให้ภรรยา
“จริงครับ เพราะใบชามีสารชนิดหนึ่ง ผมจำไม่ได้หรอกครับว่าเขาเรียกสารนี้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้หลอดเลือดไม่อุดตัน และยังช่วยการขับถ่ายของไขมันไม่ให้เกาะกับเส้นเลือดของเรา”
ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสรรพคุณของชาได้อย่างไร และที่พ่อบอกว่าชอบดื่มชา ผมเคยเห็นเพียงนานๆ ครั้งเท่านั้นที่คุณพ่อจะชงชาดื่ม
คุณพ่อของปานฯ บอกว่า
“สารที่ว่านั่นเขาเรียกว่าสารแทนนิ่นครับ”
“อืม นั่นสิ ผมเคยจำได้แต่ก็ลืมไปสนิท จะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก นี่แสดงว่าท่านต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับชามากแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าคุณพ่อของปานฯ และคุณพ่อของผมเริ่มสนทนากันเรื่องชาเป็นปฐมบท คุณแม่ของปานฯ หันมาคุยกับคุณแม่ของผม บอกว่า
“ปล่อยให้ผู้ชายเค้าคุยกันเรื่องชาไปเถิดค่ะ ดิฉันจะพาคุณนายไปเดินเล่นรอบบริเวณบ้านจะดีกว่าไหมคะ”
“อย่าเรียกดิฉันว่าคุณนายเลยค่ะ ฟังดูห่างเหินจัง เรียกดิฉันว่าอี๊ดแล้วกันค่ะ” คุณแม่บอกชื่อเล่น พลางลุกขึ้นตามคุณแม่ของปานฯ ปานฯ ทำท่าจะลุกขึ้นด้วยแต่ผมขยิบตาเป็นสัญญาณ เธอจึงนั่งนิ่งอยู่ตามเดิม
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยขึ้นบ้างว่า
“งั้นเรียกดิฉันว่าส้มนะคะ”
การสนทนาเรื่องชาระหว่างคุณพ่อเป็นไปอย่างออกรส ส่วนใหญ่คุณพ่อของปานฯ จะเป็นผู้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวชา ทั้งเรื่องพิธีการชงชาของจีนซึ่งมีการสืบทอดมาอย่างไร พิธีการชงชาของญี่ปุ่นที่ทั้งหรูหราและมีพิธีการมากๆ เรื่อยไปจนถึงการชงชาแบบอังกฤษ คุณพ่อผมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี บางครั้งจะถามแทรกบ้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อสิ่งที่ผู้พูดกำลังพูด
คุณพ่อของผมเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งว่า
“บรรยากาศรอบบ้านแสนจะอบอุ่นเช่นนี้ เต็มไปด้วยกล้วยไม้หลากชนิดและสีสัน เหมาะสำหรับการนั่งจิบชาไป ชื่นชมธรรมชาติไป ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาเสียจริงนะครับ กล้วยไม้ที่เห็นเหล่านี้ท่านเป็นคนเลี้ยงเองสิครับ”
“อย่าเรียกผมว่าท่านเลย เรียกชื่อสมควรดีกว่า ใช่ครับ ผมเป็นคนเลี้ยงเอง มีเรือนกล้วยไม้ที่หลังบ้าน ไปสิครับ ผมจะพาไปดู”
“โอ้โฮ! ถึงกับมีเรือนกล้วยไม้เชียวหรือครับ งั้นผมต้องขอไปชมหน่อยล่ะครับ คุณสมควรท่าจะมีความรู้หลากหลายเชียวนะครับ”
คุณพ่อของปานฯ ยิ้มแก้มแทบปริที่ได้ฟังคำสรรเสริญจากคุณพ่อ ท่านลุกขึ้นเดินนำคุณพ่อ
คุณพ่อบอกว่า
“ปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันไปเถิดนะครับ เขาคงจะยังไม่สนใจเรื่องชาเรื่องกล้วยไม้เท่าไรหรอก”
ทันทีที่คุณพ่อทั้งสองเดินลับสายตาไปที่ด้านหลังบ้าน ผมและปานฯ ถอนใจออกมาพร้อมกันเฮือกใหญ่ หันมายิ้มให้กันอย่างเปิดเผย
ปานฯ บอกว่า
“จริงอย่างที่คุณบอกเลยนะคะที่คุณพ่อคุณเป็นนักเจรจาตัวยงคนหนึ่ง นำเรื่องชาขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนาก่อน ตอนแรกปานฯ คิดว่าท่านจะตรงเข้าประเด็นเลย แต่ที่ไหนได้”
“ผมรับรองครับว่าท่านจะยังไม่พูดถึงเรื่องที่ต้องการจะพูดหรอก ยังอีกนาน ท่านจะชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยและวกเข้าเรื่องโดยที่คู่สนทนาไม่ทันรู้ตัว ท่านจะสร้างความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นให้ได้ เมื่อความเป็นกันเองเกิดขึ้นการเจรจาเรื่องอื่นก็ง่ายเข้า”
“เดี๋ยวปานฯ คงเป็นจำเลยให้คุณพ่อซักแน่ ตะกี้คุณพ่อมองปานฯ ด้วยสายตาประหลาดๆ”
“ก็คงมีแหละ ว่าแต่ ปานฯ ประเมินสถานการณ์จากลักษณะของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ดีมากค่ะ ลำพังที่บ้านไม่ค่อยมีโอกาสได้ต้อนรับใครมากนักหรอกค่ะหลังจากที่คุณพ่อเกษียนจากราชการแล้ว หากมีคู่สนทนาที่ออกรสแบบนี้ ปานฯ ว่าคุณพ่อคงเชิญให้อยู่รับประทานอาหารเที่ยงด้วยแน่” ทั้งสายตา ใบหน้าและรอยยิ้มเล็กๆ บ่งบอกถึงความสบายใจ เธอหันไปเรียกเด็กสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไปบอกให้ไปเตรียมสำรับสำหรับอาหารกลางวันให้ครบจำนวนคน
“คุณแม่ปานฯ ก็เป็นกันเองมากนะครับ หน้าตาท่าทางท่านใจดีจัง” ผมชื่นชมจากใจจริง
“คุณแม่น่ารักค่ะ คุณแม่คุณท่าทางเป็นอย่างที่คุณบอกไว้เลยนะคะ”
“ผมว่าคุณแม่จะต้องพูดจนหาพวกได้อีกคนแหละ รับรองจะเป็นกองหนุนอย่างดี”
เสียงหัวเราะของคุณพ่อทั้งสองดังแว่วมาจากด้านหลังบ้าน เราต่างมองตากันด้วยความยินดี
บทที่ 20 ปูทาง
ลำคลองสายเล็กที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายาวคดเคี้ยวลึกเข้าไปผ่านด้านข้างของที่ดินมีต้นมะพร้าวเรียงรายไป มีศาลาริมน้ำสร้างด้วยไม้ทั้งหลังแม้จะดูเก่าไปบ้างแต่ยังแข็งแรง สะอาดตา จากศาลาริมน้ำ เมื่อมองไปยังด้านหลังที่ดินมีต้นผลไม้หลากชนิดทั้งชมพู่ ขนุน มะม่วง บางต้นสูงใหญ่เหมือนอยู่มาจนเก่าแก่ใกล้เคียงกับอายุของบ้านทรงไทยหลังนี้ที่แม้จะเก่าแต่ดูเป็นสง่า ให้ความอบอุ่นแก่ผู้อาศัย
ปานฯ ชวนผมให้มานั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ เห็นคุณแม่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานในครัวซึ่งตั้งอยู่หลังบ้าน มีแม่ครัวและเด็กสาวคนนั้นกำลังจัดแจงเรื่องในครัวอยู่
เราลุกขึ้นเมื่อเห็นคุณพ่อทั้งสองเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ คุยกันไป หัวเราะกันไปราวกับคุ้นเคยกันมาแรมปี เมื่อเข้ามาใกล้พอจะได้ยินการสนทนา ผมและปานฯ ต่างมองตากันเมื่อจับความได้ว่าท่านทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องกอล์ฟอย่างออกรส คุณพ่อคงมีเรื่องคุยมากกมายเกี่ยวกับกอล์ฟ เห็นท่านทำท่าทำทางสวงิกอล์ฟประกอบไปด้วย
คุณพ่อของปานฯ โบกมือเรียกลูกสาว พลางเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อชวนคุณศักดิ์เขารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน เข้าไปบอกแม่หน่อยว่าให้ช่วยเตรียมให้ด้วย”
ปานฯ อมยิ้มบอกว่า
“คุณแม่คงกำลังจัดการอยู่มังคะ เห็นอยู่ในครัวกับคุณอาอี๊ดค่ะ”
คุณพ่อของปานฯ ชวนคุณพ่อไปนั่งเล่นที่ตั่ง จัดการชงชาไปพลางคุยเรื่องกอล์ฟไปด้วย
คุณพ่อพูดขึ้นว่า
“ได้พบคู่สนทนาที่ถูกคอเช่นนี้ เห็นทีผมต้องชวนคุณสมควรไปออกรอบบ้างล่ะ”
“ยินดีอย่างยิ่งเลย น่าเสียดายที่ลูกสาวผมเค้าไม่เล่นกอล์ฟ ผมพยายามคะยั้นคะยอเท่าไรก็ไม่ยอมเล่น บอกว่ากลัวผิวจะเสีย” พูดพลางหันมามองหน้าลูกสาว หัวเราะเสียงดัง
ปานฯ ตอบไปทันทีว่า
“ลูกเริ่มหัดเล่นแล้วนะคะคุณพ่อ จะได้ไปเล่นเป็นเพื่อนคุณพ่อบ้างไงคะ ตอนนี้ก็พอตีได้บ้างแล้วค่ะ”
“อ้าว! ไปแอบหัดตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นบอกพ่อบ้างเลย ดี ดี” ใบหน้าแสดงความปิติอย่างเด่นชัด
“ก็อยากให้คุณพ่อเซอร์ไพรส์ไงคะ” ปานฯ ตอบ
“แล้วลูกชายคุณศักดิ์ล่ะ ไม่ทราบว่าเล่นกอล์ฟหรือเปล่า?” คุณพ่อปานฯ หันมามองทางผม ๆ ตอบว่า
“ผมเล่นบ้างครับ ถ้าคุณอากับคุณพ่อจะไปเล่นกอล์ฟ ผมจะขออนุญาตตามไปด้วยนะครับ” ตอนแรกผมคิดจะบอกว่าที่ปานฯ เล่นกอล์ฟเป็นเพราะผมเป็นคนหัดให้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะตัวจิ๊กซอจะเข้าล็อคหรือยัง เลยนิ่งเฉยไว้ก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อนำทางน่าจะเหมาะกว่า
“วิเศษสิ งั้นก็ให้ทั้งลูกสาวและลูกชายไปเล่นด้วย ครบก๊วนพอดี” คุณพ่อเอ่ยขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะ คุณพ่อเอ่ยต่อว่า “แล้วผมจะจัดการจองสนามให้เรียบร้อยเลยนะครับ”
“ดีเลย ว่าแต่เราจะจับคู่กันอย่างไรดีล่ะ?” คุณพ่อปานเอ่ยถามขึ้น
“ผมเดาว่าคุณสมควรคงฝีมือเหนือผมอยู่ขั้นหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องต่อให้ผมกับลูกชายคู่กัน ส่วนลูกปานฯ แม้จะเพิ่งเริ่มเล่น ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นยังไงต้องคู่กับคุณพ่อ ส่วนตัวเรา ผมไม่เอาแต้มต่อเลย เห็นว่าเป็นยังไงบ้างครับ?”
ปานฯ เอ่ยขึ้นกับคุณพ่อว่า
“ปานฯ รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังค่ะ สู้ค่ะคุณพ่อ”
“งั้นก็ตกลงสิครับ ลูกสาวสู้ พ่อไม่สู้ได้ยังไง”
คุณพ่อของปานฯ หัวเราะร่า หันไปจับศีรษะของลูกสาวขยี้เบาๆ อย่างรักใคร่
เด็กสาวรับใช้แบกถาดอาหารจากหลังครัว วางลงบนที่โต๊ะเตรียมอาหารด้านหลัง คุณแม่ทั้งสองเดินคุยกันมาน้ำเสียงรื่นเริง ในมือต่างถือถาดเล็กคนละใบมาด้วย
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยเรียกขึ้น
“เชิญทานข้าวต้มกระดูกหมูฝีมือคุณอี๊ดเชียวนะคะ น่าอายจังที่ทำให้แขกเดือดร้อนต้องมาทำข้าวต้มให้เราทานกัน”
“อูย อะไรกันคะคุณส้ม เดือดร้อนที่ไหนกันคะ ถ้าชิมแล้วอร่อย ให้ลูกปานฯ มาฝึกกับดิฉันซีคะ จะได้มาทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานที่บ้านได้” ผมนึกนิยมคุณแม่อยู่ในใจ
ปานฯ แอบยิ้มอยู่เงียบๆ ประนมมือไหว้ พลางเอ่ยว่า
“เป็นความกรุณาของคุณอาอย่างยิ่งเชียวค่ะ” เธอสวมรอยได้สนิทดี
บนโต๊ะมีชามข้าวต้มขาวไม่มีน้ำข้าวต้มชามใหญ่ หม้ออลูมิเนียมมีน้ำซุปและกระดูกหมู มีถ้วยชามขนาดเล็กสี่ห้าใบ ใบหนึ่งใส่กระเทียมเจียว อีกใบใส่ต้นหอมและต้นคึ่นไช่ซอย ที่เหลือใส่พริกน้ำส้ม พริกป่น น้ำตาลขาว น้ำปลา พริกป่นและพริกไทยดำ
คุณแม่ของปานฯ ตักข้าวต้มใส่ชาม ส่งให้คุณแม่ผมตักน้ำซุปและกระดูกหมูใส่ ปานฯ ทำหน้าที่ลำเลียงแต่ละชามวางตรงหน้า ต่างคนต่างเลือกเครื่องปรุงกันตามสะดวก ผมช่วยรินน้ำเย็นจากเหยือกแก้วใสขนาดใหญ่ลงในแก้วแต่ละใบ
ข้าวต้มมื้อกลางวันมื้อนั้นมีรสชาติกว่าปกติ การสนทนาบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ต่างหัวราะ ยิ้มแย้ม ใบหน้าสดใส ผมกับปานฯ ลอบสบตาส่งยิ้มให้กันอยู่เนืองๆ
หลังอาหารเที่ยง คุณแม่ของปานฯ ชวนคุณแม่ของผมขึ้นเรือนหายลับไป ปานฯ ชวนผมออกเดินเล่นรอบบริเวณบ้าน ปล่อยให้คุณพ่อทั้งสองได้สนทนากันต่อ
บ้านทรงไทยและบรรยากาศโดยรอบดูเป็นธรรมชาติกลมกลืนกันเป็นอย่างดี แม้แสงอาทิตย์จะจัดจ้านแต่ร่มเงาของไม้ใหญ่และสายลมที่โชยมาไม่ขาดระยะพาเอากลิ่นไอของธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองมาด้วยช่วยให้คลายร้อนลงไปได้มากมาย โดยเฉพาะจิตใจของเราทั้งสองที่เคยร้อนรุ่มกลับชุ่มชื่นขึ้นราวเสพน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์
บทที่ 21 เดิมพัน
ระหว่างที่เราเดินทางกลับ ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มแย้มแจ่มใสมาตลอด เช่นเดียวกับคุณแม่ ผมอยากสอบถามความคืบหน้าและความเป็นไปใจจะขาด แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองท่านยังเฉยอยู่ ผมจึงต้องวางเฉยเช่นกัน
คุณแม่เอ่ยขึ้นก่อนว่า
“คุณเชื่อไหมว่าดิฉันได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกมากมายจากคุณส้ม.....” คุณแม่เว้นวรรคเพื่อกระตุ้นความสนใจจากผมและคุณพ่อ
“ก็ว่าไปสิ ผมรอฟังอยู่” คุณพ่อบอก น้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“คุณส้มแกบอกว่า คุณสมควรน่ะรักลูกสาวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ อยากให้ลูกสบายเลย พอดีมีเพื่อนเก่าแก่ของท่านมาทาบทามขอลูกสาวให้กับลูกชาย คุณสมควรเห็นว่าเพื่อนเป็นคนดี มีฐานะทางสังคมสูง ลูกชายก็จบเมืองนอกมา หน้าที่การงานก็ดีเลยตกปากรับคำไปโดยไม่ได้บอกให้ลูกสาวรู้ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาระหว่างพ่อกับลูก.....
.....และด้วยความรักลูกนี่แหละ คุณสมควรจึงให้ลูกน้องเก่าช่วยสืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับความประพฤติของว่าที่ลูกเขย ปรากฏว่าสืบไปสืบมารู้ว่า อะไรๆ ก็ดีหมด เสียอย่างเดียว ชอบเล่นการพนัน และมีทีท่าว่าจะหนักข้อขึ้นทุกที.....
.....แกเลยชักไม่มั่นใจ ประกอบกับคุณสมควรน่ะไปพบลูกสาวทานข้าวกับลูกชายเรา แกเลยส่งสายสืบหารายละเอียดเกี่ยวกับลูกชายของเรา และทราบว่าลูกชายของเราความประพฤติดี ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าใคร แกเลยค่อยวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ความหวังที่คุณจะมีลูกสะใภ้คงสว่างไสวดีอยู่นะคะ”
หัวใจของผมพองโตคับอก ดีใจจนบอกไม่ถูก ยิ้มแก้มป่องจนหุบไม่ลง
คุณพ่อเสริมขึ้นว่า
“งั้นคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ เพราะผมเองได้พูดทำนองหยั่งเสียงแกเรื่องการครองเรือนว่าน่าจะปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ดูซิว่าแกจะมีความเห็นเป็นอย่างไร คุณสมควรแกไม่ออกความเห็นมาก เมื่อเลียบๆ เคียงๆ ถามถึงความเห็นทั่วๆ ไปเรื่องการเลือกคู่ครองให้ลูก แกก็พูดเป็นกลางๆ ไม่ซ้ายจัด หรือขวาจัด น่าจะสมรับกับข้อมูลของคุณที่ได้จากคุณส้ม แกกลัวว่าลูกจะไปลำบากเพราะสบายมาจนเคยตัว พ่อและแม่ก็ตามใจกันมาเรื่อย หากไปเจอคู่ครองไม่ดีเข้า แกคงตายตาไม่หลับ.....
.....และดูแกค่อนข้างจะถูกอัธยาศัยกับผมพอสมควรนะ คงไม่มีปัญหาแหละ ถ้าได้ไปเล่นกอล์ฟกัน ผมจะได้ทาบทามสู่ขอในสนามกอล์ฟเสียเลย ดีไหมลูก?” คุณพ่อหันมาถามผม
“ก็สุดแล้วแต่คุณพ่อกับคุณแม่จะจัดการเถิดครับ” ใจผมอยากบอกว่าดีมากครับมากกว่า
เช้าตรู่วันเสาร์ เราหมายถึงคุณพ่อกับผมไปรับปานฯ และคุณพ่อที่คอนโดฯ รถเก๋งคันใหญ่ของคุณพ่อบรรจุถุงกอล์ฟสี่ใบได้อย่างสบายๆ คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ ทักทายกันอย่างสนิทสนมชิดเชื้อ คุยกันเสียงดังลั่น
ปานฯ นั่งที่นั่งตอนหน้าคู่กับผม ผมไม่กล้าที่จะเปิดตัวอะไรมากนอกจากแอบส่งยิ้มให้กัน เมื่อไปถึงสนาม คุณพ่อสั่งรถกอล์ฟสามคัน ให้ผมและปานฯ นั่งคันเดียวกันราวกับรู้ใจ ส่วนท่านและคุณพ่อของปานฯ ใช้กันคนละคัน
บนแท่นทีหลุม 1 การจับคู่เล่นเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว คุณพ่อของปานฯ ถามขึ้นว่า
“เราจะมีเดิมพันติดปลายไม้กันอย่างไรดีล่ะคุณศักดิ์”
คุณพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บอกว่า
“เรื่องเดิมพันนั้นผมอยากจะอุบเอาไว้ก่อน ผมจะเขียนลงในกระดาษให้เด็กแค้ดดี้ถือเอาไว้ เมื่อเราเล่นถึงหลุม 18 ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นค่อยเอามาเปิดดู ถ้าคุณสมควรเห็นว่าที่ผมเสนอพอรับได้ก็เป็นอันตกลง แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะรับ เราค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างนี้จะดีไหมครับ ผมว่าสนุกตื่นเต้นดีออก ”
“แหม คุณศักดิ์ นอกจากเป็นนักเจรจาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นนักจิตวิทยาอีกด้วย ผมว่าการเล่นกอล์ฟวันนี้จะต้องเป็นแมทช์ที่เร้าใจที่สุดในชีวิตทีเดียว แต่ผมขอเสริมอะไรสักนิดแล้วกันคือ ผมเองก็จะเขียนข้อความใส่กระดาษอีกแผ่นหนึ่ง แล้วเราค่อยมาเปิดดูพร้อมกัน ไม่ใช่อะไร ผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ คุณเองทราบว่าเดิมพันนั้นคืออะไรแต่ผมไม่ทราบ ผมก็อยากจะให้เหมือนกันบ้าง จะได้เสมอกันสองฝ่าย ดีไหมครับ?”
“ตกลงตามนี้เลยครับ” คุณพ่อบอก ฉีกกระดาษจากสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ติดตัวมาด้วย ยื่นส่งให้คุณสมควรแผ่นหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเขียนข้อความลงในกระดาษ พับและส่งให้แค้ดดี้เก็บไว้
ผมและปานฯ อมยิ้ม มองดูผู้ใหญ่สองคนที่ต่างมีลับลมคมในไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คุณพ่อของปานฯ เป็นคนเริ่มเล่นก่อน แม้จะตีลูกออกไปไม่ไกลนักแต่เป็นเส้นตรงลูกไปอยู่กึ่งกลางสนาม คุณพ่อตีลูกออกไป ลูกไปหยุดอยู่ใกล้เคียงกัน ส่วนผมตีลูกออกไปไกลกว่าท่านทั้งสองมากนัก ผมให้ปานฯ ไปเล่นที่แท่นทีสำหรับสตรี ปานฯ ตีลูกออกไปได้ดี ไกลกว่าลูกผมด้วยซ้ำ เราต่างปรบมือให้แก่กัน
ผมค่อนข้างจะภูมิใจในฝีมือของปานฯ ที่เล่นได้สม่ำเสมอดี คุณพ่อของปานฯ ทักขึ้นว่า
“พ่อไม่นึกว่าลูกจะเล่นได้ดีขนาดนี้เลยนะ ไม่เห็นเหมือนมือใหม่เลย”
“หนูมีครูดีค่ะคุณพ่อ” ปานตอบ หันมาหลิ่วตาให้กับผม
“ครูต้องน่ารักด้วยใช่ไหม ลูกศิษย์ถึงได้ตั้งใจเรียน” คุณพ่อของปานฯ พูดเป็นนัยให้เราทั้งสองคนอดสงสัยไม่ได้ ท่านหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอ
คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ เล่นได้ใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันเล็กน้อยเมื่อลูกขึ้นกรีนแล้วซึ่งคุณพ่อของปานฯ เล่นลูกพัทท์ได้ดีกว่า คุณพ่อทั้งสองขับรถกอล์ฟเคียงกันไป คุยกันไปอย่างสนิทสนม บางครั้งมีการพูดกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้างเล็กๆ น้อยๆ
ผมขับรถกอล์ฟให้ปานฯ นั่ง บางครั้งแอบจับมือเธอบ้างเมื่อเห็นว่าไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
ผมพูดพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า
“ถึงตอนนี้แล้ว ผมยังคิดถึงคุณอยู่เสมอทุกวันเลย” ปานฯ ยิ้มด้วยความเอียงอาย บอกว่า
“แล้วอย่าไปบอกใครนะว่า ปานฯ ก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”
“จริงๆ เหรอ?”
“ก็จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันไงคะ ว่าแต่คุณจะคิดถึงปานฯ ไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ซี”
“ผมหวังว่าปานฯ คงรู้ว่าผมบริสุทธิ์ใจ ถ้าพื้นฐานดี มีความเข้าใจ สวิงก็จะดีและอยู่ไปได้ตราบนานเท่านาน แม้จะอ่อนแรงลงไปบ้างเมื่อยามแก่เฒ่า จะมีเพียงระยะทางเท่านั้นที่ลดลง แต่ความแน่นอนยังคงเดิม” ผมไม่รู้ว่าเอาไปเปรียบกับกอล์ฟได้ยังไง มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คุณนี่ ช่างเหมือนคุณพ่อเข้าไปทุกวัน คำถามง่ายๆ ตอบวกวนไปไหนก็ไม่รู้ ต้องให้แปลความหมายอยู่เรื่อย” ไม่พูดเปล่า ปานถอดถุงมือข้างหนึ่งออกเพื่อหยิกผมได้ถนัดขึ้น
การเล่นค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน ผมพยายามเล่นสุดฝีมือที่มีอยู่ แต่ใช่ว่าจะชนะได้ง่ายๆ บางครั้งตีผิดพลาดตกน้ำตกท่าจะถูกคุณพ่อดุว่า
“อย่าเล่นกอล์ฟประมาทนักสิ ธงปักชิดไปทางริมน้ำขืนเล็งไปที่ธงถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมานิดเดียวก็ลงน้ำ เล็งไปที่กลางกรีนไว้ก่อน ผิดพลาดยังไงก็ไม่เสียหาย” หรือ
“ช่องที่เล็งไปน่ะมีอยู่นิดเดียว เกิดพลาดไปตีชนต้นไม้เข้าจะเสียหายหนัก เวลาแก้ไขน่ะเอาให้มันแน่ใจว่าแก้ไข ไม่ใช่แก้จนเสีย เลือกทางเล่นให้มันปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่เสมอแหละ ใครจะไปรู้เราอาจตีลูกครั้งต่อไปลงหลุมไปเลยก็ได้ หรือเข้าไปใกล้ธงมากๆ ก็ได้ หรือขึ้นกรีนแล้วพัทท์เดียวก็ได้อีก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ต้องสร้างโอกาส ไม่ใช่เสี่ยงหรือทำลายโอกาส เข้าใจไหม?”
ผมยอมรับว่าที่คุณพ่อพูดมีเหตุผลดีตรงกับที่เคยอ่านเจอในหนังสือกอล์ฟ แต่บางทีก็เผลอใจ ตีลุยไปเรื่อย ไม่ระวังเท่าที่ควร ผลก็คือหลุมนั้นคะแนนออกมาบานแฉ่ง ถ้าเล่นแบบนับแต้มอาจเป็นเพราะหลุมนั้นหลุมเดียวที่ทำให้น้ำตาตกได้ การเล่นแบบแมทช์เพลย์คือแพ้ชนะกันเป็นหลุมๆ ก็ยังไม่ต่างกันเพราะอะไรก็เกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้ได้เหมือนกัน สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเล่นแบบไหนต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด
เมื่อเราเล่นกันมาจบหลุมที่ 17 ปรากฏว่าคู่ของผมนำมาหนึ่งหลุม ก่อนที่จะเริ่มเล่นหลุม 18 ซึ่งเป็นหลุมสุดท้าย คุณพ่อขอกระดาษทั้งสองแผ่นจากแค้ดดี้ ต่างแลกกันเปิดดู ผมและปานฯ ต่างจ้องมองด้วยใจระทึก อยากรู้อยากเห็นเท่าๆ กัน
ต่างฝ่ายต่างอ่านข้อความในกระดาษเสร็จ ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน สัมผัสมือกัน คุณพ่อถึงกับโอบกอดคุณสมควรๆ สวมกอดตอบ ทิ้งให้ผมและปานฯ เป็นใบ้
ปานฯ ตรงรี่เข้าไปเกาะแขนคุณพ่อ พยายามยื้อแย่งกระดาษแผ่นนั้น แต่คุณสมควรขยำกระดาษ ยัดเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย คุณพ่อผมทำตามอย่างบ้างและหัวเราะลั่นสนามด้วยความลืมตัว
ปานฯโวยลั่นขึ้นว่า
“คุณพ่ออ่ะ ตกลงเดิมพันคืออะไรคะ ถ้าไม่บอกลูกโกรธด้วย” ปานฯ ทำหน้าเง้า
คุณสมควรดึงลูกสาวเข้ามกอด บอกว่า
“เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่เกี่ยว”
เมื่อเราต่างตีลูกขึ้นกรีนหลุม 18 แล้ว คุณพ่อและผมต่างพัทท์ลูกไม่ลงหลุม ผมช่วยปานฯ ดูเส้นทางพัทท์ให้ แต่ปานฯ พัทท์พลาดไปไม่น้อยเนื่องจากยังค่อนใหม่อยู่ เมื่อถึงคราวของคุณพ่อของปานฯ ๆ เรียกผมเข้าไปใกล้ กระซิบบอกว่า
“ช่วยพ่อดูไลน์หน่อย ถ้าบอกไลน์ผิด พ่อพัทท์ไม่ลงล่ะก็ อย่าหวังว่าจะยกลูกปานฯ ให้เลย ไม่มีทาง”
ผมตาเหลือก หน้าจ๋อย บอกว่า
“ถ้าผมบอกถูก แต่คุณอาพัทท์ไม่ลงเองจะทำยังไงล่ะครับ”
“ไม่มีทาง ลูกระยะแค่สามฟุต พ่อเคยพลาดที่ไหน”
ผมก้มดูไลน์พัทท์ บอกว่า
“ลูกนี้พัทท์ขึ้นเนินเล็กน้อย ไลน์ไม่มากหรอกครับ ผมว่าแค่ขวาในหลุมก็พอ แต่พัทท์ให้แรงหน่อยนะครับ”
คุณพ่อผมท้วงขึ้นทันทีว่า
“วะ อ้ายลูกคนนี้ ยังไม่ทันไรแปรพักตร์ซะแล้ว เดี๋ยวเถอะจะให้ไปหาขันหมากเองซะเลย”
คุณพ่อของปานฯ ตั้งท่าจรด คุณพ่อมองดูด้วยใจจดจ่อเพราะถ้าคุณสมควรพัทท์ลงแปลว่าเกมทั้งหมดจะลงเอยด้วยการเสมอกัน ผมดึงมือปานฯ เข้ามาใกล้ โอบเธอที่เอว ปานฯ โอนอ่อนตามยืนพิงตัวผมไว้
ลูกที่คุณสมควรพัทท์ออกไปนั้นวิ่งตรงไปทางขวาของด้านในของหลุม เมื่ออ่อนแรงลงจึงเลี้ยวโค้งเล็กน้อยตรงไปกลางหลุมและร่วงหล่นลงก้นหลุมไปอย่างสวยงาม คุณพ่อของปานฯ ยกมือชูขึ้นสูงร้องเฮด้วยความดีใจ เราทุกคนและแค้ดดี้ต่างปรบมือให้
ผมดึงปานเข้ามากอดอีกครั้งและบรรจงจูบแก้มนวลที่เคลือบด้วยยากันแดด ริมฝีปากเปื้อนยากันแดดเป็นรอยขาว คุณสมควรดึงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ผมและบอกว่า
“ปากเลอะแน่ะลูก เช็ดซะ”
บทที่ 22 ดื่มน้ำผึ้งใต้แสงจันทร์
ผู้โดยสารในเที่ยวบินนี้มีจำนวนไม่มากนัก เราเลือกที่นั่งติดกับหน้าต่าง ผมชอบมองดูทิวทัศน์จากเครื่องบิน มันให้ความรู้สึกเหมือนนกที่สามารถท่องเที่ยวไปได้อย่างเป็นอิสระอย่างไร้ขอบเขต ไม่น่าเชื่อว่ามีนกบางชนิดที่บินอพยพจากถิ่นที่อยู่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งระยะทางเป็นพันๆ กิโลเมตร จากเหนือสู่ใต้ จากความหนาวเหน็บและแร้นแค้นไปสู่ดินแดนที่ให้ความอบอุ่นกว่าและมีอาหารอันอุดม เมื่อถึงเวลาที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะบินอพยพกลับโดยอาศัยเส้นทางที่เกิดจากสัญชาติญาณหรือดวงดาวในการนำทาง แต่ละครั้งแต่ละคราวที่มันเดินทางไปพร้อมกันนั้นจะมีจำนวนมหาศาลมืดฟ้ามัวดิน น่าเสียดายที่มีส่วนหนึ่งไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้ เพราะมนุษย์รู้ทัน แอบดักสังหารมันเสียก่อนเพื่อเป็นอาหารบ้าง บ้างก็เพื่อความสนุกสนาน
ตอนแรกการตัดสินใจจะไปดื่มน้ำผึ้งที่ไหนผมและปานฯ นึกว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ พอเอาเข้าจริงกลับกลายเป็นเรื่องระหว่างครอบครัวทั้งสองอย่างไม่น่าเป็นไปได้ นี่แหละที่ผมเคยได้ยินมาว่าเวลาจะแต่งงานกันมันไม่ใช่เฉพาะระหว่างคนสองคนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงญาติโก โหติกาของทั้งสองฝ่าย ยิ่งถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่รวมกันมากๆ เรื่องเล็กนิดเดียวอาจปานปลายจนถึงขั้นผิดใจกันไปเลยก็มี
เพราะต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างมีความประทับใจต่อสถานที่หนึ่งๆ จึงอยากให้คนอื่นประทับใจตามไปด้วย มันกลายเป็นความรู้สึกของแต่ละคนซึ่งแน่นอนไม่มีทางที่จะหาอะไรเป็นมาตราฐานในการวัดได้ คนที่ชอบสีแดงจะไปบอกให้คนอื่นชอบตามไปด้วยจะได้อย่างไร
ที่สุดผมและปานฯ จึงเป็นผู้ยุติสงครามทั้งมวล เราตัดสินใจไปพักผ่อนกันที่จังหวัดเชียงรายซึ่งมีสถานที่พักผ่อนไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก อีกโอกาสที่จะได้ไปกราบพระอาจารย์ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง
ผมชี้ให้ปานฯ ดูแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวคดเคี้ยวเหมือนงูยักษ์ที่ทอดตัวไปท่ามกลางความเขียวขจีของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ เป็นอาณาจักรที่เรียกว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขก ลาว เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นห่วงเป็นใย ทรงดูแลสารทุกข์สุกดิบด้วยพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในพระราชหฤทัย เราจึงรักและหวงแหนแผ่นดินไทยของเรา
มือของเราประสานกันเหมือนกับจะบอกว่าถ้าไปไหนเราจะไปด้วยกัน ปานฯ ยิ้ม พูดเหมือนรำพึงว่า
“สวยมากนะคะ” ศีรษะของเธอพิงอยู่กับไหล่ของผมขณะที่สายตานั้นทอดผ่านหน้าต่างบานเล็กออกไปสู่ความกว้างไกลไร้ขอบเขต
“ใช่ สวยมาก” ผมเห็นด้วยเพราะน้อยนักที่จะมีแผ่นดินใดที่เย็นตาด้วยสีเขียวไปทั่วทั้งผืน
เราเงียบไปพักหนึ่งขณะที่ปล่อยใจชื่นชมธรรมชาติที่ผ่านตาไป ปานฯ พูดขึ้นก่อนว่า
“ปานฯ ยังติดใจอยู่เลยนะคะว่าคุณพ่อของเราเขาเดิมพันอะไรกันวันที่เราเล่นกอล์ฟกันวันนั้น จะถามเท่าไรๆ ก็ไม่ยอมบอก แถมยังยัดกระดาษเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย ราวกับคนเดินหวยเถื่อนทำลายหลักฐานกลัวตำรวจจับงั้นแหละ ทำอะไรไม่รู้เหมือนเด็กๆ”
ผมหัวเราะ หึ หึ บอกว่า
“ปานฯ อยากรู้เหรอว่าคุณพ่อทั้งสองเขียนอะไรในกระดาษ”
ปานหันขวับ ทำตาโต ถามเสียงดังว่า
“คุณทราบหรือคะ บอกปานหน่อย นะคะ นะคะ”
“ได้ แต่ต้องให้ผมหอมแก้มก่อน” ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงและดวงตามันเยิ้มๆ ยังไงพิกล
ปานไม่เกี่ยงงอน รีบเอียงแก้มให้หอมทันที ผมก็ไม่รอช้า จูบจุ๊บที่แก้มครั้งหนึ่ง บอกว่า
“ผมถามคุณพ่อแล้ว คุณพ่อบอกว่า ที่แกเขียนก็คือ ‘ถ้าผมชนะ คุณยกลูกสาวให้ลูกชายผม ถ้าคุณชนะผมยกลูกชายให้ลูกสาวคุณ’
ปานฯ ร้องเสียงหลง
“ต๊าย คุณพ่อคุณกล้าขนาดนั้นเชียวหรือคะ เอาเปรียบชัดๆ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วคุณพ่อปานฯ ล่ะเขียนว่าอะไร?”
“ถ้าอยากรู้ ต้องให้หอมแก้มอีกข้างหนึ่งก่อน” ผมบอก
“เอาสิ จูบตรงนี้ด้วย.....” ปานชี้ที่ริมฝีปาก “จูบเผื่อเอาก่อนก็ได้ จะได้ไม่ต้องเรื่องมาก”
ผมหัวเราะ บอกว่า
“คุณพ่อคุณเขียนว่า..... ‘ผมยกลูกสาวให้ลูกชายคุณ ขอชนะกอล์ฟแล้วกัน’”
ปานฯ ส่ายหน้าดิก บอกว่า
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ปานฯ ไม่เชื่อแน่ มีอย่างที่ไหน ยกลูกสาวให้เฉยเลย ขอแค่ชนะกอล์ฟ ยังไงปานฯ ก็ไม่เชื่อ”
“จริงนะ” ผมยืนยัน
“ยังไงก็ไม่เชื่อ” ปานฯ สะบัดหน้า
“โทษที ปานฯ อย่าเข้าใจผิดว่าคุณพ่อจะรักปานฯ มากมายเพียงนั้น ผมว่าท่านคงเบื่อปานฯ เลยยกมาให้ผมแทนแหละ”
ขาดคำ กำปั้นน้อยๆ เหวี่ยงตุ้บเข้ามาตรงหน้าอกเข้าเต็มเปา
“บ้าที่สุด.....ถ้าจริงอย่างที่คุณพูด ทั้งพ่อคุณและพ่อปานฯ ก็เหมือนเด็ก ทำอะไรพิลึก”
“เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่เสมอแหละ อย่างเพื่อนๆ ผมที่เคยเรียนหนังสือกันมาแต่เด็ก ตอนนี้แม้จะโตมากแล้วแต่เวลามีมีทติ้งเจอกันทีก็จะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ล้อชื่อพ่อกันบ้าง ไล่เตะตูดกันบ้าง ผมยังเคยเห็นผู้ใหญ่อายุจะแปดสิบอยู่แล้ว ลงไปดิ้นพราดๆ บนกรีน แหกปากร้องลั่นด้วยความดีใจที่ชนะเพื่อนได้”
“อืม ท่าจะจริง เพื่อนๆ ของปานฯ ก็เหมือนกันค่ะ”
“จริงสิ ยิ่งกว่านั้นก็มี ผมเคยรู้จักผู้ใหญ่คนหนึ่งอายุหกสิบกว่าแล้ว พอแกพัทท์ลูกลงในหลุมสุดท้าย แกแหกปากดังลั่นสนาม ร้องเพลงลูกทุ่งแล้วรำป้อเหมือนลิเกไปทั่วกรีน ไม่มีการเกรงใจใครทั้งนั้น ผมล่ะอดขำไม่ได้”
ปานหัวเราะคิก ถามว่า
“แล้วคุณเคยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?”
“มี เป็นประจำเลยล่ะ แต่ส่วนใหญ่ชอบแกล้งเพื่อนมากกว่า มีอยู่คราวหนึ่งเราไปเล่นกอล์ฟกันแปดคน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม วันนั้นกอล์ฟค่อนข้างติด เพื่อนคนนี้อยู่กลุ่มหน้า แกเล่นหลุมนั้นเสร็จและยังเล่นต่อไปไม่ได้ เลยยืนรอเราที่เล่นตามมา เพราะความที่แกอยากรู้ผลว่าก๊วนเราเล่นเป็นยังไงเพราะเรามีเดิมพันกัน แกจะมาขอดูคะแนนอยู่เรื่อยจนผมรำคาญ ผมเห็นแล้วว่าแกเดินตรงมาที่ผมเพื่อขอดูคะแนนอีก ผมก็แกล้ง ค่อยๆ ขับรถขยับหนีทีละนิดๆ แกก็ตามไม่ทันสักที ผมคิดว่าแกคงไม่รู้ว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมเลื่อนรถไปตามปกติ แกเลยวิ่งตามจะให้ทัน พอแกวิ่งผมก็ขับรถหนี แกก็ยังไม่รู้อีกนะว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมขับไปเพราะความไม่รู้ แกวิ่งไล่อยู่ตั้งนานเหมือนกัน เพื่อนผมอีกคนที่นั่งคู่ไปกับผมถามผมว่าผมทำไร ทำไมถึงขับรถวนไปวนมาแบบนี้ ผมหัวเราะลั่น ชี้ให้เพื่อนดูเพื่อนอีกคนที่วิ่งไล่ตามเรา ผมบอกว่าแกล้งมัน ดูอยู่ได้คะแนน ดูแม่งแทบจะทุกหลุม เพื่อนผมที่นั่งอยู่ด้วยเลยหัวเราะงอหาย ท้องคัดท้องแข็ง เพื่อนที่เหลือที่ดูอยู่ก็ขำกันกลิ้ง มันวิ่งไล่จนหอบ หน้าซีด เหงื่อแตกพลั่กทั้งตัว พอต้องเล่นหลุมต่อไป มันก็ตีไม่ได้สิ ตีลูกตกน้ำตกท่า พวกเรายิ่งหัวเราะกันยกใหญ่ ยิ่งเห็นตอนที่มันหันมาค้อนผม ยิ่งขำใหญ่”
ปานฯ หัวเราะคิก หยิกผมที่แขน บอกว่า
“คุณนี่ นิสัยไม่ดี ชอบแกล้งคนอื่น”
“ระวังเหอะ ผมจะแกล้งปานฯ บ้าง สนุกจะตายไปเวลาได้แกล้งคน”
“ลองดูสิ ขืนมาแกล้งปานฯ ล่ะก็ ถ้าปานฯ แกล้งกลับบ้างล่ะก็ อย่ามาโอดโอยทีหลังแล้วกัน
ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเธอจะแกล้งอะไรผม แค่นึกก็หนาวแล้ว
เราออกจากสนามบินที่เชียงรายเป็นเวลาก่อนเที่ยง รถตู้ที่เช่าไว้พร้อมคนขับคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันในเมืองก่อนที่จะเดินทางต่อ ขณะที่รถตู้วิ่งไต่ระดับความสูงมากขึ้นทุกที ธรรมชาติรอบตัวค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อย บ้านเรือนที่ปลูกติดกันถี่ๆ ค่อยห่างกันมากขึ้นคั่นด้วยต้นไม้มากขึ้น จนกระทั่งนานๆ จะเห็นบ้านสักหลังหนึ่ง
ปานฯ ถามขึ้นว่า
“ทำไมเราต้องมาไหว้พระไกลถึงขนาดนี้คะ?”
“วันก่อนผมโทรคุยกับเพื่อน คุยไปคุยมาผมปรารภกับเขาว่าตั้งใจว่าจะพาปานฯ ไปไหว้พระ เนื่องจากแกเป็นคนปฏิบัติธรรมไง แกเลยแนะนำให้มากราบพระอาจารย์ที่เชียงรายนี่แหละ บอกว่าเป็นพระอาจารย์ที่ดี เทศนาธรรมเก่ง สอนการปฏิบัติก็เก่ง และยังบอกว่าการไปกราบพระน่ะที่ไหนก็ดีทั้งนั้นเพราะเราทำด้วยจิตอันเป็นกุศล แต่การได้มีโอกาสไปกราบพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจะเป็นกุศลยิ่งขึ้น แถมยังจะได้ฟังธรรมด้วยยิ่งเป็นกุศลมากขึ้น แกพูดฟังดูมีเหตุผลดีมากนะ.....
..... แกบอกว่าถ้าเราเลือกได้ เราก็ควรจะเลือก ถ้าเลือกไม่ได้ก็แล้วไปเพราะการทำบุญน่ะมันจบลงที่ใจ ถ้าทำบุญด้วยจิตเป็นกุศลเราก็ได้รับบุญนั้นแล้ว ไม่ต้องไปสนใจว่าที่เราได้ทำไปนั้นใครจะเอาไปอะไร ยังไง ซึ่งผมก็คิดว่าจริง แต่หากเลือกได้ ทำบุญกับพระที่ปฏิบัติชอบเรามั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อไปแน่ ไม่มีเหลวไหล ซึ่งผมก็เห็นด้วย”
ผมรู้สึกว่าเส้นทางที่เรากำลังจะไปนั้นไต่สูงขึ้นทุกทีเพราะรถตู้วิ่งช้าลงจนเห็นได้ชัด ขณะนี้บริเวณโดยรอบกลับกลายเป็นห้อมล้อมด้วยทิวเขาหลายเทือก สองข้างทางมีแต่ทุ่งนาอันเวิ้งว้าง สลับกับต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ ที่ขึ้นกันแน่นขนัด นานๆ จะเห็นบ้านเรือนสักหลัง
ปานฯ ถามต่อว่า
“แล้ววัดที่ว่านี่อยู่ไกลและสูงขึ้นมาขนาดนี้เชียวหรือคะ?”
ผมบอกว่า
“ส่วนใหญ่พระปฏิบัติจะอยู่วัดป่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนะ ที่อยู่ในเมืองใหญ่ก็มี แต่วัดป่านี่จะอยู่ในป่าจริงๆ หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ เดี๋ยวก็คงเห็นเอง เพื่อนบอกว่าที่อยู่ป่าก็เพราะสถานที่สงบเหมาะสำหรับการปฏิบัติภาวนาเจริญสติ ไม่มีไฟฟ้าจะมีก็แค่เครื่องปั่นไฟที่จะจ่ายไฟให้เป็นเวลาเช่นเวลาทำวัตรเช้า เย็นเป็นต้น เรื่องก็คือถ้ามีไฟฟ้าก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะตามมาเช่น ทีวี ตู้เย็น วิทยุ เป็นต้น ความจริงก็ไม่ใช่เป็นเพราะพระจะเอาแต่เป็นเพราะญาติโยมแหละที่เอาไปถวาย พระจะเลือกก็ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือมีไฟฟ้าเสียเลย ปัญหาก็จะลดลง”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้มีไฟฟ้าจะออกกฎระเบียบห้ามไว้ก็ได้นี่คะ” ปานฯ ถาม
“ได้น่ะได้ และคงทำอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าพระก็มีทั้งดีและไม่ดี คนบวชพระด้วยสาเหตุหลายอย่าง ผมคงไม่จำเป็นจะต้องอธิบายนะว่ามีอะไรบ้าง ก็คนน่ะ.....เมื่อมีพระมาก การควบคุมก็ลำบากมากขึ้นนั่นเป็นธรรมดา ที่ไม่ดีก็จะทำให้ที่ดีเสียไปด้วย.....นี่ปานฯ อย่าถามอะไรผมมากเดี๋ยวผมตอบไม่ได้ ที่ตอบไปก็เพราะเพื่อนที่ได้อธิบายให้ฟัง และตอบตามเหตุและผลที่ควรจะเป็น ผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก ถ้าอยากจะรู้อะไรลึกซึ้งเดี๋ยวกราบเรียนถามพระอาจารย์เองแล้วกัน”
“ปานฯ ก็ไม่ได้ถามอะไรลึกซึ้งนี่คะ”
“ถ้าจะลึกซึ้งในเรื่องอื่นเช่นเรื่องหัวใจทำงานยังไง มีกี่ห้อง แต่ละห้องมีใครบ้าง แบบนี้ค่อยน่าตอบหน่อย"
โปรดติดตามต่อไป
อาหารค่ำคืนนั้นเป็นมื้อที่กร่อยที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ คุณพ่อ คุณแม่และผมต่างนั่งกินกันอย่างเงียบเชียบ ผมนั่งเขี่ยอาหารไป เหลือบตามองคุณพ่อที คุณแม่ทีเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีโดยเฉพาะคุณพ่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ากลืนอาหารเข้าไปได้ยังไง ผมเดาว่าคุณพ่อเองก็ใช่ว่าจะเป็นสุขใจนักเพราะสีหน้าบอกแบบนั้น ส่วนคุณแม่วางหน้าเหมือนคนไม่รู้ร้อน ไม่ยอมช่วยสร้างสถานการณ์ให้ดีขึ้นเลย ผมเองก็แสนจะอึดอัด รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณพ่อจะพูดเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมาเสียที หรือจะมีอะไรพูดก็รีบพูดให้มันจบๆ ไป ไม่งั้นมันเหมือนภูเขาไฟที่ระอุอยู่ภายในจะระเบิดก็ไม่ระเบิด ได้แต่พ่นควันกรุ่นๆ ขึ้นมาจากปล่องทำเอาชาวบ้านนอนกันตาไม่หลับ
ป้าแม้นและเด็กรับใช้เข้ามาเก็บสำรับ และยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะ ชงกาแฟให้คุณพ่อ ส่วนผมโบกมือไม่เอา
คุณพ่อเคาะนิ้วเล่นบนโต๊ะ คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด แต่ที่สุดเป็นคุณแม่ที่พูดทำลายความเงียบขึ้นว่า
“นี่คุณ มีอะไรจะพูดกับลูกก็พูดให้มันจบๆ ไปเถอะ ดิฉันรำคาญ”
ผมถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่แบบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้นอีกว่า
“จะอะไรกันนักกันหนา”
ผมไม่เข้าใจในความหมายที่คุณแม่พูด ได้แต่จ้องหน้าคุณแม่อย่างขอคำตอบ แต่คุณแม่ก็ยังวางเฉย ที่สุดก็กลายเป็นผมเองที่ทนไม่ได้ พูดขึ้นว่า
“คุณพ่อมีอะไรก็บอกเถิดครับ ผมรับได้เสมอ”
คุณพ่อเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยขึ้นอย่างช้าด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
“พ่อถามหน่อยว่า ผู้หญิงเมื่อกลางวันเป็นใคร ชื่ออะไร”
“เป็นเพื่อนที่ทำงานจริงๆ ครับ เธอชื่อปานฯ”
“รู้จักกันมานานแล้วรึ?”
“จะว่านานก็นานครับ แต่มาคุ้นเคยกันมากหน่อยตอนหลังๆ”
“ทางบ้านเขาทำอะไร เป็นยังไง?”
“ผมทราบแต่ว่าคุณพ่อของปานฯ เป็นข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนฐานะทางบ้านผมไม่ทราบมากหรอกครับ แต่ดูๆ คงไม่ยากจนหรอกครับ”
“พ่อไม่ได้หมายความว่ารวยหรือจน แต่หมายความว่าเป็นคนดีหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบอะไรมากมายหรอกครับ แต่เท่าที่ทราบไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยอะไรนี่ครับ”
“แล้วเพื่อนของลูกล่ะ”
“ปานฯ นิสัยดีครับ”
คุณพ่อจ้องตาผมไม่กระพริบ ทำเอาผมใจแป้ว ถามต่อไปว่า
“ถามจริงๆ แกสองคนรักกันหรือเปล่า?”
“เอ่อ....ผม คือ.....” ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะบอกความจริงไปหรือไม่ดี ได้แต่อึกอัก คุณแม่คงรำคาญจนสุดทนพูดแทรกขึ้นว่า
“ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ก็บอกว่าไม่ มัวแต่อึกอักอยู่นั่นแหละ พ่อลูกคู่นี้จะเหมือนอะไรกันขนาดนั้น”
ผมตัดสินใจเด็ดขาด บอกว่า
“ครับ ผมรักปานฯ”
“แล้วปานฯ ล่ะ รักลูกหรือเปล่า?” คุณแม่ช่วยถามแทน
“รักครับ”
“เค้าบอกลูกหรือไง?” คุณแม่ซักต่อ
“ในทำนองนั้นครับ แต่.....” ผมยังไม่ได้บอกความจริงอีกอย่างที่ปานฯ เองก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกัน
คุณพ่อถามว่า
“แต่อะไร?”
“แต่ คงไม่มีประโยชน์อะไรมากหรอกครับ”
“เพราะอะไร?” คุณพ่อซักบ้าง
“ปานฯ บอกผมว่าเธอถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกันครับ”
ผมเห็นคุณพ่อและคุณแม่หันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าคุณพ่อจะซักผมเรื่องปานฯ ทำไม ทำไมไม่พูดเรื่องที่คุณพ่อจะให้ผมแต่งงานกับอีกคนหนึ่งมากกว่า ผมถามขึ้นว่า
“คุณพ่อจะถามเรื่องของปานฯ ไปทำไมครับ ถามไปก็แค่นั้น คุณพ่อมีอะไรที่ต้องการจะบอกผมก็บอกเลยดีกว่า ผมจะได้รู้ตัวล่วงหน้าเอาไว้บ้าง”
คุณพ่อเงียบ ไม่บอกว่าอะไร แต่หันไปพยักเพยิดกับคุณแม่คล้ายกับจะเกี่ยงให้คุณแม่เป็นคนพูด
คุณแม่รำคาญหนัก พูดขึ้นว่า
“คืออย่างนี้จ้ะ เราคือพ่อและแม่ไปเยี่ยมครอบครัวว่าที่ลูกสะใภ้มา ก็ว่าจะทำความตกลงกันให้จบเรื่องไป แต่กลับกลายเป็นว่ามารู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้น่ะท้องกับแฟนของเธอนั่นแหละ สาเหตุเป็น....”
คุณพ่อรีบโบกมือห้ามไม่ให้คุณแม่พูดต่อ
“เอาล่ะ พอแล้ว.....กลับมาเรื่องของลูกดีกว่า แล้วลูกคิดจะทำยังไงต่อไป?”
ผมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อีกแล้ว ส่วนเรื่องของปานฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังมืดแปดด้านอยู่ ผมบอกว่า
“ไม่ทราบครับ ผมจะทำยังไงได้ พาปานฯ หนีหรือครับ” ผมทำหน้าทะเล้นล้อๆ ด้วยความสบายใจเป็นทวีทับ
“บ้าสิ พูดบ้าๆ พ่อแม่เค้าจะได้มาถอนหงอกพ่อกับแม่แกน่ะซี” คุณพ่อเอ็ดเสียงดัง
คุณแม่พูดขึ้นว่า
“ก็คุณนั่นแหละ ชอบสร้างปัญหานัก ดิฉันเตือนแล้วก็ไม่เชื่อว่าอย่าไปฝืนใจลูกในเรื่องแบบนี้ คุณนั่นแหละที่ต้องช่วยลูก”
“อ้าว! ไหงมาโทษผมคนเดียวล่ะ คุณเองก็เห็นดีเห็นงามไม่น้อยไม่ใช่เหรอตอนแรกน่ะ พอเกิดเรื่องเลยโยนความผิดมาให้ผมคนเดียว” คุณพ่อหันไปโต้วาทีกับคุณแม่แทน ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“ก็หรือไม่จริง ดิฉันน่ะเป็นแค่ลูกขุนพลอยพยักเท่านั้น ดิฉันน่ะเป็นแค่ช้างเท้าหลังนะคะ” คุณแม่เถียง
“ทีอย่างนี้ล่ะเป็นช้างเท้าหลัง ถ้าเป็นเรื่องดีๆ เห็นกลายเป็นเท้าหน้าเสมอ” คุณพ่อโต้ขึ้นบ้าง
“คุณอย่ามานอกเรื่อง เรากำลังคุยแต่เฉพาะเรื่องนี้ อย่าเอาเรื่องอื่นมาปน” คุณแม่ไม่ยอม
“ก็หรือไม่จริง ผมพูดผิดตรงไหน”
“ผิดสิ ผิดตรง.....”
ผมเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายลุกลามกันไปใหญ่จึงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า
“คุณแม่ครับ คุณพ่อครับ อย่าให้เรื่องของผมทำให้คุณพ่อและคุณแม่มีปากเสียงกันเลย ตั้งแต่ผมโตมาไม่เคยเห็นคุณพ่อกับคุณแม่เคยมีปากเสียงกันเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะกรุณาช่วยผมคิดหน่อยว่าจะทำยังไงต่อไปก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง”
ทั้งสองฝ่ายจึงสงบสงครามลงได้
คุณแม่ให้ความเห็นว่า
“จะไปยากอะไร เราก็ยกทัพลุยเสียเลยก็สิ้นเรื่อง ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย.....ว่าแต่ลูกแน่ใจเหรอว่าหนูปานฯ น่ะเป็นคนดีจริง”
ผมยืดอกพูดขึ้นอย่างมั่นใจว่า
“จะดีน้อยกว่าคุณแม่ก็หน่อยเดียวน่ะครับ”
“แกมั่นใจขนาดนั้นเชียว” คุณพ่อติง
“ก็มั่นใจพอๆ กับที่คุณพ่อเลือกคุณแม่นั่นแหละครับ”
คุณแม่ยืดอกผายขึ้นบ้าง เชิดหน้าแสดงความภาคภูมิใจ
“จบกัน พูดแบบนี้ก็ไม่ต้องพูดต่อ”
คุณพ่อลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินหนีไปคุณพ่อก้มลงกระซิบกับผมว่า
“แกอาจจะเลือกผิดก็ได้นะ”
เสียงคุณแม่ดังแหวขึ้นว่า
“กระซิบอะไร ทำไมต้องกระซิบ......เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องของลูกจะว่ายังไง ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”
คุณพ่อหันมายิ้ม บอกว่า
“ผมยกให้คุณเป็นช้างเท้าหน้าแล้วกัน”
บทที่ 18 เตรียมทัพ
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลา 22.00 นาฬิกา ใจผมคันเหมือนมีมดเป็นล้านๆ ตัวมาเกาะกัด ไต่กันยั้วเยี้ยไปหมด ต้องผุดลุกผุดนั่งจากบนเตียงไปที่โซฟา จากที่โซฟาลงไปนั่งบนพื้น จากบนพื้นเดินออกไปนอกระเบียง เพราะผมอยากทราบข่าวคราวจากปานฯ บ้าง ครั้นจะโทรศัพท์ไปหาเสียเองก็ไม่กล้า ไม่รู้ว่าปานฯ กับคุณพ่อจะคุยกันไปถึงไหน ผมจึงได้แต่รอ รอโทรศัพท์จากปานฯ นี่แหละหนาที่เขาว่า ‘ความรักคือความทุกข์’
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเถียงหัวชนฝาแน่หากใครมาบอกผมว่าความรักคือความทุกข์ มันต้องเป็นความสุขสิถึงจะถูก เพราะความรักมันช่างแสนหอมหวาน จะเอาเกสรดอกไม้นานาพันธุ์จากสวรรค์ทั้งเจ็ดมารวมกันก็ยังไม่หวานเท่า แต่ตอนนี้เมื่อตรองดูให้ดีจะเห็นว่า อันความหอมหวานเช่นว่ามันก็มีอยู่บ้าง แต่มันก็เพียงชั่วคราว บัดเดี๋ยวก็หายไปกลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนที่จนได้ คนที่มีความรักเองแหละจะรู้ดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนในโลกที่ไหนสักคนที่ออกมายืนยันว่าความรักนั้นมีแต่ความสุข บางทีเราอาจเห็นบางคู่ที่ครองรักกันจนแก่เฒ่า แต่นั่นเป็นเพียงการมองจากภายนอก ใครจะไปรู้ความจริงข้างในว่าเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องจบลงด้วยความทุกข์อยู่ดีนั่นเองเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายจากกันไป มันทรมานจิตใจจะเรียกว่าเป็นความสุขได้อย่างไร
ดังที่พระรูปนั้นที่ผมได้ตักบาตไปเมื่อหลายวันก่อนได้กล่าวเตือนสติแก่ผม ‘แก้วน้ำแก้วเล็กใช่ว่าจะมีน้ำหนักอะไรมากมาย ปัญหาอยู่ที่ต้องถือไว้นานขนาดไหนต่างหาก’ - ถ้าน้ำแก้วนั้นคือความรัก อย่าบอกผมนะว่าจะถือน้ำแก้วนั้นไปตลอดชีวิต
แต่กระนั้นก็ตาม ใจที่ยังมีกิเลสอย่างผมก็ยังปรารถนาที่จะมีรัก แม้จะรู้ แม้จะเข้าใจก็ตามที ต่อให้เป็นกองไฟแดงๆ ที่รู้แน่ว่าร้อน แต่ผมก็พร้อมที่จะลุย
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลาเที่ยงคืน ยังไม่มีโทรศัพท์จากปานฯ ไม่เคยมีช่วงเวลาใดของชีวิตเลยที่ผมจะเป็นทุกข์เยี่ยงนี้มาก่อน ใจที่มีความรู้สึกมีมดนับล้านมากัดตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นมีเข็มเล่มยาวเสียบปักลึกลงไปอย่างช้าๆ มันจี๊ดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า หัวสมองของผมมึนตึบด้วยคำถามร้อยแปดที่หาคำตอบไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับปานฯ? เธอมีปัญหาอะไรกับคุณพ่อหรือเปล่า? เธอถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ติดต่อกับผมอีกต่อไปหรือไร? หรือเลวร้ายกระทั่งคิดไปเลยเถิดว่าเธอถูกทำร้ายร่างกาย? ประสพอุบัติเหตุ? หรือเสียชีวิตแล้ว?
ผมอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป คว้าโทรศัพท์ กดเบอร์ที่ผมสามารถท่องได้จนขึ้นใจ เสียงจากโทรศัพท์บอก “เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” ตามด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ผมกดเบอร์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง มองจนมั่นใจว่าไม่ผิดเบอร์แน่ แต่เสียงสตรีที่ถูกบันทึกเอาไว้บอกข้อความเดิมซ้ำอีก เมื่อกดโทรศัพท์ไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง กดจนอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้ง มั่นใจแน่ว่า ไม่มีทางที่จะติดต่อได้ในขณะนี้ แล้วในขณะอื่นเล่า?
เสียงฟ้าลั่นคำรามสนั่นปลุกให้ผมตกใจตื่นขึ้น แสงอสุนีบาตแปลบปลาบแตกเป็นสายยาวเหมือนรากต้นไม้กระจายไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำ ตามด้วยเสียงดังกัมปนาทสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สายลมกรรโชกมารุนแรงพาให้กิ่งใบของต้นไม้เสียดสีกันดังขรม ต้นของมันเอียงเอนสะบัดไปมาราวกับมีมือยักษ์จับมันเขย่าเอาๆ กอไผ่สูงที่ขึ้นริมน้ำเบียดเสียดกันส่งเสียงเอียดอาดแข่งกับลมพายุที่กระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่นานนักพระพิรุณก็สาดเป็นสายราวฟ้าแตก มันตกจั้กๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตาราวฟ้าโกรธเคืองแผ่นดินก็ไม่ปาน
ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้ง มันบอกเวลาตีสามเศษ ตอนที่ผมเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียนั้นคือเวลาตีสองเศษ สิ่งเดียวที่ผมคิดได้ในตอนนั้นคือ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเบอร์ของปานฯ คำตอบยังคงเดิม
คำถามเดิมๆ เวียนเข้ามารกสมองเป็นอีกครั้งจนรู้สึกว่าตัวเองกับใจที่เป็นทุกข์นั้นน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน ทันใด ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองอันเหนื่อยล้า นั่นคือ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับปานฯ จริงๆ แล้วผมจะทำอะไรได้ เมื่อได้คำตอบแก่ใจของตนเอง ใจจึงเริ่มคลายทุกข์ลงและหลับไป
เสียงโทรศัพท์ปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมมองดูนาฬิกา มันบอกเวลา 8 โมงเช้า
“ปานฯ จ๊ะ ทำไมเมื่อคืนไม่โทรมา?.......เผลอหลับไปเหรอ?......ไม่เป็นไรหรอก รู้ว่าปานฯ สบายดีก็ดีแล้ว วันนี้เราคงทานอาหารเที่ยงด้วยกันไม่ได้ ผมมีงานเยอะ แล้วเราค่อยเจอกันตอนหลังเลิกงานแล้วกันนะ......หวัดดีจ้ะ”
สรุปแล้ว ความคิดของคนเราจะเป็นดั่งมรสุมร้ายที่กัดกร่อนจิตใจของตัวเองก็ได้ หรือจะเป็นลมที่พัดเย็นสบายเหมือนยืนอยู่บนเนินเขาก็ได้อีกเหมือนกัน มันอยู่ที่เราจะคิด มันอยู่ที่ใจของเราจะพาไป
หลังเลิกงาน เรานัดเจอกันที่ที่จอดรถของโรงแรมแบบเดิม ความจริงเราเลือกที่จะไม่แคร์ต่อสายตาและคำพูดของใครๆ ก็ได้ แต่ที่เราไม่เลือกทำแบบนั้นเป็นเพราะผมเห็นว่าคนที่เสียหายคือฝ่ายที่เป็นหญิงมากกว่า ลำพังผม คงไม่กระไรนัก แต่ต้องบอกตามตรงว่ามันก็ทำให้อดรำคาญใจไม่ได้อยู่เหมือนกัน จริงอยู่การเป็นพญาอินทรีที่จะบินอยู่เหนือคนอื่นย่อมไม่ควรสนใจต่อเสียงของบรรดานกกระจิบ นกกระจอกทั้งหลาย หากทนรำคาญไม่ไหว ยกปีกขึ้นอุดหู มันคงตกลงมาตาย อย่างแน่นอน ถ้าเลือกได้ ผมคงบินไปให้พ้นๆ หรือบินขึ้นสูงขึ้นไปอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องมาทนฟังเรื่องไม่เป็นมงคลต่อไป
ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายหลากขึ้นเรียงรายอยู่โดยรอบให้ร่มเงาเป็นอย่างดี อีกเป็นแหล่งพักพิงของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งกระรอกและนกกา สระน้ำขนาดใหญ่หลายสระมีคูเล็กเชื่อมติดต่อกันให้ความชุ่มชื่นใจอย่างประหลาดและเป็นเคหาสน์ของบรรดาสัตว์น้ำน้อยใหญ่ มีเก้าอี้หินวางเรียงรายเป็นระยะๆ ให้นั่งพักผ่อนชมนกชมไม้ตามอัชฌาสัย มีทางลาดซีเมนต์ที่คดเคี้ยวไปมาตลอดทั่วทั้งบริเวณให้ผู้คนได้ใช้เป็นทางวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง เดินเล่นบ้าง ขี่จักรยานบ้าง พื้นหญ้าสีเขียวขจีนุ่มนวลให้คนปูเสื่อนั่งเล่น หนุ่มสาวนอนหนุนตักบอกภาษารักกัน
ผมจอดรถที่ด้านหนึ่งของสวนลุมฯ เดินเกี่ยวก้อยกับปานฯ ตัดผ่านไปตามสนามหญ้า เราเลือกที่นั่งริมสระน้ำ สายตาเหม่อมองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนเปลวแดดยามเย็นดูนวลตา
ผมเอ่ยขึ้นก่อนว่า โดยเลือกที่จะไม่กล่าวถึงความบ้าบอของจิตใจของผมเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวเธอจะย่ามใจเกินไปก็ไม่รู้ได้
“สรุปให้ผมฟังหน่อยสิว่าเมื่อคืนคุยกับคุณพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ คุณพ่อถามถึงคุณว่าเป็นใคร อะไร อย่างไร ปานฯ ตอบไปเท่าที่ปานฯ ทราบ ท่านฟังแล้วก็ไม่เห็นว่าอะไร มีแต่เฉยลูกเดียว อ่านใจลำบากมากค่ะ สีหน้าก็ไม่แสดงอะไร จนเดาไม่ได้สักนิด ท่านถามด้วยนะคะว่าเรามีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งขนาดไหน ตอนแรกคิดจะบอกไปให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แต่ปานฯ ไม่กล้า เกรงว่าพายุจะถล่ม ปานฯ เลยบอกแต่เพียงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ปานฯ ไม่ทราบว่าท่านจะเชื่อมากน้อยสักขนาดไหน แต่คงไม่ทั้งร้อยล่ะค่ะเพราะปานฯ เชื่อว่าท่านคงพอมองออกและเดาได้ไม่ยาก......
........ส่วนเรื่องนั้น ท่านยังไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น”
ผมตั้งใจฟังอย่างดี ไม่รู้จักซักไซร้อะไรอีกจึงพูดในเรื่องที่อยากจะพูด
“ผมมีเรื่องจะปรึกษาปานฯ เป็นเรื่องสำคัญ” ผมพยายามทำน้ำเสียงให้ฟังดูจริงจัง
“สำคัญขนาดไหนคะ”
“ขนาดใหญ่”
“ไม่มีขนาดกลางหรือขนาดเล็กหรือคะ?” ผมสบายใจขึ้นอักโข พอเดาได้ว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ปานฯ หนักอกเกินไปกว่าที่มีอยู่เดิม
“ไม่มี มีขนาดเดียว”
“ก็ว่ามาสิคะ”
“ต่อจากเรื่องเมื่อวานที่ผมคุยกับคุณพ่อและคุณแม่นั่นแหละ คือเมื่อท่านได้ซักถามผมเกี่ยวกับปานฯ จนเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม ผมได้ขอความเห็นจากท่านทั้งสอง สรุปก็คือคุณแม่สั่งลุย” ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผมจึงไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ปานฯ ฟังเลย คงคิดเพียงง่ายๆ ว่า ไม่อยากถมทับความไม่สบายใจของเธอให้เพิ่มขึ้น
ปานหันมามองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ
“สั่งลุยคืออะไรคะ?”
“สั่งลุยก็คือท่านจะไปเจรจาความกับคุณพ่อและคุณแม่ของคุณเรื่องของเรา”
“หา ว่าอะไรนะคะ?” ปานฯ ทำตาโตไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ปานฯ ได้ยินถูกต้องแล้ว”
“ถ้าจะมาจริงคงต้องพกปืนมาด้วยล่ะค่ะ”
“ขนาดนั้นเชียวรึ?” ผมทำตาโตบ้าง
“ขนาดนั้นเชียวค่ะ คุณพ่อของปานฯ เป็นคนที่ค่อนข้างแข็ง ประเภทหักได้แต่ไม่ยอมงอเด็ดขาด ถ้าลองท่านตัดสินใจแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนใจท่านได้”
“ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?”
ปานตรองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบว่า
“ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผล หรือท้าทายมากๆ ล่ะก็ มีหวังดวลปืนแน่ค่ะ”
“แต่ผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นนะครับว่าคุณพ่อคงไม่ไปหาเรื่องตายหรอก ท่านเป็นนักเจรจาต่อรองตัวยงคนหนึ่งเหมือนกันไม่อย่างนั้นจะทำธุรกิจมาได้ขนาดนี้หรือ คุณแม่เองก็ใช่เบาไม่อย่างนั้นจะปราบคุณพ่อได้ยังไง ถ้าท่านจำเป็นต้องพูดล่ะก็ ท่านสามารถกล่อมลิงให้หลับทั้งฝูงได้เลย”
“แต่ปานฯ ว่า.....” น้ำเสียงของเธอบอกชัดว่าไม่มีความเชื่อมั่นเลยสักนิด และเห็นว่าเป็นร้ายมากกว่าดี
ผมพูดแทรกขึ้นก่อนที่ปานฯ จะได้พูดต่อ
“ปานฯ ฟังผมนะ ผมอยากถามปานฯ หน่อยว่าท่าทีของท่านขณะที่สอบถามเรื่องผมน่ะเป็นอย่างไร?”
“ก็ ธรรมดาๆค่ะ”
“สีหน้าท่านเป็นปกติหรือดุดันอะไรทำนองนี้หรือเปล่า?”
“เฉยๆ ค่ะ”
“หลังจากที่ปานฯ เรียนท่านว่าคบกับผมในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ปานฯ คิดว่าท่านเชื่อสักแค่ไหน?”
“คง.....ห้าสิบห้าสิบมังคะ”
“ไม่ได้เชื่อปานฯ สนิทใจร้อยเปอร์เซนต์”
“อย่างที่เล่าไปแล้วไง มันจะร้อยเปอร์เซนต์ได้ไงในเมื่อท่านเห็นเราเพียงลำพังสองคนที่นั่น และไม่รู้ว่าท่านเห็นอะไรมากไปกว่าการปฏิบัติต่อกันแบบเพื่อนหรือเปล่า”
“ก็ประมาณ ห้าสิบห้าสิบ”
“ค่ะ”
“งั้นลองคิดดู ถ้ายังมีห้าสิบที่ท่านไม่เชื่อแล้วท่านไม่ได้ว่ากล่าวหรือซักไซร้อะไรและยังเฉยๆ นั่นแหละคือความเป็นไปได้”
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเชียว”
“มั่นใจเพียงห้าสิบว่าพอเป็นไปได้ ยังไงก็ต้องลอง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
“แล้วถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาล่ะคะ”
“สุดท้ายคือต้องพูดให้คุณพ่อปานฯ คิดให้หนักแหละ ผมเชื่อว่าอย่างไรเสียท่านก็รักปานฯ เทียบได้ด้วยชีวิตก็ว่าได้ ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านต้องเสียผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ซึ่งข้อหลังนี้ผมไม่เชื่อว่าจะมี”
“ถ้าคุณจะลุย ปานจะเป็นไส้ศึกให้เอง”
เธอเอียงศีรษะลงวางบนไหล่ สายตามองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สลัวลง สายลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ กับเสียงนกที่ทะเลาะกันบ้าง ฝากรักกันบ้าง ผมกุมมือเรียวนั้นไว้อย่างทะนุถนอมดังดวงใจ
บทที่ 19 ออกศึก
บทเรียนที่ผมได้รับจากคุณพ่อนับเป็นคุณอนันต์ ท่านสั่งให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณพ่อของปานฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่เรื่องยากเพราะผมมีไส้ศึกอย่างปานฯ ที่ป้อนข้อมูลให้อย่างลึกซึ้ง ผมยังอดที่จะถามคุณพ่อไม่ได้ว่า
“คุณพ่อจะรู้ไปทำไมครับ เรากำลังจะไปเจรจากับคุณพ่อของปานฯ ไม่ได้ไปสัมภาษณ์เพื่อทำชีวประวัตินะครับ”
“แกยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ นี่เขาเรียกในการศึกว่า ‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะสองร้อยครั้ง’ ถ้าแกไม่รู้จุดอ่อนหรือจุดแข็งของข้าศึก ไม่รู้สมรภูมิรบเป็นอย่างไร ไม่รู้กำลังของข้าศึก ไม่รู้ว่าจะมีกองหนุนอีกหรือไม่ ไม่รู้อะไรสักอย่าง ประมาทเหิมเกริมนึกว่ายิ่งใหญ่ ส่งทหารออกไปรบมีหวังตายหมดไม่เหลือหรอ.....นี่ก็เหมือนกัน ถ้าแกจับจุดไม่ถูก ไม่รู้เหนือรู้ใต้ แม้จะพูดจาเป็นกลางๆ ไปก็เหอะ แต่หากไปเกี่ยวเอาจุดอ่อนของเขาเข้า การเจรจาก็พังทลายได้ง่ายๆ แกเคยอ่านสามก๊กบ้างหรือเปล่า?”
ผมพยักหน้า แต่ความจริงผมอ่านแต่เพียงผ่านๆ เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าจะเอาสาระ โดนคุณพ่อย้อนเข้าให้ว่า
“นี่ขนาดแกอ่านยังไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะ”
“โถ คุณพ่อครับ ผมน่ะแค่ไก่อ่อนย่อมต้องให้คุณพ่อสอนขันเป็นธรรมดา
ที่คุณพ่อยอมออกหน้าไปเจรจาความให้ผมก็เป็นเพราะคุณแม่
“มีอย่างที่ไหน เป็นผู้นำครอบครัว ไม่ช่วยลูกแก้ปัญหามันจะถูกที่ไหน ปากก็พูดๆๆ ว่าอยากให้ลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาถึงขนาดตรวจสอบข้อมูลของบรรดาเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ที่คิดว่ามีความเหมาะสมทัดเทียม เพื่อหาลูกสะใภ้มาให้ลูก พอมีปัญหาเกิดขึ้นจะให้แม่เป็นคนออกหน้ามันมีเหตุผลที่ไหน แม่ก็เลยยื่นคำขาดเสียเลย”
หลังจากที่กำหนดวันเคลื่อนทัพได้แล้ว ผมและปานฯ ได้คุยกันเรื่องนี้
“ผมปรึกษาคุณพ่อแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์นี้ที่เราจะไปคารวะคุณพ่อปานฯ ที่บ้านเมืองนนท์ ปานฯ มีความเห็นว่ายังไง?”
“ตกลงจะลุยจริงๆ หรือคะ?” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะไม่แอบพอใจอยู่ลึกๆ เพราะแววตาบอกอย่างนั้น
“จริงสิ ที่ปานฯ ต้องทำคือเรียนให้ท่านทราบ”
“แล้วปานฯ จะไปเรียนคุณพ่อว่ายังไงดีล่ะ”
ผมตรองดูครู่เหนึ่ง บอกว่า
“จะเรียนท่านไปตามตรงก็เกรงว่าท่านจะสงสัย คุณพ่อผมบอกว่าต้องจู่โจมอย่าให้ท่านรู้ตัว....อืม....อย่างนี้ได้ไหม เรียนท่านว่าจะมีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเป็นเชิงบอกกล่าวและขออนุญาตโดยไม่ต้องบอกว่าคุณพ่อและคุณแม่จะมาด้วย เมื่อไปถึงค่อยเรียนท่านแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อผมต่อไป”
“ก็.....ตามใจเถอะค่ะ ปานฯ จะบอกไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัน”
การไม่ทัดทานหมายถึงการอนุญาตกลายๆ ย่อมอธิบายถึงความรู้สึกในส่วนลึกได้ หากข้างหน้าเป็นกับดัก คงไม่มีใครจะดูดายปล่อยให้เข้าติดกับเป็นแน่โดยเฉพาะเป็นคนที่รัก ใครจะรู้ใจใครได้ดีกว่าคนที่อยู่ร่วมสายโลหิตกันมาแต่ไหนๆ นั่นเป็นคำตอบที่ไม่ใช่เกิดจากการเดาโดยไม่มีข้อมูลแต่มีเหตุและผลพอที่จะรุกหน้าต่อไปได้
ต้นถนนสายเล็กที่แยกจากเส้นทางใหญ่ก่อนถึงตลาดกลางของเมืองค่อนข้างจะแออัดไปด้วยห้องแถวที่ทำมาค้ากันอย่างคึกคัก ผ่านไปไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรแปรเปลี่ยนบ้านเรือนเป็นแนวขนานไปกับถนนจนแทบไม่มีที่ว่างเปล่า ต่อเมื่อแยกเข้าถนนซอยอีกสายหนึ่ง บ้านเรือนจึงค่อยบางตาลง ปลูกห่างกันมากขึ้น ชุ่มชื่นร่มรื่นด้วยความเขียวสดของเหล่าพรรณไม้นานา
ปานฯ จัดการดึงตัวคุณพ่อและคุณแม่ให้มานั่งเล่นรับลมเย็นยามเช้าที่ชั้นล่างของบ้านเรือนไทยยกพื้นสูง บริเวณตรงกลางใต้พื้นชานเรือนมีโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ ล้อมด้วยเก้าอี้ทั้งสี่ด้านเฉพาะที่หัวและท้ายโต๊ะเท่านั้นที่ตั้งเก้าอี้เพียงฟากละหนึ่งตัว ด้านยาวทั้งสองมีด้านละสามตัว กลางโต๊ะมีแจกันลักษณะเป็นชามปากกว้างประดับด้วยกล้วยไม้สดสีม่วงแกมขาวยาวย้อยห้อยไปรอบทิศ ด้านที่ชิดกับหน้าเรือนมีตั่งขนาดใหญ่วางอยู่ มีหมอนอิงผ้าลายไทยวางอยู่สองด้าน อีกด้านซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านหันสู่คลองสายเล็กที่ทอดผ่านลึกเข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้เป็นพ่อกำลังดื่มชาร้อนๆ นั่งอิงหมอนอิง ชันเข่าข้างหนึ่งเป็นที่ท้าวแขน ข้างๆ มีชุดชงน้ำชา มีตัวกาดินเผาขนาดกะทัดรัดพร้อมถ้วยชาใบเล็กสี่ใบวางอยู่บนถาดที่มีร่องอยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นภาชนะสำหรับรับน้ำร้อนและน้ำชาที่ไหลล้นออกมาจากตัวกาน้ำชา
ผู้เป็นแม่นั่งพับเพียบ อิงกายเข้ากับหมอนอิง จัดคุกกี้แผ่นบางๆ ชิ้นเล็กลงใส่จาน โดยมีปานฯ นั่งพับเพียบหลังตรงกำลังอ่านหนังสือให้คุณพ่อและคุณแม่ฟัง
ผมขับรถให้คุณพ่อนั่งหน้าคู่กับผม ส่วนคุณแม่นั่งหลัง เมื่อมองจากภายนอกแทบจะมองไม่เห็นตัวเรือน เนื่องจากถูกบดบังด้วยไม้ใหญ่ประเภทต้นก้ามปูสามสี่ต้นที่ขยายกิ่งก้านสาขาลงปกคลุมหลังคาเรือน อีกพรรณไม้อื่นที่ขึ้นสลับดูซับซ้อนแต่เป็นระเบียบดี
เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งตรงมาที่ประตูรั้ว เปิดประตูรั้วให้ ผมลดหน้าต่างรถลง บอกว่า
“ผมจะมาพบคุณปานฯ ช่วยเรียนคุณปานฯ ให้หน่อย”
เด็กสาวยิ้มกว้างขวาง บอกว่า
“เชิญค่ะ ขับตรงเข้าไปและจอดรถทางขวานะคะ”
เสียงล้อรถยนต์บดถนนที่โรยด้วยกรวดเม็ดเล็กทำให้ใจของผมสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อจอดรถสนิท ปานฯ เดินตรงมาที่รถ ประนมมือไหว้พร้อมย่อตัวลงอย่างอ่อนช้อย คุณพ่อคุณแม่ยกมือไหว้ตอบ ผมรีบลงจากรถมา เปิดประตูรถให้
“สวัสดีค่ะคุณอา เชิญด้านในก่อนค่ะ”
ผมแอบเห็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่มองดูปานฯ อย่างพินิจ ใบหน้ามีรอยยิ้มด้วยความพึงใจ
ผมแอบกระซิบกับปานฯ ขณะที่เดินไปยังหน้าเรือนว่า
“อากาศดีใช่ไหมปานฯ”
ปานอมยิ้ม ตอบแทบไม่ขยับปากว่า
“ยังดีอยู่มากค่ะ”
เมื่อเราเดินไปถึงหน้าเรือน คุณพ่อและคุณแม่ของปานฯ ลุกขึ้นจากตั่ง เดินมาต้อนรับเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นผู้ใหญ่ สายตาที่มองลูกสาวที่เดินนำมาเต็มไปด้วยคำถาม โดยเฉพาะคุณพ่อของปานฯ ที่หันไปมองลูกสาวตรงๆ เมื่อท่านเห็นผมเข้า ผมเดาว่าท่านคงจำผมได้อย่างแน่นอน
ปานพูดแนะนำขึ้นว่า
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ คุณพ่อและคุณแม่ของเพื่อนหนูค่ะที่หนูเรียนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่บ้านวันนี้ค่ะ”
เราต่างยกมือไหว้อย่างนอบน้อม คุณพ่อเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรว่า
“สวัสดีครับท่าน ต้องกราบขออภัยท่านอย่างใหญ่หลวงที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า บังเอิญเพิ่งทราบจากลูกชายว่าจะมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่เมืองนนท์ ผมเองไม่ได้มาเที่ยวแถวเมืองนนท์หลายปีดีดัก เลยขอลูกตามมาด้วย ทั้งได้ทำความรู้จักเพื่อนๆ ของลูกชายด้วย และทราบมาเลาๆ ว่าบ้านหลานปานฯ นั้นร่มรื่นน่าอยู่น่าอาศัย แถมยังเป็นบ้านทรงไทยที่แสนคลาสสิก จึงกระหายที่จะได้มาเห็นสักครั้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะไม่ถือโทษที่ผมถือวิสาสะจนเกินไป”
คุณพ่อของปานฯ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ได้แต่ยิ้มกว้างขวางต้อนรับ รับไหว้และเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งที่โต๊ะรับแขก พลางกล่าวขึ้นว่า
“จะเป็นไรเล่าครับ ดีเสียอีกที่มีโอกาสได้ต้อนรับทั้งเพื่อนลูกสาวพร้อมพ่อและแม่ด้วยยิ่งเป็นการดีใหญ่ กลัวอย่างเดียวว่าจะต้อนรับไม่ดีพอเสียล่ะมากกว่า”
ก่อนจะนั่งลงคุณพ่อรับถุงพลาสติกจากคุณแม่ ยื่นมอบให้ พลางกล่าวว่า
“ผมเป็นคนชอบดื่มชา และเห็นว่าน้ำชามีประโยชน์ต่อร่างกายสารพัดเหมาะสำหรับทุกวัย เลยติดมือมาฝากท่าน”
คุณพ่อรู้จักเลือกของกำนัลที่เหมาะกับโอกาส มันไม่สูงค่าจนผู้รับอึดอัด มีคุณค่าสำหรับการเริ่มสัมพันธภาพ นั่นเป็นเพราะปานฯ ที่ให้ข้อมูลไว้
เด็กสาวที่เปิดประตูรั้วเมื่อครู่รินน้ำเย็นมาบริการให้
“ช่างบังเอิญเสียจริง ผมก็นิยมการดื่มชา จริงอย่างที่คุณว่าแหละชามีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยเฉพาะคนสูงอายุอย่างเรา” คุณพ่อของปานฯ รับห่อชานั้นไว้ ส่งต่อให้ภรรยา
“จริงครับ เพราะใบชามีสารชนิดหนึ่ง ผมจำไม่ได้หรอกครับว่าเขาเรียกสารนี้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้หลอดเลือดไม่อุดตัน และยังช่วยการขับถ่ายของไขมันไม่ให้เกาะกับเส้นเลือดของเรา”
ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสรรพคุณของชาได้อย่างไร และที่พ่อบอกว่าชอบดื่มชา ผมเคยเห็นเพียงนานๆ ครั้งเท่านั้นที่คุณพ่อจะชงชาดื่ม
คุณพ่อของปานฯ บอกว่า
“สารที่ว่านั่นเขาเรียกว่าสารแทนนิ่นครับ”
“อืม นั่นสิ ผมเคยจำได้แต่ก็ลืมไปสนิท จะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก นี่แสดงว่าท่านต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับชามากแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าคุณพ่อของปานฯ และคุณพ่อของผมเริ่มสนทนากันเรื่องชาเป็นปฐมบท คุณแม่ของปานฯ หันมาคุยกับคุณแม่ของผม บอกว่า
“ปล่อยให้ผู้ชายเค้าคุยกันเรื่องชาไปเถิดค่ะ ดิฉันจะพาคุณนายไปเดินเล่นรอบบริเวณบ้านจะดีกว่าไหมคะ”
“อย่าเรียกดิฉันว่าคุณนายเลยค่ะ ฟังดูห่างเหินจัง เรียกดิฉันว่าอี๊ดแล้วกันค่ะ” คุณแม่บอกชื่อเล่น พลางลุกขึ้นตามคุณแม่ของปานฯ ปานฯ ทำท่าจะลุกขึ้นด้วยแต่ผมขยิบตาเป็นสัญญาณ เธอจึงนั่งนิ่งอยู่ตามเดิม
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยขึ้นบ้างว่า
“งั้นเรียกดิฉันว่าส้มนะคะ”
การสนทนาเรื่องชาระหว่างคุณพ่อเป็นไปอย่างออกรส ส่วนใหญ่คุณพ่อของปานฯ จะเป็นผู้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวชา ทั้งเรื่องพิธีการชงชาของจีนซึ่งมีการสืบทอดมาอย่างไร พิธีการชงชาของญี่ปุ่นที่ทั้งหรูหราและมีพิธีการมากๆ เรื่อยไปจนถึงการชงชาแบบอังกฤษ คุณพ่อผมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี บางครั้งจะถามแทรกบ้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อสิ่งที่ผู้พูดกำลังพูด
คุณพ่อของผมเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งว่า
“บรรยากาศรอบบ้านแสนจะอบอุ่นเช่นนี้ เต็มไปด้วยกล้วยไม้หลากชนิดและสีสัน เหมาะสำหรับการนั่งจิบชาไป ชื่นชมธรรมชาติไป ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาเสียจริงนะครับ กล้วยไม้ที่เห็นเหล่านี้ท่านเป็นคนเลี้ยงเองสิครับ”
“อย่าเรียกผมว่าท่านเลย เรียกชื่อสมควรดีกว่า ใช่ครับ ผมเป็นคนเลี้ยงเอง มีเรือนกล้วยไม้ที่หลังบ้าน ไปสิครับ ผมจะพาไปดู”
“โอ้โฮ! ถึงกับมีเรือนกล้วยไม้เชียวหรือครับ งั้นผมต้องขอไปชมหน่อยล่ะครับ คุณสมควรท่าจะมีความรู้หลากหลายเชียวนะครับ”
คุณพ่อของปานฯ ยิ้มแก้มแทบปริที่ได้ฟังคำสรรเสริญจากคุณพ่อ ท่านลุกขึ้นเดินนำคุณพ่อ
คุณพ่อบอกว่า
“ปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันไปเถิดนะครับ เขาคงจะยังไม่สนใจเรื่องชาเรื่องกล้วยไม้เท่าไรหรอก”
ทันทีที่คุณพ่อทั้งสองเดินลับสายตาไปที่ด้านหลังบ้าน ผมและปานฯ ถอนใจออกมาพร้อมกันเฮือกใหญ่ หันมายิ้มให้กันอย่างเปิดเผย
ปานฯ บอกว่า
“จริงอย่างที่คุณบอกเลยนะคะที่คุณพ่อคุณเป็นนักเจรจาตัวยงคนหนึ่ง นำเรื่องชาขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนาก่อน ตอนแรกปานฯ คิดว่าท่านจะตรงเข้าประเด็นเลย แต่ที่ไหนได้”
“ผมรับรองครับว่าท่านจะยังไม่พูดถึงเรื่องที่ต้องการจะพูดหรอก ยังอีกนาน ท่านจะชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยและวกเข้าเรื่องโดยที่คู่สนทนาไม่ทันรู้ตัว ท่านจะสร้างความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นให้ได้ เมื่อความเป็นกันเองเกิดขึ้นการเจรจาเรื่องอื่นก็ง่ายเข้า”
“เดี๋ยวปานฯ คงเป็นจำเลยให้คุณพ่อซักแน่ ตะกี้คุณพ่อมองปานฯ ด้วยสายตาประหลาดๆ”
“ก็คงมีแหละ ว่าแต่ ปานฯ ประเมินสถานการณ์จากลักษณะของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ดีมากค่ะ ลำพังที่บ้านไม่ค่อยมีโอกาสได้ต้อนรับใครมากนักหรอกค่ะหลังจากที่คุณพ่อเกษียนจากราชการแล้ว หากมีคู่สนทนาที่ออกรสแบบนี้ ปานฯ ว่าคุณพ่อคงเชิญให้อยู่รับประทานอาหารเที่ยงด้วยแน่” ทั้งสายตา ใบหน้าและรอยยิ้มเล็กๆ บ่งบอกถึงความสบายใจ เธอหันไปเรียกเด็กสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไปบอกให้ไปเตรียมสำรับสำหรับอาหารกลางวันให้ครบจำนวนคน
“คุณแม่ปานฯ ก็เป็นกันเองมากนะครับ หน้าตาท่าทางท่านใจดีจัง” ผมชื่นชมจากใจจริง
“คุณแม่น่ารักค่ะ คุณแม่คุณท่าทางเป็นอย่างที่คุณบอกไว้เลยนะคะ”
“ผมว่าคุณแม่จะต้องพูดจนหาพวกได้อีกคนแหละ รับรองจะเป็นกองหนุนอย่างดี”
เสียงหัวเราะของคุณพ่อทั้งสองดังแว่วมาจากด้านหลังบ้าน เราต่างมองตากันด้วยความยินดี
บทที่ 20 ปูทาง
ลำคลองสายเล็กที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายาวคดเคี้ยวลึกเข้าไปผ่านด้านข้างของที่ดินมีต้นมะพร้าวเรียงรายไป มีศาลาริมน้ำสร้างด้วยไม้ทั้งหลังแม้จะดูเก่าไปบ้างแต่ยังแข็งแรง สะอาดตา จากศาลาริมน้ำ เมื่อมองไปยังด้านหลังที่ดินมีต้นผลไม้หลากชนิดทั้งชมพู่ ขนุน มะม่วง บางต้นสูงใหญ่เหมือนอยู่มาจนเก่าแก่ใกล้เคียงกับอายุของบ้านทรงไทยหลังนี้ที่แม้จะเก่าแต่ดูเป็นสง่า ให้ความอบอุ่นแก่ผู้อาศัย
ปานฯ ชวนผมให้มานั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ เห็นคุณแม่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานในครัวซึ่งตั้งอยู่หลังบ้าน มีแม่ครัวและเด็กสาวคนนั้นกำลังจัดแจงเรื่องในครัวอยู่
เราลุกขึ้นเมื่อเห็นคุณพ่อทั้งสองเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ คุยกันไป หัวเราะกันไปราวกับคุ้นเคยกันมาแรมปี เมื่อเข้ามาใกล้พอจะได้ยินการสนทนา ผมและปานฯ ต่างมองตากันเมื่อจับความได้ว่าท่านทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องกอล์ฟอย่างออกรส คุณพ่อคงมีเรื่องคุยมากกมายเกี่ยวกับกอล์ฟ เห็นท่านทำท่าทำทางสวงิกอล์ฟประกอบไปด้วย
คุณพ่อของปานฯ โบกมือเรียกลูกสาว พลางเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อชวนคุณศักดิ์เขารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน เข้าไปบอกแม่หน่อยว่าให้ช่วยเตรียมให้ด้วย”
ปานฯ อมยิ้มบอกว่า
“คุณแม่คงกำลังจัดการอยู่มังคะ เห็นอยู่ในครัวกับคุณอาอี๊ดค่ะ”
คุณพ่อของปานฯ ชวนคุณพ่อไปนั่งเล่นที่ตั่ง จัดการชงชาไปพลางคุยเรื่องกอล์ฟไปด้วย
คุณพ่อพูดขึ้นว่า
“ได้พบคู่สนทนาที่ถูกคอเช่นนี้ เห็นทีผมต้องชวนคุณสมควรไปออกรอบบ้างล่ะ”
“ยินดีอย่างยิ่งเลย น่าเสียดายที่ลูกสาวผมเค้าไม่เล่นกอล์ฟ ผมพยายามคะยั้นคะยอเท่าไรก็ไม่ยอมเล่น บอกว่ากลัวผิวจะเสีย” พูดพลางหันมามองหน้าลูกสาว หัวเราะเสียงดัง
ปานฯ ตอบไปทันทีว่า
“ลูกเริ่มหัดเล่นแล้วนะคะคุณพ่อ จะได้ไปเล่นเป็นเพื่อนคุณพ่อบ้างไงคะ ตอนนี้ก็พอตีได้บ้างแล้วค่ะ”
“อ้าว! ไปแอบหัดตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นบอกพ่อบ้างเลย ดี ดี” ใบหน้าแสดงความปิติอย่างเด่นชัด
“ก็อยากให้คุณพ่อเซอร์ไพรส์ไงคะ” ปานฯ ตอบ
“แล้วลูกชายคุณศักดิ์ล่ะ ไม่ทราบว่าเล่นกอล์ฟหรือเปล่า?” คุณพ่อปานฯ หันมามองทางผม ๆ ตอบว่า
“ผมเล่นบ้างครับ ถ้าคุณอากับคุณพ่อจะไปเล่นกอล์ฟ ผมจะขออนุญาตตามไปด้วยนะครับ” ตอนแรกผมคิดจะบอกว่าที่ปานฯ เล่นกอล์ฟเป็นเพราะผมเป็นคนหัดให้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะตัวจิ๊กซอจะเข้าล็อคหรือยัง เลยนิ่งเฉยไว้ก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อนำทางน่าจะเหมาะกว่า
“วิเศษสิ งั้นก็ให้ทั้งลูกสาวและลูกชายไปเล่นด้วย ครบก๊วนพอดี” คุณพ่อเอ่ยขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะ คุณพ่อเอ่ยต่อว่า “แล้วผมจะจัดการจองสนามให้เรียบร้อยเลยนะครับ”
“ดีเลย ว่าแต่เราจะจับคู่กันอย่างไรดีล่ะ?” คุณพ่อปานเอ่ยถามขึ้น
“ผมเดาว่าคุณสมควรคงฝีมือเหนือผมอยู่ขั้นหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องต่อให้ผมกับลูกชายคู่กัน ส่วนลูกปานฯ แม้จะเพิ่งเริ่มเล่น ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นยังไงต้องคู่กับคุณพ่อ ส่วนตัวเรา ผมไม่เอาแต้มต่อเลย เห็นว่าเป็นยังไงบ้างครับ?”
ปานฯ เอ่ยขึ้นกับคุณพ่อว่า
“ปานฯ รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังค่ะ สู้ค่ะคุณพ่อ”
“งั้นก็ตกลงสิครับ ลูกสาวสู้ พ่อไม่สู้ได้ยังไง”
คุณพ่อของปานฯ หัวเราะร่า หันไปจับศีรษะของลูกสาวขยี้เบาๆ อย่างรักใคร่
เด็กสาวรับใช้แบกถาดอาหารจากหลังครัว วางลงบนที่โต๊ะเตรียมอาหารด้านหลัง คุณแม่ทั้งสองเดินคุยกันมาน้ำเสียงรื่นเริง ในมือต่างถือถาดเล็กคนละใบมาด้วย
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยเรียกขึ้น
“เชิญทานข้าวต้มกระดูกหมูฝีมือคุณอี๊ดเชียวนะคะ น่าอายจังที่ทำให้แขกเดือดร้อนต้องมาทำข้าวต้มให้เราทานกัน”
“อูย อะไรกันคะคุณส้ม เดือดร้อนที่ไหนกันคะ ถ้าชิมแล้วอร่อย ให้ลูกปานฯ มาฝึกกับดิฉันซีคะ จะได้มาทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานที่บ้านได้” ผมนึกนิยมคุณแม่อยู่ในใจ
ปานฯ แอบยิ้มอยู่เงียบๆ ประนมมือไหว้ พลางเอ่ยว่า
“เป็นความกรุณาของคุณอาอย่างยิ่งเชียวค่ะ” เธอสวมรอยได้สนิทดี
บนโต๊ะมีชามข้าวต้มขาวไม่มีน้ำข้าวต้มชามใหญ่ หม้ออลูมิเนียมมีน้ำซุปและกระดูกหมู มีถ้วยชามขนาดเล็กสี่ห้าใบ ใบหนึ่งใส่กระเทียมเจียว อีกใบใส่ต้นหอมและต้นคึ่นไช่ซอย ที่เหลือใส่พริกน้ำส้ม พริกป่น น้ำตาลขาว น้ำปลา พริกป่นและพริกไทยดำ
คุณแม่ของปานฯ ตักข้าวต้มใส่ชาม ส่งให้คุณแม่ผมตักน้ำซุปและกระดูกหมูใส่ ปานฯ ทำหน้าที่ลำเลียงแต่ละชามวางตรงหน้า ต่างคนต่างเลือกเครื่องปรุงกันตามสะดวก ผมช่วยรินน้ำเย็นจากเหยือกแก้วใสขนาดใหญ่ลงในแก้วแต่ละใบ
ข้าวต้มมื้อกลางวันมื้อนั้นมีรสชาติกว่าปกติ การสนทนาบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ต่างหัวราะ ยิ้มแย้ม ใบหน้าสดใส ผมกับปานฯ ลอบสบตาส่งยิ้มให้กันอยู่เนืองๆ
หลังอาหารเที่ยง คุณแม่ของปานฯ ชวนคุณแม่ของผมขึ้นเรือนหายลับไป ปานฯ ชวนผมออกเดินเล่นรอบบริเวณบ้าน ปล่อยให้คุณพ่อทั้งสองได้สนทนากันต่อ
บ้านทรงไทยและบรรยากาศโดยรอบดูเป็นธรรมชาติกลมกลืนกันเป็นอย่างดี แม้แสงอาทิตย์จะจัดจ้านแต่ร่มเงาของไม้ใหญ่และสายลมที่โชยมาไม่ขาดระยะพาเอากลิ่นไอของธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองมาด้วยช่วยให้คลายร้อนลงไปได้มากมาย โดยเฉพาะจิตใจของเราทั้งสองที่เคยร้อนรุ่มกลับชุ่มชื่นขึ้นราวเสพน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์
บทที่ 21 เดิมพัน
ระหว่างที่เราเดินทางกลับ ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มแย้มแจ่มใสมาตลอด เช่นเดียวกับคุณแม่ ผมอยากสอบถามความคืบหน้าและความเป็นไปใจจะขาด แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองท่านยังเฉยอยู่ ผมจึงต้องวางเฉยเช่นกัน
คุณแม่เอ่ยขึ้นก่อนว่า
“คุณเชื่อไหมว่าดิฉันได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกมากมายจากคุณส้ม.....” คุณแม่เว้นวรรคเพื่อกระตุ้นความสนใจจากผมและคุณพ่อ
“ก็ว่าไปสิ ผมรอฟังอยู่” คุณพ่อบอก น้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“คุณส้มแกบอกว่า คุณสมควรน่ะรักลูกสาวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ อยากให้ลูกสบายเลย พอดีมีเพื่อนเก่าแก่ของท่านมาทาบทามขอลูกสาวให้กับลูกชาย คุณสมควรเห็นว่าเพื่อนเป็นคนดี มีฐานะทางสังคมสูง ลูกชายก็จบเมืองนอกมา หน้าที่การงานก็ดีเลยตกปากรับคำไปโดยไม่ได้บอกให้ลูกสาวรู้ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาระหว่างพ่อกับลูก.....
.....และด้วยความรักลูกนี่แหละ คุณสมควรจึงให้ลูกน้องเก่าช่วยสืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับความประพฤติของว่าที่ลูกเขย ปรากฏว่าสืบไปสืบมารู้ว่า อะไรๆ ก็ดีหมด เสียอย่างเดียว ชอบเล่นการพนัน และมีทีท่าว่าจะหนักข้อขึ้นทุกที.....
.....แกเลยชักไม่มั่นใจ ประกอบกับคุณสมควรน่ะไปพบลูกสาวทานข้าวกับลูกชายเรา แกเลยส่งสายสืบหารายละเอียดเกี่ยวกับลูกชายของเรา และทราบว่าลูกชายของเราความประพฤติดี ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าใคร แกเลยค่อยวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ความหวังที่คุณจะมีลูกสะใภ้คงสว่างไสวดีอยู่นะคะ”
หัวใจของผมพองโตคับอก ดีใจจนบอกไม่ถูก ยิ้มแก้มป่องจนหุบไม่ลง
คุณพ่อเสริมขึ้นว่า
“งั้นคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ เพราะผมเองได้พูดทำนองหยั่งเสียงแกเรื่องการครองเรือนว่าน่าจะปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ดูซิว่าแกจะมีความเห็นเป็นอย่างไร คุณสมควรแกไม่ออกความเห็นมาก เมื่อเลียบๆ เคียงๆ ถามถึงความเห็นทั่วๆ ไปเรื่องการเลือกคู่ครองให้ลูก แกก็พูดเป็นกลางๆ ไม่ซ้ายจัด หรือขวาจัด น่าจะสมรับกับข้อมูลของคุณที่ได้จากคุณส้ม แกกลัวว่าลูกจะไปลำบากเพราะสบายมาจนเคยตัว พ่อและแม่ก็ตามใจกันมาเรื่อย หากไปเจอคู่ครองไม่ดีเข้า แกคงตายตาไม่หลับ.....
.....และดูแกค่อนข้างจะถูกอัธยาศัยกับผมพอสมควรนะ คงไม่มีปัญหาแหละ ถ้าได้ไปเล่นกอล์ฟกัน ผมจะได้ทาบทามสู่ขอในสนามกอล์ฟเสียเลย ดีไหมลูก?” คุณพ่อหันมาถามผม
“ก็สุดแล้วแต่คุณพ่อกับคุณแม่จะจัดการเถิดครับ” ใจผมอยากบอกว่าดีมากครับมากกว่า
เช้าตรู่วันเสาร์ เราหมายถึงคุณพ่อกับผมไปรับปานฯ และคุณพ่อที่คอนโดฯ รถเก๋งคันใหญ่ของคุณพ่อบรรจุถุงกอล์ฟสี่ใบได้อย่างสบายๆ คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ ทักทายกันอย่างสนิทสนมชิดเชื้อ คุยกันเสียงดังลั่น
ปานฯ นั่งที่นั่งตอนหน้าคู่กับผม ผมไม่กล้าที่จะเปิดตัวอะไรมากนอกจากแอบส่งยิ้มให้กัน เมื่อไปถึงสนาม คุณพ่อสั่งรถกอล์ฟสามคัน ให้ผมและปานฯ นั่งคันเดียวกันราวกับรู้ใจ ส่วนท่านและคุณพ่อของปานฯ ใช้กันคนละคัน
บนแท่นทีหลุม 1 การจับคู่เล่นเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว คุณพ่อของปานฯ ถามขึ้นว่า
“เราจะมีเดิมพันติดปลายไม้กันอย่างไรดีล่ะคุณศักดิ์”
คุณพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บอกว่า
“เรื่องเดิมพันนั้นผมอยากจะอุบเอาไว้ก่อน ผมจะเขียนลงในกระดาษให้เด็กแค้ดดี้ถือเอาไว้ เมื่อเราเล่นถึงหลุม 18 ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นค่อยเอามาเปิดดู ถ้าคุณสมควรเห็นว่าที่ผมเสนอพอรับได้ก็เป็นอันตกลง แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะรับ เราค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างนี้จะดีไหมครับ ผมว่าสนุกตื่นเต้นดีออก ”
“แหม คุณศักดิ์ นอกจากเป็นนักเจรจาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นนักจิตวิทยาอีกด้วย ผมว่าการเล่นกอล์ฟวันนี้จะต้องเป็นแมทช์ที่เร้าใจที่สุดในชีวิตทีเดียว แต่ผมขอเสริมอะไรสักนิดแล้วกันคือ ผมเองก็จะเขียนข้อความใส่กระดาษอีกแผ่นหนึ่ง แล้วเราค่อยมาเปิดดูพร้อมกัน ไม่ใช่อะไร ผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ คุณเองทราบว่าเดิมพันนั้นคืออะไรแต่ผมไม่ทราบ ผมก็อยากจะให้เหมือนกันบ้าง จะได้เสมอกันสองฝ่าย ดีไหมครับ?”
“ตกลงตามนี้เลยครับ” คุณพ่อบอก ฉีกกระดาษจากสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ติดตัวมาด้วย ยื่นส่งให้คุณสมควรแผ่นหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเขียนข้อความลงในกระดาษ พับและส่งให้แค้ดดี้เก็บไว้
ผมและปานฯ อมยิ้ม มองดูผู้ใหญ่สองคนที่ต่างมีลับลมคมในไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คุณพ่อของปานฯ เป็นคนเริ่มเล่นก่อน แม้จะตีลูกออกไปไม่ไกลนักแต่เป็นเส้นตรงลูกไปอยู่กึ่งกลางสนาม คุณพ่อตีลูกออกไป ลูกไปหยุดอยู่ใกล้เคียงกัน ส่วนผมตีลูกออกไปไกลกว่าท่านทั้งสองมากนัก ผมให้ปานฯ ไปเล่นที่แท่นทีสำหรับสตรี ปานฯ ตีลูกออกไปได้ดี ไกลกว่าลูกผมด้วยซ้ำ เราต่างปรบมือให้แก่กัน
ผมค่อนข้างจะภูมิใจในฝีมือของปานฯ ที่เล่นได้สม่ำเสมอดี คุณพ่อของปานฯ ทักขึ้นว่า
“พ่อไม่นึกว่าลูกจะเล่นได้ดีขนาดนี้เลยนะ ไม่เห็นเหมือนมือใหม่เลย”
“หนูมีครูดีค่ะคุณพ่อ” ปานตอบ หันมาหลิ่วตาให้กับผม
“ครูต้องน่ารักด้วยใช่ไหม ลูกศิษย์ถึงได้ตั้งใจเรียน” คุณพ่อของปานฯ พูดเป็นนัยให้เราทั้งสองคนอดสงสัยไม่ได้ ท่านหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอ
คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ เล่นได้ใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันเล็กน้อยเมื่อลูกขึ้นกรีนแล้วซึ่งคุณพ่อของปานฯ เล่นลูกพัทท์ได้ดีกว่า คุณพ่อทั้งสองขับรถกอล์ฟเคียงกันไป คุยกันไปอย่างสนิทสนม บางครั้งมีการพูดกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้างเล็กๆ น้อยๆ
ผมขับรถกอล์ฟให้ปานฯ นั่ง บางครั้งแอบจับมือเธอบ้างเมื่อเห็นว่าไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
ผมพูดพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า
“ถึงตอนนี้แล้ว ผมยังคิดถึงคุณอยู่เสมอทุกวันเลย” ปานฯ ยิ้มด้วยความเอียงอาย บอกว่า
“แล้วอย่าไปบอกใครนะว่า ปานฯ ก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”
“จริงๆ เหรอ?”
“ก็จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันไงคะ ว่าแต่คุณจะคิดถึงปานฯ ไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ซี”
“ผมหวังว่าปานฯ คงรู้ว่าผมบริสุทธิ์ใจ ถ้าพื้นฐานดี มีความเข้าใจ สวิงก็จะดีและอยู่ไปได้ตราบนานเท่านาน แม้จะอ่อนแรงลงไปบ้างเมื่อยามแก่เฒ่า จะมีเพียงระยะทางเท่านั้นที่ลดลง แต่ความแน่นอนยังคงเดิม” ผมไม่รู้ว่าเอาไปเปรียบกับกอล์ฟได้ยังไง มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คุณนี่ ช่างเหมือนคุณพ่อเข้าไปทุกวัน คำถามง่ายๆ ตอบวกวนไปไหนก็ไม่รู้ ต้องให้แปลความหมายอยู่เรื่อย” ไม่พูดเปล่า ปานถอดถุงมือข้างหนึ่งออกเพื่อหยิกผมได้ถนัดขึ้น
การเล่นค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน ผมพยายามเล่นสุดฝีมือที่มีอยู่ แต่ใช่ว่าจะชนะได้ง่ายๆ บางครั้งตีผิดพลาดตกน้ำตกท่าจะถูกคุณพ่อดุว่า
“อย่าเล่นกอล์ฟประมาทนักสิ ธงปักชิดไปทางริมน้ำขืนเล็งไปที่ธงถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมานิดเดียวก็ลงน้ำ เล็งไปที่กลางกรีนไว้ก่อน ผิดพลาดยังไงก็ไม่เสียหาย” หรือ
“ช่องที่เล็งไปน่ะมีอยู่นิดเดียว เกิดพลาดไปตีชนต้นไม้เข้าจะเสียหายหนัก เวลาแก้ไขน่ะเอาให้มันแน่ใจว่าแก้ไข ไม่ใช่แก้จนเสีย เลือกทางเล่นให้มันปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่เสมอแหละ ใครจะไปรู้เราอาจตีลูกครั้งต่อไปลงหลุมไปเลยก็ได้ หรือเข้าไปใกล้ธงมากๆ ก็ได้ หรือขึ้นกรีนแล้วพัทท์เดียวก็ได้อีก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ต้องสร้างโอกาส ไม่ใช่เสี่ยงหรือทำลายโอกาส เข้าใจไหม?”
ผมยอมรับว่าที่คุณพ่อพูดมีเหตุผลดีตรงกับที่เคยอ่านเจอในหนังสือกอล์ฟ แต่บางทีก็เผลอใจ ตีลุยไปเรื่อย ไม่ระวังเท่าที่ควร ผลก็คือหลุมนั้นคะแนนออกมาบานแฉ่ง ถ้าเล่นแบบนับแต้มอาจเป็นเพราะหลุมนั้นหลุมเดียวที่ทำให้น้ำตาตกได้ การเล่นแบบแมทช์เพลย์คือแพ้ชนะกันเป็นหลุมๆ ก็ยังไม่ต่างกันเพราะอะไรก็เกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้ได้เหมือนกัน สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเล่นแบบไหนต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด
เมื่อเราเล่นกันมาจบหลุมที่ 17 ปรากฏว่าคู่ของผมนำมาหนึ่งหลุม ก่อนที่จะเริ่มเล่นหลุม 18 ซึ่งเป็นหลุมสุดท้าย คุณพ่อขอกระดาษทั้งสองแผ่นจากแค้ดดี้ ต่างแลกกันเปิดดู ผมและปานฯ ต่างจ้องมองด้วยใจระทึก อยากรู้อยากเห็นเท่าๆ กัน
ต่างฝ่ายต่างอ่านข้อความในกระดาษเสร็จ ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน สัมผัสมือกัน คุณพ่อถึงกับโอบกอดคุณสมควรๆ สวมกอดตอบ ทิ้งให้ผมและปานฯ เป็นใบ้
ปานฯ ตรงรี่เข้าไปเกาะแขนคุณพ่อ พยายามยื้อแย่งกระดาษแผ่นนั้น แต่คุณสมควรขยำกระดาษ ยัดเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย คุณพ่อผมทำตามอย่างบ้างและหัวเราะลั่นสนามด้วยความลืมตัว
ปานฯโวยลั่นขึ้นว่า
“คุณพ่ออ่ะ ตกลงเดิมพันคืออะไรคะ ถ้าไม่บอกลูกโกรธด้วย” ปานฯ ทำหน้าเง้า
คุณสมควรดึงลูกสาวเข้ามกอด บอกว่า
“เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่เกี่ยว”
เมื่อเราต่างตีลูกขึ้นกรีนหลุม 18 แล้ว คุณพ่อและผมต่างพัทท์ลูกไม่ลงหลุม ผมช่วยปานฯ ดูเส้นทางพัทท์ให้ แต่ปานฯ พัทท์พลาดไปไม่น้อยเนื่องจากยังค่อนใหม่อยู่ เมื่อถึงคราวของคุณพ่อของปานฯ ๆ เรียกผมเข้าไปใกล้ กระซิบบอกว่า
“ช่วยพ่อดูไลน์หน่อย ถ้าบอกไลน์ผิด พ่อพัทท์ไม่ลงล่ะก็ อย่าหวังว่าจะยกลูกปานฯ ให้เลย ไม่มีทาง”
ผมตาเหลือก หน้าจ๋อย บอกว่า
“ถ้าผมบอกถูก แต่คุณอาพัทท์ไม่ลงเองจะทำยังไงล่ะครับ”
“ไม่มีทาง ลูกระยะแค่สามฟุต พ่อเคยพลาดที่ไหน”
ผมก้มดูไลน์พัทท์ บอกว่า
“ลูกนี้พัทท์ขึ้นเนินเล็กน้อย ไลน์ไม่มากหรอกครับ ผมว่าแค่ขวาในหลุมก็พอ แต่พัทท์ให้แรงหน่อยนะครับ”
คุณพ่อผมท้วงขึ้นทันทีว่า
“วะ อ้ายลูกคนนี้ ยังไม่ทันไรแปรพักตร์ซะแล้ว เดี๋ยวเถอะจะให้ไปหาขันหมากเองซะเลย”
คุณพ่อของปานฯ ตั้งท่าจรด คุณพ่อมองดูด้วยใจจดจ่อเพราะถ้าคุณสมควรพัทท์ลงแปลว่าเกมทั้งหมดจะลงเอยด้วยการเสมอกัน ผมดึงมือปานฯ เข้ามาใกล้ โอบเธอที่เอว ปานฯ โอนอ่อนตามยืนพิงตัวผมไว้
ลูกที่คุณสมควรพัทท์ออกไปนั้นวิ่งตรงไปทางขวาของด้านในของหลุม เมื่ออ่อนแรงลงจึงเลี้ยวโค้งเล็กน้อยตรงไปกลางหลุมและร่วงหล่นลงก้นหลุมไปอย่างสวยงาม คุณพ่อของปานฯ ยกมือชูขึ้นสูงร้องเฮด้วยความดีใจ เราทุกคนและแค้ดดี้ต่างปรบมือให้
ผมดึงปานเข้ามากอดอีกครั้งและบรรจงจูบแก้มนวลที่เคลือบด้วยยากันแดด ริมฝีปากเปื้อนยากันแดดเป็นรอยขาว คุณสมควรดึงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ผมและบอกว่า
“ปากเลอะแน่ะลูก เช็ดซะ”
บทที่ 22 ดื่มน้ำผึ้งใต้แสงจันทร์
ผู้โดยสารในเที่ยวบินนี้มีจำนวนไม่มากนัก เราเลือกที่นั่งติดกับหน้าต่าง ผมชอบมองดูทิวทัศน์จากเครื่องบิน มันให้ความรู้สึกเหมือนนกที่สามารถท่องเที่ยวไปได้อย่างเป็นอิสระอย่างไร้ขอบเขต ไม่น่าเชื่อว่ามีนกบางชนิดที่บินอพยพจากถิ่นที่อยู่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งระยะทางเป็นพันๆ กิโลเมตร จากเหนือสู่ใต้ จากความหนาวเหน็บและแร้นแค้นไปสู่ดินแดนที่ให้ความอบอุ่นกว่าและมีอาหารอันอุดม เมื่อถึงเวลาที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะบินอพยพกลับโดยอาศัยเส้นทางที่เกิดจากสัญชาติญาณหรือดวงดาวในการนำทาง แต่ละครั้งแต่ละคราวที่มันเดินทางไปพร้อมกันนั้นจะมีจำนวนมหาศาลมืดฟ้ามัวดิน น่าเสียดายที่มีส่วนหนึ่งไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้ เพราะมนุษย์รู้ทัน แอบดักสังหารมันเสียก่อนเพื่อเป็นอาหารบ้าง บ้างก็เพื่อความสนุกสนาน
ตอนแรกการตัดสินใจจะไปดื่มน้ำผึ้งที่ไหนผมและปานฯ นึกว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ พอเอาเข้าจริงกลับกลายเป็นเรื่องระหว่างครอบครัวทั้งสองอย่างไม่น่าเป็นไปได้ นี่แหละที่ผมเคยได้ยินมาว่าเวลาจะแต่งงานกันมันไม่ใช่เฉพาะระหว่างคนสองคนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงญาติโก โหติกาของทั้งสองฝ่าย ยิ่งถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่รวมกันมากๆ เรื่องเล็กนิดเดียวอาจปานปลายจนถึงขั้นผิดใจกันไปเลยก็มี
เพราะต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างมีความประทับใจต่อสถานที่หนึ่งๆ จึงอยากให้คนอื่นประทับใจตามไปด้วย มันกลายเป็นความรู้สึกของแต่ละคนซึ่งแน่นอนไม่มีทางที่จะหาอะไรเป็นมาตราฐานในการวัดได้ คนที่ชอบสีแดงจะไปบอกให้คนอื่นชอบตามไปด้วยจะได้อย่างไร
ที่สุดผมและปานฯ จึงเป็นผู้ยุติสงครามทั้งมวล เราตัดสินใจไปพักผ่อนกันที่จังหวัดเชียงรายซึ่งมีสถานที่พักผ่อนไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก อีกโอกาสที่จะได้ไปกราบพระอาจารย์ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง
ผมชี้ให้ปานฯ ดูแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวคดเคี้ยวเหมือนงูยักษ์ที่ทอดตัวไปท่ามกลางความเขียวขจีของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ เป็นอาณาจักรที่เรียกว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขก ลาว เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นห่วงเป็นใย ทรงดูแลสารทุกข์สุกดิบด้วยพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในพระราชหฤทัย เราจึงรักและหวงแหนแผ่นดินไทยของเรา
มือของเราประสานกันเหมือนกับจะบอกว่าถ้าไปไหนเราจะไปด้วยกัน ปานฯ ยิ้ม พูดเหมือนรำพึงว่า
“สวยมากนะคะ” ศีรษะของเธอพิงอยู่กับไหล่ของผมขณะที่สายตานั้นทอดผ่านหน้าต่างบานเล็กออกไปสู่ความกว้างไกลไร้ขอบเขต
“ใช่ สวยมาก” ผมเห็นด้วยเพราะน้อยนักที่จะมีแผ่นดินใดที่เย็นตาด้วยสีเขียวไปทั่วทั้งผืน
เราเงียบไปพักหนึ่งขณะที่ปล่อยใจชื่นชมธรรมชาติที่ผ่านตาไป ปานฯ พูดขึ้นก่อนว่า
“ปานฯ ยังติดใจอยู่เลยนะคะว่าคุณพ่อของเราเขาเดิมพันอะไรกันวันที่เราเล่นกอล์ฟกันวันนั้น จะถามเท่าไรๆ ก็ไม่ยอมบอก แถมยังยัดกระดาษเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย ราวกับคนเดินหวยเถื่อนทำลายหลักฐานกลัวตำรวจจับงั้นแหละ ทำอะไรไม่รู้เหมือนเด็กๆ”
ผมหัวเราะ หึ หึ บอกว่า
“ปานฯ อยากรู้เหรอว่าคุณพ่อทั้งสองเขียนอะไรในกระดาษ”
ปานหันขวับ ทำตาโต ถามเสียงดังว่า
“คุณทราบหรือคะ บอกปานหน่อย นะคะ นะคะ”
“ได้ แต่ต้องให้ผมหอมแก้มก่อน” ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงและดวงตามันเยิ้มๆ ยังไงพิกล
ปานไม่เกี่ยงงอน รีบเอียงแก้มให้หอมทันที ผมก็ไม่รอช้า จูบจุ๊บที่แก้มครั้งหนึ่ง บอกว่า
“ผมถามคุณพ่อแล้ว คุณพ่อบอกว่า ที่แกเขียนก็คือ ‘ถ้าผมชนะ คุณยกลูกสาวให้ลูกชายผม ถ้าคุณชนะผมยกลูกชายให้ลูกสาวคุณ’
ปานฯ ร้องเสียงหลง
“ต๊าย คุณพ่อคุณกล้าขนาดนั้นเชียวหรือคะ เอาเปรียบชัดๆ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วคุณพ่อปานฯ ล่ะเขียนว่าอะไร?”
“ถ้าอยากรู้ ต้องให้หอมแก้มอีกข้างหนึ่งก่อน” ผมบอก
“เอาสิ จูบตรงนี้ด้วย.....” ปานชี้ที่ริมฝีปาก “จูบเผื่อเอาก่อนก็ได้ จะได้ไม่ต้องเรื่องมาก”
ผมหัวเราะ บอกว่า
“คุณพ่อคุณเขียนว่า..... ‘ผมยกลูกสาวให้ลูกชายคุณ ขอชนะกอล์ฟแล้วกัน’”
ปานฯ ส่ายหน้าดิก บอกว่า
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ปานฯ ไม่เชื่อแน่ มีอย่างที่ไหน ยกลูกสาวให้เฉยเลย ขอแค่ชนะกอล์ฟ ยังไงปานฯ ก็ไม่เชื่อ”
“จริงนะ” ผมยืนยัน
“ยังไงก็ไม่เชื่อ” ปานฯ สะบัดหน้า
“โทษที ปานฯ อย่าเข้าใจผิดว่าคุณพ่อจะรักปานฯ มากมายเพียงนั้น ผมว่าท่านคงเบื่อปานฯ เลยยกมาให้ผมแทนแหละ”
ขาดคำ กำปั้นน้อยๆ เหวี่ยงตุ้บเข้ามาตรงหน้าอกเข้าเต็มเปา
“บ้าที่สุด.....ถ้าจริงอย่างที่คุณพูด ทั้งพ่อคุณและพ่อปานฯ ก็เหมือนเด็ก ทำอะไรพิลึก”
“เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่เสมอแหละ อย่างเพื่อนๆ ผมที่เคยเรียนหนังสือกันมาแต่เด็ก ตอนนี้แม้จะโตมากแล้วแต่เวลามีมีทติ้งเจอกันทีก็จะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ล้อชื่อพ่อกันบ้าง ไล่เตะตูดกันบ้าง ผมยังเคยเห็นผู้ใหญ่อายุจะแปดสิบอยู่แล้ว ลงไปดิ้นพราดๆ บนกรีน แหกปากร้องลั่นด้วยความดีใจที่ชนะเพื่อนได้”
“อืม ท่าจะจริง เพื่อนๆ ของปานฯ ก็เหมือนกันค่ะ”
“จริงสิ ยิ่งกว่านั้นก็มี ผมเคยรู้จักผู้ใหญ่คนหนึ่งอายุหกสิบกว่าแล้ว พอแกพัทท์ลูกลงในหลุมสุดท้าย แกแหกปากดังลั่นสนาม ร้องเพลงลูกทุ่งแล้วรำป้อเหมือนลิเกไปทั่วกรีน ไม่มีการเกรงใจใครทั้งนั้น ผมล่ะอดขำไม่ได้”
ปานหัวเราะคิก ถามว่า
“แล้วคุณเคยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?”
“มี เป็นประจำเลยล่ะ แต่ส่วนใหญ่ชอบแกล้งเพื่อนมากกว่า มีอยู่คราวหนึ่งเราไปเล่นกอล์ฟกันแปดคน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม วันนั้นกอล์ฟค่อนข้างติด เพื่อนคนนี้อยู่กลุ่มหน้า แกเล่นหลุมนั้นเสร็จและยังเล่นต่อไปไม่ได้ เลยยืนรอเราที่เล่นตามมา เพราะความที่แกอยากรู้ผลว่าก๊วนเราเล่นเป็นยังไงเพราะเรามีเดิมพันกัน แกจะมาขอดูคะแนนอยู่เรื่อยจนผมรำคาญ ผมเห็นแล้วว่าแกเดินตรงมาที่ผมเพื่อขอดูคะแนนอีก ผมก็แกล้ง ค่อยๆ ขับรถขยับหนีทีละนิดๆ แกก็ตามไม่ทันสักที ผมคิดว่าแกคงไม่รู้ว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมเลื่อนรถไปตามปกติ แกเลยวิ่งตามจะให้ทัน พอแกวิ่งผมก็ขับรถหนี แกก็ยังไม่รู้อีกนะว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมขับไปเพราะความไม่รู้ แกวิ่งไล่อยู่ตั้งนานเหมือนกัน เพื่อนผมอีกคนที่นั่งคู่ไปกับผมถามผมว่าผมทำไร ทำไมถึงขับรถวนไปวนมาแบบนี้ ผมหัวเราะลั่น ชี้ให้เพื่อนดูเพื่อนอีกคนที่วิ่งไล่ตามเรา ผมบอกว่าแกล้งมัน ดูอยู่ได้คะแนน ดูแม่งแทบจะทุกหลุม เพื่อนผมที่นั่งอยู่ด้วยเลยหัวเราะงอหาย ท้องคัดท้องแข็ง เพื่อนที่เหลือที่ดูอยู่ก็ขำกันกลิ้ง มันวิ่งไล่จนหอบ หน้าซีด เหงื่อแตกพลั่กทั้งตัว พอต้องเล่นหลุมต่อไป มันก็ตีไม่ได้สิ ตีลูกตกน้ำตกท่า พวกเรายิ่งหัวเราะกันยกใหญ่ ยิ่งเห็นตอนที่มันหันมาค้อนผม ยิ่งขำใหญ่”
ปานฯ หัวเราะคิก หยิกผมที่แขน บอกว่า
“คุณนี่ นิสัยไม่ดี ชอบแกล้งคนอื่น”
“ระวังเหอะ ผมจะแกล้งปานฯ บ้าง สนุกจะตายไปเวลาได้แกล้งคน”
“ลองดูสิ ขืนมาแกล้งปานฯ ล่ะก็ ถ้าปานฯ แกล้งกลับบ้างล่ะก็ อย่ามาโอดโอยทีหลังแล้วกัน
ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเธอจะแกล้งอะไรผม แค่นึกก็หนาวแล้ว
เราออกจากสนามบินที่เชียงรายเป็นเวลาก่อนเที่ยง รถตู้ที่เช่าไว้พร้อมคนขับคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันในเมืองก่อนที่จะเดินทางต่อ ขณะที่รถตู้วิ่งไต่ระดับความสูงมากขึ้นทุกที ธรรมชาติรอบตัวค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อย บ้านเรือนที่ปลูกติดกันถี่ๆ ค่อยห่างกันมากขึ้นคั่นด้วยต้นไม้มากขึ้น จนกระทั่งนานๆ จะเห็นบ้านสักหลังหนึ่ง
ปานฯ ถามขึ้นว่า
“ทำไมเราต้องมาไหว้พระไกลถึงขนาดนี้คะ?”
“วันก่อนผมโทรคุยกับเพื่อน คุยไปคุยมาผมปรารภกับเขาว่าตั้งใจว่าจะพาปานฯ ไปไหว้พระ เนื่องจากแกเป็นคนปฏิบัติธรรมไง แกเลยแนะนำให้มากราบพระอาจารย์ที่เชียงรายนี่แหละ บอกว่าเป็นพระอาจารย์ที่ดี เทศนาธรรมเก่ง สอนการปฏิบัติก็เก่ง และยังบอกว่าการไปกราบพระน่ะที่ไหนก็ดีทั้งนั้นเพราะเราทำด้วยจิตอันเป็นกุศล แต่การได้มีโอกาสไปกราบพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจะเป็นกุศลยิ่งขึ้น แถมยังจะได้ฟังธรรมด้วยยิ่งเป็นกุศลมากขึ้น แกพูดฟังดูมีเหตุผลดีมากนะ.....
..... แกบอกว่าถ้าเราเลือกได้ เราก็ควรจะเลือก ถ้าเลือกไม่ได้ก็แล้วไปเพราะการทำบุญน่ะมันจบลงที่ใจ ถ้าทำบุญด้วยจิตเป็นกุศลเราก็ได้รับบุญนั้นแล้ว ไม่ต้องไปสนใจว่าที่เราได้ทำไปนั้นใครจะเอาไปอะไร ยังไง ซึ่งผมก็คิดว่าจริง แต่หากเลือกได้ ทำบุญกับพระที่ปฏิบัติชอบเรามั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อไปแน่ ไม่มีเหลวไหล ซึ่งผมก็เห็นด้วย”
ผมรู้สึกว่าเส้นทางที่เรากำลังจะไปนั้นไต่สูงขึ้นทุกทีเพราะรถตู้วิ่งช้าลงจนเห็นได้ชัด ขณะนี้บริเวณโดยรอบกลับกลายเป็นห้อมล้อมด้วยทิวเขาหลายเทือก สองข้างทางมีแต่ทุ่งนาอันเวิ้งว้าง สลับกับต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ ที่ขึ้นกันแน่นขนัด นานๆ จะเห็นบ้านเรือนสักหลัง
ปานฯ ถามต่อว่า
“แล้ววัดที่ว่านี่อยู่ไกลและสูงขึ้นมาขนาดนี้เชียวหรือคะ?”
ผมบอกว่า
“ส่วนใหญ่พระปฏิบัติจะอยู่วัดป่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนะ ที่อยู่ในเมืองใหญ่ก็มี แต่วัดป่านี่จะอยู่ในป่าจริงๆ หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ เดี๋ยวก็คงเห็นเอง เพื่อนบอกว่าที่อยู่ป่าก็เพราะสถานที่สงบเหมาะสำหรับการปฏิบัติภาวนาเจริญสติ ไม่มีไฟฟ้าจะมีก็แค่เครื่องปั่นไฟที่จะจ่ายไฟให้เป็นเวลาเช่นเวลาทำวัตรเช้า เย็นเป็นต้น เรื่องก็คือถ้ามีไฟฟ้าก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะตามมาเช่น ทีวี ตู้เย็น วิทยุ เป็นต้น ความจริงก็ไม่ใช่เป็นเพราะพระจะเอาแต่เป็นเพราะญาติโยมแหละที่เอาไปถวาย พระจะเลือกก็ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือมีไฟฟ้าเสียเลย ปัญหาก็จะลดลง”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้มีไฟฟ้าจะออกกฎระเบียบห้ามไว้ก็ได้นี่คะ” ปานฯ ถาม
“ได้น่ะได้ และคงทำอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าพระก็มีทั้งดีและไม่ดี คนบวชพระด้วยสาเหตุหลายอย่าง ผมคงไม่จำเป็นจะต้องอธิบายนะว่ามีอะไรบ้าง ก็คนน่ะ.....เมื่อมีพระมาก การควบคุมก็ลำบากมากขึ้นนั่นเป็นธรรมดา ที่ไม่ดีก็จะทำให้ที่ดีเสียไปด้วย.....นี่ปานฯ อย่าถามอะไรผมมากเดี๋ยวผมตอบไม่ได้ ที่ตอบไปก็เพราะเพื่อนที่ได้อธิบายให้ฟัง และตอบตามเหตุและผลที่ควรจะเป็น ผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก ถ้าอยากจะรู้อะไรลึกซึ้งเดี๋ยวกราบเรียนถามพระอาจารย์เองแล้วกัน”
“ปานฯ ก็ไม่ได้ถามอะไรลึกซึ้งนี่คะ”
“ถ้าจะลึกซึ้งในเรื่องอื่นเช่นเรื่องหัวใจทำงานยังไง มีกี่ห้อง แต่ละห้องมีใครบ้าง แบบนี้ค่อยน่าตอบหน่อย"
โปรดติดตามต่อไป
นิยายรักนักกอล์ฟ 2
บทที่ 10 ก่อนจะออกรอบ
คืนนั้นทั้งคืนผมไม่มีโอกาสฝันถึงปานฯ ตามที่เธอขอไว้เลย แต่ผมมีอย่างอื่นที่ดีกว่าที่ไม่ว่าหญิงสาวที่ไหนในโลกคงดีใจที่มีใครคนหนึ่งเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาจนหลับไปเมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว ผมบอกไม่ถูกว่ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์กันแน่ มันก้ำกึ่งปะปนกันอยู่อย่างยากที่จะจำแนกออกได้ นับเป็นความทุกข์ที่ผมปล่อยให้ใจตัวเองหลงระเริง
แล้วความเป็นจริงที่เกิดขึ้นล่ะ คิดเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมยิ้มกับตัวเองได้อย่างสุขใจ “ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ” เป็นคำพูดที่ก้องอยู่ในโสตประสาท แม้ในยามตื่นเช่นตอนนี้ ผมนึกถึงรอยยิ้มที่เอียงอาย ปลายนิ้วเรียวที่ฟาดเผียะลงบนหลังมือ ผมยกหลังมือซ้ายขึ้นสัมผัสที่ริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัวและลูบไล้ไปที่แก้มซ้ายที่เธอลักฝากรอยประทับไว้ให้
ผมเปิดประตูที่ระเบียงห้องนอน ยืนพิงระเบียงกว้างสูดกลิ่นสายลมเย็นยามเช้าที่หอบเอากลิ่นไอฝนมาด้วย ขอบฟ้าเริ่มทอประกายแสงอรุณรับวันใหม่ที่จะมาถึง เสียงไก่ขันแว่วมาไกลๆ ยอดไม้ที่เบื้องล่างไหวเอนตามสายลมวูบหนึ่งแล้วกลับสงัดลง ความคิดและหัวใจที่ล่องลอยท่องเที่ยวไปถึงที่ไหนถ้าผมไม่บอก ใครจะรู้ มันดูเหมือนจะจากไปชั่วนิรันดร์ จนไม่ได้ยินเสียงบานประตูที่เลื่อนเปิด สะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
“ดิฉันเห็นไฟห้องเปิดแล้วเลยชงกาแฟมาให้ค่ะ” ป้าแม้นเป็นแม่บ้านที่เลี้ยงดูผมมาแต่อ้อนแต่ออกวางถ้วยกาแฟไอกรุ่นบนขอบระเบียง
“ขอบใจจ้ะป้า” ผมยกกาแฟขึ้นจิบ กลิ่นและรสกาแฟทำให้ผมสว่างขึ้น
“วันนี้ตื่นเช้าจังนะคะ น่าแปลกใจจัง” ป้าแม้นยิ้มแบบมีเลศนัย แต่ผมไม่ใส่ใจ
“ผมสบายดีจ้ะป้า”
“น่าจะมากกว่าสบายดีกระมังคะ” ป้าแม้นพยายามมองผมด้วยสายตาแปลกๆ
ผมพยายามซ่อนเร้นเปลี่ยนเรื่องทันทีว่า
“ผมจะไปอาบน้ำแล้วป้า” ผมหันหลังกลับ เดินถือถ้วยกาแฟไปด้วย
จริงอย่างที่ป้าแม้นตั้งข้อสังเกตแหละ ผมไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อนแม้จะไปเล่นกอล์ฟก็ตาม ต่างจากนักกอล์ฟคนอื่นๆ ที่ไม่เคยตื่นเช้าเลยแต่ถ้าเพื่อไปเล่นกอล์ฟจะเช้าแค่ไหนก็ตื่นได้ ความจริงผมก็เคยลองตื่นโดยตั้งนาฬิกาปลุก พอออกรอบเล่นกอล์ฟมีลมเย็นๆ กับแสงอาทิตย์ที่โผล่พ้นฟ้าทำให้ผมสามารถยืนท้าวพัตเตอร์หลับขณะที่รอเพื่อนๆ พัทท์ได้จนเพื่อนต้องมาปลุก และเล่นต่อไปเหมือนคนเมาคลื่น เดินไปหาวไปตลอดทาง กว่าจะตีได้พาร์ก็ปาเข้าไปหลุม 18 แล้ว
แต่เช้านี้ต่างไป ผมไม่ได้ตั้งใจตื่นแต่ตีห้ากว่าๆ หรอก มันตื่นเอง จะข่มตาให้หลับตาก็ไม่ได้เพราะใครคนนั้นบุกรุกเข้ามาในสมองอีกแล้ว ทำให้นึกถึงเพลงหวานขับร้องโดยมรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์
ชื่อเพลงยามรัก เนื้อเพลงตอนหนึ่งความว่า
“ยามเช้าพี่ก็เฝ้าคิดถึงน้อง
ยามสายพี่หมายจ้องเที่ยวมองหา
ยามบ่ายพี่วุ่นวายถึงกานดา
ยามเย็นไม่เห็นหน้าผวาทรวง”
ผมหันไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายราวกับจะบอกให้มันสั่นมันร้องขึ้นมาให้ชื่นใจเสียที ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงไม่ดังขึ้นตอนนี้หรอก ส่วนจะดังขึ้นตอนไหนใจผมคงหงุดหงิดจนกว่าจะถึงตอนนั้น แต่แล้วกลับต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัวด้วยความยินดีที่มันแผดเสียงดังขึ้น
แทบจะระงับความลิงโลดใจไม่อยู่ ต้องพยายามสะกดใจไว้เต็มที่
“อรุณสวัสดิ์ครับ.....ปานฯ ก็ตื่นเช้าเหมือนกันนี่.....เมื่อคืนไม่ได้ฝันถึงหรอก แต่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า.....ผมยังไม่บอกหรอก เอาไว้บอกต่อหน้าดีกว่า......ได้ เดี๋ยวผมจะออกจากบ้านเลย.....ได้สิถุงกอล์ฟผมอยู่ท้ายรถอยู่แล้ว......เดี๋ยวเจอกันจ้ะ”
นักกอล์ฟบางตาในตอนเช้าขนาดนี้ เราขึ้นไปชั้นบนของอาคารซ้อมอย่างเคยและสั่งอาหารเช้า ทั่วสนามยังคงมีหมอกจางๆ ปกคลุมโดยทั่ว ใบธงที่ปักบอกระยะเคยพริ้วสะบัดกลับห้อยตกลงเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นจากนอน ผมเหลือบมองมือเรียวที่วางอยู่บนที่ท้าวแขน อดใจไม่ได้อยากสัมผัสให้สมกับความคิดถึงที่เกิดขึ้นตลอดคืนเมื่อคืนนี้
เมื่อเอื้อมมืออกไป ผมเห็นว่าเธอเห็น ปานฯ ท่าทางเหนียมอายแต่ยื่นมือนั้นออกมา เราพบกันครึ่งทาง แต่เมื่อผมพยายามที่จะสบตาด้วย เธอได้แต่ก้มหน้านิ่งราวกับจะปล่อยให้สัมผัสของมือถ่ายทอดความรู้สึกให้กันและกัน ที่เรียกว่าสื่อภาษาใจที่เราเข้าใจเป็นอย่างดี
หลังจากที่เรารับประทานอาหารเช้าที่เหมือนอาหารทิพย์เสร็จ เราปล่อยเวลาให้ดำเนินของมันไป เรารู้ว่าวันนี้ทั้งวันเป็นของเรา เธอพูดทำลายความเงียบขึ้นก่อนว่า
“ไหนคุณบอกว่ามีอะไรจะบอกปานฯ ไง”
“ผมเปลี่ยนใจไม่บอกแล้ว” ผมตอบดื้อๆ
“อ้าว! ไหงเป็นงั้นล่ะ เพราะอะไร ทำไมถึงไม่บอก?” เสียงของเธอฟังดูจริงจัง แต่ไม่จริงจัง
“ถ้าบอกก็รู้สิ” ผมไม่ได้มีเจตนากวน แต่รู้ว่านี่เป็นการกระตุ้นความอยากรู้ให้เพิ่มขึ้นต่างหาก
“แล้วคุณไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้หรอกหรือ?” น้ำเสียงของเธอเหมือนวิงวอน ขอร้องเจือด้วยความหวานแหวว
“ผมว่าปานฯ คงรู้อยู่แล้วล่ะ”
“แม้จะเดาถูก แต่ก็ยังอยากฟังอยู่ดี”
“งั้นยิ่งไม่บอกใหญ่”
“แล้วคุณไม่อยากรู้หรือว่าปานอยากบอกอะไร?”
“อยากบอกก็บอกสิ แต่ยังไงผมก็ไม่บอก”
“ปานฯ อยากบอกว่า ยิ่งรู้จักคุณมากเท่าไร คุณยิ่งกวนประสาทมากขึ้นเพียงนั้น”
ผมหัวเราะ ไม่ตอบอะไร ลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบเหล็ก 7 ในถุงของเธอออกมาสวิงเล่น บอกเธอว่า
“ไหนว่าอยากมาซ้อมกอล์ฟไม่ใช่เหรอ ซ้อมสิ”
ปานลุกขึ้น สวมถุงมือทั้งสองข้าง รับเหล็กจากผมไป ตั้งท่าสวิงลมไปมาหลายครั้ง ผมเห็นว่าท่าทางสวิงลมของเธอคล่องแคล่วขึ้นมาก ไม่เหมือนคนหัดใหม่เลย ความจริงก็ใช่เพราะเธอซ้อมมาเดือนเศษแล้ว
เธอเดินกลับมาด้านหลัง เล็งเป้าหมายที่จะตีไป เข้าไปตั้งท่าจรดและสวิงตีลูกไปอย่างอ่อนช้อย ผมมองตามลูกที่ทะยานไปข้างหน้า ตกเลยป้ายบอกระยะ 100 ไปอีกไม่น้อย
เธอเปลี่ยนเหล็กใหม่เป็นเหล็ก 5 ผมกำชับว่า
“ต้องสวิงแบบเดียวกัน ด้วยจังหวะที่เหมือนกันทุกอย่างนะ”
เมื่อเห็นว่าเธอตีลูกออกได้ดีตามสมควร ผมหยิบหัวไม้ 5 จากถุงยื่นส่งให้ บอกว่า
“ลองตีไม้แฟร์เวย์ดูบ้าง”
ไม้ที่ยาวขึ้นทำให้จังหวะการสวิงของเธอเพี้ยนไป บางลูกออกซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ตรงบ้าง ผมบอกว่า
“ผมรู้สึกว่าปานฯ พยายามสวิงให้แรงขึ้นนะ พยายามรักษาจังหวะการสวิงให้เหมือนเดิมไม่ว่าจะตีด้วยไม้อันไหนทั้งนั้น ด้วยจังหวะที่ดีเราจะสามารถตีลูกได้ไกลเท่าที่ควรจะเป็นเพราะความยาวของไม้และองศาของมัน ด้วยแรงบิดและการคลายตัวนี่แหละจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเร็วเอง อย่าไปคิดอย่างอื่น สวิงไปตามความรู้สึกที่เรียนรู้มาเท่านั้นแหละ”
ปานฯ สวิงตีลูกได้ดีขึ้น เธอถามขึ้นว่า
“ถ้าใช้หัวไม้หนึ่งที่เราต้องการตีให้ไกลที่สุด เราไม่ต้องออกแรงสวิงให้มากขึ้นหรือคะ?”
“ไม่ใช่ออกแรงสวิงให้แรงขึ้น แต่ที่ถูกต้องคือ เราต้องรักษาจังหวะการขึ้นแบ็คสวิงให้คงที่เช่นเดิม ไม่ใช่คิดจะตีให้ไกลขึ้นก็ขึ้นแบ็คสวิงเร็วขึ้นแล้วกระชากไม้ลงมาตี เมื่อจังหวะการขึ้นไม้คงที่จนถึงท็อปสวิง หากเราต้องการเร่งความเร็วเราต้องเร่งขาลงคือให้นึกถึงแต่บิดสะโพกกลับให้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้เราจะต้องรักษาสมดุลย์ของร่างกายเอาไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่หวดไปจนตัวหมุนเป็นลูกข่าง ลูกไปไหนก็ไม่รู้ พอจะเข้าใจไหม”
“พอเข้าใจค่ะ”
ผมอธิบายต่อว่า
“ในเกมกอล์ฟ มีโอกาสให้เราตีเสียอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องห่วงแม้กระทั่งมืออาชีพก็เหอะ เพราะในสนามมีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นตัวสนามเองที่ออกแบบอุปสรรคไว้สารพัดไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำ คูคลอง บ่อทราย หญ้ายาว พื้นสนามที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนสนามฟุตบอล สายลม ต้นไม้และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาเลยกลายเป็นว่านักกอล์ฟจะต้องทำยังไงให้เสียหายน้อยที่สุดนั่นคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและนักกอล์ฟจะทำได้ดีก็ด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ ดังนั้นศัตรูตัวร้ายที่สุดในเกมกอล์ฟก็คือตัวเราเอง”
“ตัวเราเองหรือคะ?”
“ใช่ ต่อให้เป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกก็เหอะ เขาจะต้องเรียนรู้ในการจัดการตัวเองนั่นคือความคิด เราจะต้องจัดวิธีการคิดให้ถูก ให้เป็น ไม่เช่นนั้นสวิงที่คนอื่นมองว่าแสนจะสมบูรณ์ก็กลายเป็นสวิงช้อนปลาได้ง่ายๆ ปานฯ เคยดูกอล์ฟทางทีวีไม่ใช่เหรอ นั่นน่ะมืออาชีพระดับโลกทั้งนั้นแต่ก็ยังตีลูกตกน้ำตกท่า ตีเข้าใส่คนดูรอบสนามจนบาดเจ็บ ตีเข้ารกเข้าพงอยู่เป็นประจำ....”
“อืม จริงสิคะ แม้ไทเกอร์ วูดส์ที่ว่าแน่ๆ ยังตกรอบได้เลย บางคนตีนำมาสามวันอยู่ดีๆ วันสุดท้ายกลับหายเข้ากลีบเมฆไปเลย แล้วมีวิธีจัดการตัวเองให้ถูกต้องยังไงบ้างคะ?”
ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้ว่าตัวเองยังจัดการความคิดของตัวเองไม่ได้เลย แต่เมื่อถูกถามก็ต้องพยายามตอบให้ได้ ผมค่อยเรียบเรียงความคิด อธิบายว่า
“อย่างแรก เรารู้ว่าความเร็วที่เกิดขึ้นในการสวิงนั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งวินาทีเศษเท่านั้น ดังนั้นในระหว่างสวิงเราจะเอาเรื่องมารกสมองไม่ได้เลยโดยเฉพาะเทคนิคต่างๆ ในการสวิง เทวดาที่ไหนก็ไม่มีทางที่จะระวังเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเราได้เลย”
“อ้าว แล้วถ้าเรามีปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ต้องระวังหรือต้องแก้ไขล่ะคะจะทำยังไง?”
ผมรู้ว่าถ้าจะตอบเรื่องนี้คงยาวยืดเพราะต้องอธิบายกันยาวเหยียดเหมือนการเล็คเชอร์ในชั้นเรียน เพื่อให้ง่ายเข้า ผมสรุปบอกว่า
“เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไรซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค เราก็แก้ไขในสนามซ้อม เมื่อลงไปเล่นในสนามจริงและบังเอิญตีเลอะเทอะ ให้บอกตัวเองว่าไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านั้นอีกแล้วซึ่งมันจริง เราปฏิเสธไม่ได้ แล้วเปลี่ยนความคิดใหม่จากเรื่องเทคนิคเป็นเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าเช่น กรีนอยู่ตรงนั้น เราจะสวิงพาลูกไปตกที่นั่นแล้วสวิงไปเลย ผมรับรองว่าจะดีกว่าแน่นอนเพราะเจ้าความคิดนี่แหละจะเป็นตัวสกัดกั้นการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างราบรื่น มันทำเราเกร็ง ต่อให้เป็นคนที่ยังมีข้อบกพร่องในวงสวิงอยู่ก็เหอะ แต่ถ้าร่างกายสามารถทำงานได้อย่างราบเรียบ นุ่มนวลดี เราก็ยังสามารถตีลูกออกไปได้แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม”
“เจ้าความคิดนี่มันร้ายอย่างนั้นเชียวหรือคะ”
“ไม่เชิงนัก แต่เราต้องจัดการกับเจ้าความคิดให้เป็น เราจะคิดวิเคราะห์ข้อผิดพลาดก่อนหรือหลังได้ แต่จะมามัววิเคราะห์ในระหว่างการสวิงไม่ได้”
“แล้วเห็นเพื่อนที่เล่นกอล์ฟบอกว่าเจอน้ำทีไรตีลูกตกน้ำทุกที ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะทำยังไงล่ะ”
“ง่ายนิดเดียว ก็ในเมื่อมันตกทุกทีอยู่แล้วเพราะเรากลัว ความกลัวนี่แหละที่ทำให้เราเกร็ง สวิงติดๆขัดๆ เราก็เปลี่ยนความคิดใหม่อย่างที่บอก กลัวก็ตก ไม่กลัวอาจจะไม่ตกแล้วสวิงไป จะเลือกเอาแบบไหนล่ะ สรุปง่ายๆ สวิงไปเหอะ ไม่ต้องไปคิด หากตีเสียก็ตีใหม่แค่นั้นเอง”
“ฟังดูง่ายดีนะคะ”
“ใช่ ก็เราไปทำให้มันยากเอง”
บทที่ 11 ลูกจากทราย
ผมให้ปานฯ ลองตีไม้แทบจะทุกอันในถุงยกเว้นเหล็กยาว ต้องยอมรับว่าเธอมีทักษะทางการกีฬาอยู่มาก ร่างกายแม้จะดูเพรียวลม แขนขายาวเก้งก้างแต่แข็งแรงเหมือนนักเทนนิสสาวชาวรัสเซียที่สวยทั้งรูป ฝีมือก็ร้ายกาจดุจกัน ผมเองได้อานิสงไปด้วยจากการนำพาเธอไปออกกำลังกายโดยเฉพาะการจ็อคกิ้งซึ่งทำให้ผมแข็งแรงขึ้น จึงสวิงได้แรงขึ้นเองตามสภาพร่างกาย
เราใช้เวลาช่วงเช้าในการซ้อมตีลูก เที่ยงเราทานอาหารกันที่สนามซ้อม ช่วงบ่ายผมพาปานฯ ไปที่สนามกอล์ฟอีกแห่งหนึ่งที่มีสนามซ้อมชิพ พัทท์และบ่อทราย เธอจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการเล่นลูกจากทรายซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างไปจากลูกปกติเล็กน้อย
ผมอธิบายวิธีการเล่นในทรายให้เธอฟังว่า
“การตีลูกจากทรายความจริงไม่ใช่เรื่องยาก หากให้ผมเลือกที่จะตีลูกออกจากหญ้ายาวๆ กับตีลูกออกจากทราย ผมเลือกตีลูกจากบังเกอร์ทรายดีกว่าเพราะมันบังคับได้ง่ายกว่า อย่างแรกที่ต้องรู้คือต้องเข้าใจก่อนว่าการตีลูกจากทรายข้างกรีนเราไม่ต้องการระยะไกลแต่ต้องการความพอดีหรือใกล้เคียงและแน่นอนให้ลูกออกจากทราย ดังนั้นลักษณะการสวิงจึงมีลักษณะการสวิงแบบเฉือนๆ ที่จะตักเอาทั้งทรายและลูกกอล์ฟขึ้นกรีน หรืออีกนัยหยึ่งคือตีทรายให้ดันลูกออกไปเหมือนการตีตัดในการเล่นปิงปองซึ่งเกิดจากการจับกริพ เพราะเราต้องการให้ลูกลอยขึ้น เราจึงต้องเปิดหน้าเหล็กให้หงายกว่าปกติแล้วจึงค่อยจับกริพ นักกอล์ฟบางคนเข้าใจผิด พอบอกให้หงายหน้าเหล็กก็บิดมือให้เหล็กหงายขึ้น เวลาตีหน้าเหล็กก็กลับมาแบบเดิมเพราะดันไปจับกริพแบบนั้นแต่แรก.....
......การยืนจรด เราต้องยืนเปิด หมายความว่าเราจะต้องยืนให้เท้าซ้ายต่ำกว่าเท้าขวาในแนวทางที่เราต้องการจะตีลูกไป เมื่อเท้าซ้ายต่ำกว่าขวา สะโพกและไหล่จะเปิดไปตามเอง เมื่อเราสวิงไปตามแนวไหล่ลักษณะการตีจึงเป็นการตีแบบเฉือนๆ.....”
ผมตั้งท่าและสวิงแบบนั้นให้เธอดูเพื่อให้เธอเห็นภาพ ผมยังมั่นใจว่าการเรียนด้วยภาพและการทำเลียนแบบเป็นสิ่งที่เรียนได้ง่ายกว่า ผมอธิบายต่อว่า
“เราต้องย่อเข่าให้เหมือนเดิม จับกริพต่ำลงมา ลูกต้องวางค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อให้การสวิงมีลักษณะเฉือนและผ่านไป ถ้าวางลูกไปทางขวาหรือกึ่งกลางเกินไป เวลาดาวน์สวิงไม้จะลงในมุมชันเกินไป ตักลึกลงในทรายมากเกินจะบอกให้ตีให้ผ่านไปยังตีไม่ได้เลย ลูกก็จะไม่ขึ้น.....
......ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่งมากขึ้น เวลาแบ็คสวิงจะต้องหักข้อมือขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยเพื่อให้ไม้ขึ้นในมุมที่ชันขึ้น เวลาดาวน์สวิงไม้ก็จะลงในมุมที่ชัน....”
ปานฯ ทำหน้าแปลกๆ เหมือนไม่เข้าใจ เธอถามว่า
“อ้าว! ก็ไหนบอกว่าถ้าหน้าไม้ลงในมุมชันเกินไป ลูกจะไม่ขึ้นไงคะ”
“มันคนละเรื่อง ถ้าเราวางลูกไว้ทางขวา ท่าจรดของเราก็เป็นแบบหนึ่งซึ่งจะบังคับให้ไม้เดินทางไปตามลักษณะการยืนด้วย แต่ถ้าเราวางลูกไปทางซ้าย ลักษณะการยืนก็เป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นท่าทางที่ช่วยให้สวิงผ่านไปได้ มันเหมือนท่าที่เตรียมช้อนขึ้นกับท่าตีเตรียมอัดลงน่ะ มันต่างกัน เข้าใจหรือยังล่ะ?”
ผมแสดงภาพท่าทางให้เธอดูประกอบ เธอจึงถึงบางอ้อได้
“อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง”
เมื่อเห็นว่าเธอพอจะเข้าใจ ผมจึงอธิบายต่อว่า
“ตอนลงไม้นี่สำคัญ ถ้าไม่เข้าใจตีให้ตายก็ตีไม่ได้หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเราเริ่มลงไม้ด้วยการดึงมือลงมาตี ข้อมือซ้ายจะคลายออกทันที หน้าเหล็กจะเดินทางลงมาและถึงทรายก่อน ก่อนที่เราจะสวิงต่อไปได้ มันจะขุดหลังลูกทั้งลึกและหลังมากเกินไป มันก็เหมือนการสวิงตามปกตินั่นแหละ ถ้าเราดึงมือลงมาตีก่อนผลก็จะเป็นแบบนี้คือตีหลังลูกเยอะไป ดังนั้นการดาวน์สวิงเราต้องใช้ไหล่ควบคุม ส่วนมือนั้นอยู่เฉยๆ ให้ไหล่เดินทางไปตามแนวก่อน มันจะพาแขนและมือตามลงมาเอง ไหนลองดูสิ คนเก่ง”
ปานฯ ค้อนผมวงใหญ่ ทำให้ผมอยากกระโดดเข้าไปหอมแก้มสักครั้ง แต่กลัวโดนไม้กอล์ฟแพ่นกระบาลเลยได้แต่ห้ามใจไว้ เธอตั้งท่าได้ถูกต้อง แต่ก่อนจะตี ผมเตือนว่า
“สวิงให้นุ่มนวลเข้าไว้ อย่ารีบ มันขึ้นเองแหละ”
ปานฯ ซ้อมตีได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเอาลูกขึ้นจากทราย แต่ยังกำหนดระยะทางอะไรไม่ได้ เธอถามขึ้นอีกว่า
“ถ้าหากธงปักอยู่ไกลมากๆ สวิงเต็มวงก็ยังไม่ถึงจะทำยังไงคะ?”
“ถ้าขอบบังเกอร์ไม่สูงนัก เราจะใช้เหล็กอื่นก็ได้เช่นเหล็ก 9 หรือ 8 หรือ 7 แต่สวิงให้น้อยลงเพราะลูกจะวิ่งมากขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะไม่ขึ้น ถ้าสวิงได้ถูกต้องมันขึ้นเองแหละ”
ปานฯ อ้าปากจะถามต่อ แต่ถูกผมเบรกเอาไว้ก่อนว่า
“พอแล้ว ไม่ต้องถามอีก เอาแค่นี้ก่อน ทำแค่นี้ให้มันได้เสียก่อน เมื่อผมมั่นใจว่าปานฯ พอจะเรียนรู้ต่อได้ ผมจะสอนเองแหละ ทำไมผมจะไม่อยากให้ปานฯ เป็นเร็วๆ เก่งเร็วๆ ผมจะได้พาไปออกรอบด้วยกันไงล่ะ”
ดวงตาเธอเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน เธอร้องถามเสียงหลงว่า
“จริงหรือคะ สัญญานะคะว่าจะพาปานฯ ไปออกรอบ”
“สัญญาก็ได้”
“แค่เราสองคนนะคะ”
“ผมไม่คิดจะชวนคนอื่นไปด้วยหรอก”
“กลัวจะเป็นก้างขวางคอหรือคะ?” ทั้งสายตาและท่าทางที่ล้อเลียน แต่สื่อความหมายลึกลับ
“เปล่าหรอก ผมไม่อยากให้คุณเป็นจำอวดในสนามกอล์ฟให้คนอื่นหัวเราะน่ะ”
แม้เธอจะไม่ได้ออกเสียง แต่ผมอ่านริมฝีปากของเธอออก เธอบอกว่า
“คนบ้า”
ตอนค่ำ ผมพาปานฯ ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวศรีนคริทร์ เป็นร้านอาหารที่มีทั้งส่วนที่อยู่ในร้าน และส่วนที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ขณะที่เราเดินจากที่จอดรถไปยังร้านอาหาร สายตาหลายสิบคู่ต่างหันมามองเธอเป็นศูนย์กลาง จนถึงตอนนี้ผมรู้สึกชินชาไปเสียแล้ว ผมนึกในใจว่า อยากมองก็มองไป แม้จะเห็นก็เอาไปไม่ได้ แม้จะเอาไปไม่ได้แต่จำได้ก็จริงอยู่ แต่จำได้ไม่นานเดี๋ยวก็ลืม
ระหว่างที่รออาหาร ปานฯ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เมื่อคืนคุณพ่อโทรมา ท่านพูดอะไรไม่รู้แปลกๆ”
“ที่ว่าแปลกน่ะแปลกยังไง” ผมถาม
“ไม่ทราบสิคะ คุณพ่อพูดจาวกวนไปมายังไงไม่รู้ เหมือนจะพูดก็ไม่พูด อ้ำๆ อึ้งๆ ปานฯ เลยฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร จะถามอะไรก็ไม่รู้”
“สรุปแล้ว ปานฯ จับความไม่ได้”
“มีอยู่ตอนเดียวที่ฟังรู้เรื่องคือ ท่านบอกว่าจะลงมากรุงเทพฯ เร็วนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร”
“ผมว่า เมื่อไม่รู้ คิดไปก็ไม่รู้อยู่ดีนั่นแหละ เปลืองสมองคิดเปล่าๆ ถึงเวลาตอนนั้นปานฯ ก็คงรู้เอง ค่อยคิดตอนนั้นดีกว่า ถ้ามีเรื่องให้คิด” ผมให้ความเห็น
“จริงสิคะ บางทีคุณก็พูดรู้เรื่องดีนี่ ไม่ใช่กวนประสาทเป็นอย่างเดียว”
“พูดรู้เรื่องนี่หมายความว่าผมไม่ได้บ้าใช่ไหม?”
“ยังไม่เท่าไรก็เอาเชียว”
“อ้าว ที่ผมพูดเนี่ยเพราะตอนที่อยู่ที่สนามซ้อมปานฯ ทำปากขมุบขมิบด่าผมว่าคนบ้าไม่ใช่เหรอ”
“ก็คุณพูดทำไมล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นไปเพราะไม่อยากให้เห็นปานฯ เป็นจำอวดให้ใครหัวเราะ ทำไมไม่บอกล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นเป็นก้างขวางคอ”
ผมชักไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วสิว่าถ้าขืนผมพูดกวนประสาทไปเรื่อยๆ องค์ใดจะเข้าทรงร่างหรือเปล่า ทางที่ดี ผมควรสงบปากสงบคำเอาไว้จะดีกว่า ยิ่งผู้หญิงนี่ยิ่งเข้าใจยากอยู่ด้วย เพราะผู้หญิงน่ะไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ จะไปดอนเมือง แม่คุณจะอ้อมไปหนองจอกเสียก่อน กว่าจะไปถึงดอนเมืองได้บางทีก็ลืมไปเลยว่าจะไปดอนเมือง นี่แค่ตัวอย่างเดียว
บางทีอยู่กับเราแท้ๆ ดันพูดถึงแฟนเก่า ชมว่าเขาคนนั้นเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้บ้างล่ะ เคยพาไปโน่นไปนี่ ดีแบบนั้น น่ารักอย่างนี้ ทำให้สงสัยว่าถ้าเขาคนนั้นดีขนาดนี้แล้วจะเลิกกันทำไม มารู้ความจริงทีหลังว่าที่พูดน่ะเพราะอยากให้เราทำแบบนั้นบ้าง
บางทีเวลาผมจะชวนเพื่อนไปด้วย ถามเข้าก็บอกว่าไม่เป็นไร พอชวนไปด้วยจริงๆ ดันทำหน้าเหมือนอมบอระเพ็ดเข้าไปทั้งแท่ง มารู้ทีหลังว่าอยากไปกันเพียงลำพังสองคนเท่านั้นและยังบังคับให้ผมต้องเข้าใจอีกด้วย
นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมประสบมา ใครอื่นอาจประสบมาบ้างไม่มากก็น้อยจึงควรใช้เป็นอุทาหรณ์ให้ตัวเองรู้จำเอาไว้บ้าง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็น่าจะซ้ำรอยที่ดี ที่ไม่ดีต้องระวังให้จงหนัก
กว่าเราจะลุกจากที่ ร้านอาหารนั้นก็ปิดเสียแล้ว เด็กในร้านกลับไปหมดแต่เมื่อไรไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวไปมองรอบๆ จึงเห็นว่าเหลือโต๊ะเราอยู่เพียงโต๊ะเดียว ผมมัวสาละวนอยู่กับนิ้วมือเรียวทั้งสองมือ บางตอนเธอจะอิงแอบเอียงหน้าพิงลงกับไหล่ เราทั้งสองคงไม่อยากให้คืนนี้มีที่สุดอีกเลย
บทที่ 12 เมื่อไปออกรอบ
ก่อนเที่ยงเล็กน้อย ขณะที่ผมกำลังเก็บเอกสารบนโต๊ะเข้าแฟ้ม เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ผมพอเดาได้ว่าคงเป็นปานฯ เพราะระยะหลังเราไปทานอาหารเที่ยงกันบ่อยขึ้น บางครั้งไปกันเป็นฝูง บางครั้งไปกันเพียงลำพังสองคนจนเป็นที่สังเกตของเพื่อนๆ ในที่ทำงาน บางคนปากเสียพูดจาถากถางหาว่าผมหมายเด็ดดอกฟ้าทั้งที่เป็นแค่หมาวัด บางคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจะถามอะไรซ่อกแซ่กไปหมดจนผมต้องด่าว่าเป็นเสือต้องอย่าใส่เกือก ที่เฉยๆ ก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ชอบสอดรู้สอดเห็น
ผมหยิบหูฟัง พอได้ยินเสียงก็รู้ว่าใช่
“เมื่อไหร่ดีล่ะ.....หา ตอนนี้เลยเหรอ.....หัวหน้าผมออกไปแล้วนี่จะลากับใครดีล่ะ.....ฝากบอกเพื่อนน่ะเหรอ ไม่ดีอ่ะ เดี๋ยวผมค่อยโทรมาลาเองดีกว่า.....แล้วจะเจอกันที่ไหนเพื่อเอาถุงกอล์ฟมาใส่รถล่ะ....เออ ก็ดี.....เดี๋ยวเจอกันที่จอดรถของโรงแรมนะ”
ปานฯ ไม่ได้ชวนผมไปทานข้าว แต่ชวนผมไปออกรอบ ใจผมน่ะมีความคันเป็นทุนอยู่แล้วเพราะผมไม่ได้เล่นกอล์ฟเลยนานเกือบสองเดือน ไม่ว่าเพื่อนกลุ่มไหนจะโทรมาชวนผมต้องปฏิเสธไปทุกรายจนแทบจะเลิกชวนผมอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ผมได้ซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอก็กับลูกศิษย์คนโปรดคนเดียวของผมนี่แหละคนที่ผมกำลังจะไปเล่นกอล์ฟด้วยซึ่งเป็นเหตุอีกอย่างที่ทำให้ผมไม่ปฏิเสธ
เป็นวันทำงาน ผมเชื่อว่าคนเล่นกอล์ฟคงมีไม่มากนักเหมาะสำหรับนักกอล์ฟหัดใหม่ที่จะได้ใช้เวลาตามสบาย ผมไม่ต้องคิดซ้ำสอง รับปากปานฯ ในทันที
“เราจะไปเล่นที่ไหนดีคะ” ปานฯ ถามขึ้นขณะที่ผมเลี้ยวรถออกจากที่จอดรถของโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก
คำถามที่เธอถามผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ต้องไม่ใช่สนามในเมืองหรือใกล้เคียงที่คนอาจจะเยอะ เราอาจเล่นไม่สะดวกนักโดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเป็นครั้งแรก ที่สำคัญคือสนามต้องสวย ผมชอบสนามสวยๆ เล่นแล้วสบายใจดีทั้งได้ชื่นชมกับธรรมชาติอันงดงาม สนามที่ออกแบบได้ดีมีความยากง่ายสำหรับนักกอล์ฟแต่ละระดับฝีมือไม่ห่างกัน มีความยากง่ายของแต่ละหลุมและทั้งสนามโดยรวมเหมาะสมดีที่สะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการและความรู้ของผู้สร้างว่ามีระดับจริงๆ
ผมมองดูปานฯ ที่เปลี่ยนองค์ทรงชุดใหม่เป็นชุดเล่นกอล์ฟ ถ้าไปเดินแบบเสื้อผ้าชุดนั้นคงขายดีแน่ กางเกงขายาวสีเนื้อขาสอบรีบทำให้เธอดูเหมือนนกกระยางที่ท่อมๆ หาเหยื่อตามท้องนา เสื้อยืดแขนยาวสีเหลืองอ๋อยสลับขาวตามขวางขนาดกำลังพอดีตัวไม่รัดจนน่าเกลียดทำให้เธอดูสง่า ใบหน้าที่โปะด้วยครีมกันแดดขาวเหมือนละครโอโน๊ะของญี่ปุ่นทำให้ดูแทบไม่ออกว่าเป็นใครแต่ยังสวยอยู่ ใต้หมวกแก้ปสีขาวสะอาดเธอรวบผมเป็นหางม้าไว้ด้านหลังและแว่นตากันแดดสีดำทำให้ดูเหมือนจ๊อกกี้ขี่ม้าไม่มีผิด เธอสวมถุงมือสีขาวสะอาดทั้งสองมือ แทบจะไม่มีผิวเนื้อสักตารางนิ้วเดียวที่ถูกแดดลามเลียเอาได้ ผมชอบเวลาที่เธอเยื้องย่างไปแต่ละก้าวช่างงามสง่าอย่างไม่มีที่ติดุจนางพญาหงส์ฟ้าที่ลอยลงมาจากสวรรค์นั่นแล
ผมเปลี่ยนแค่เสื้อเป็นเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวธรรมดา ใส่หมวกแก้ปสีฟ้าสลับขาว ใส่ถุงมือข้างซ้ายข้างเดียว ผมรอเธออยู่ที่ห้องโถงหน้าห้องแต่งตัว เธอเดินมาคล้องแขนผมเดินควงราวกับไปงานกาล่า ดินเนอร์เช่นนั้น ปานฯ พูดขึ้นว่า
“เห็นคุณในชุดเล่นกอล์ฟเป็นครั้งแรก คุณเท่ห์มากเลยนะคะ”
“เท่ห์ตรงไหน ผมก็แต่งแบบนี้แหละ ปานฯ ก็เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วนี่”
“ไม่รู้สิ ปานฯ ชอบก็แล้วกัน”
ว่าจะไม่ ผมเองอดชมเธอไม่ได้ว่า
“ปานฯ สวยเกินไป น่าจะไปเดินแบบมากกว่าเล่นกอล์ฟนะ แล้วก็หน้าขาวๆ แบบนี้เขาเรียกว่าว่อก แปลว่าลิง” พอสิ้นคำ กำปั้นน้อยๆ ของเธอก็เหวี่ยงตุ้บเข้าที่กลางหลังพอดี ผมทำมารยาร้องโอดโอยไปตามเรื่อง
เราเล่นกอล์ฟไปชื่นชมธรรมชาติไป ปานฯ เล่นกอล์ฟได้ดีสำหรับครั้งแรกในสนามจริง ส่วนใหญ่ที่เสียเป็นลูกสั้นเสียมากเพราะความไม่มีประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังมีน้อย ผมปล่อยให้เธอตัดสินใจเลือกเหล็กที่จะใช้เอง เมื่อเล่นผิดพลาดไปผมจะบอกให้เลือกใช้เหล็กใหม่และให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ไปตลอดการเล่น
“ลูกที่จมหญ้าแบบนี้ หลุมอยู่ห่างออกไปมากพอ เราต้องวางลูกค่อนไปด้านหลังเพื่อให้เหล็กตีกระทบลูกได้ดีกว่า เหล็กที่ใช้เมื่อวางลูกค่อนไปข้างหลังหน้าเหล็กจะชันขึ้นเอง เหล็กพิชชิ่งจะตั้งเหมือนเหล็ก 7 ซึ่งลูกจะพุ่งและวิ่งไปมากกว่าจึงต้องระวังเรื่องระยะและน้ำหนักในการสวิง”
หรือ “ปานฯ คงพอเดาได้นะว่าถ้ากรีนเอียงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเราจะต้องพัทท์ไปด้านไหนเพื่อให้ลูกเลี้ยวโค้งไปที่หลุม ส่วนจะมากน้อยสักขนาดไหนเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้จินตนาการวาดภาพเอาเองโดยการมองจากลูกไปที่หลุมและมองย้อนกลับจากที่หลุมไปยังลูก ระหว่างที่เดินจากลูกไปที่หลุมเพื่อดูไลน์ย้อนกลับมานั้นควรนับจำนวนก้าวเอาไว้ในใจเพื่อให้ได้ความรู้สึกของระยะทางซึ่งปกติการซ้อมพัทท์นั้นเราควรหาน้ำหนักการพัทท์โดยเฉลี่ยเอาไว้ด้วยเช่น ถ้าระยะประมาณสิบก้าว เราควรให้น้ำหนักการพัทท์ประมาณแค่ไหนเป็นต้น”
ผมเหลือบเห็นแค้ดดี้สาวทั้งสองคนกระซิบกระซาบ หัวร่อต่อกระซิกกันในขณะที่มองมาที่เราทั้งสองคน ความจริงผมก็เขินๆ อยู่เหมือนกันที่ปล่อยให้ปานฯ ยืนพิงผมจนชิดขณะที่ผมสอนเธอดูไลน์บ้าง ขณะที่อธิบายการเล่นบางอย่างบ้าง
แต่ช่างปะไร ใครจะอิจฉาผมก็ช่วยไม่ได้ แต่เอ! หรือว่า แค้ดดี้นี่เป็นหญิง อาจจะอิจฉาปานฯ ก็ได้ใครจะรู้
เราแวะที่ซุ้มขายเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำใหญ่เมื่อเล่นไปได้สี่หลุม ผมชี้ให้ปานฯ ดูกาน้ำตัวผอมยาว สีดำที่เกาะอยู่ริมตลิ่ง หน้าตามันเซ่อๆ ขนเป็นมันเหมือนเล่นน้ำมาหมาดๆ สายลมโชยมาไม่ขาดระยะพาให้ผิวน้ำพลิ้วตัวไปเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ระยิบระยับตาเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย เหล่าสกุณาร่วมขับขานเพลงรักออกเซ็งแซ่ บ้างโผบินเป็นคู่ไปจับอยู่ที่กิ่งไม้ บ้างกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง มันเป็นธรรมชาติอันน่าจรุงใจ
เรายืนเคียงพิงระเบียงของซุ้มน้ำ มือผมโอบที่ไหล่กระชับร่างนั้นเข้ามา เธอคล้องแขนโอบผมที่เอว สายตาเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายราวตกอยู่ในภวังค์ ปานฯ เมียงหน้ามามอง ผมดันหมวกแก้ปของเธอให้เผยอขึ้น ก้มลงประทับริมฝีปากบนหน้าผาก เธอหลบสายตาซบหน้าลงกับอก
ออกรอบครั้งแรกของเรา เราต่างเรียนรู้กันมากมาย และความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนไปจากใจของเรา
บทที่ 13 หนักใจ
ค่ำวันนั้น ผมกลับบ้านด้วยความเป็นสุขใจยากที่จะหาใดปาน รู้ตัวว่ายิ้มกับตัวเองมาตลอดทาง ใจที่เหม่อลอยกับฝันที่เฟื่องไปราวกับท่องไปในวิมานที่เต็มไปด้วยสิ่งสวยสดงดงาม ตัวนั้นเบาหวิวเหมือนล่องลอยไปบนปุยเมฆอันเย็นฉ่ำ ไต่ไปตามขอบรุ้งอันวิจิตรตระการตาแล้วคว้าสีสันหลายหลากโปรยไปให้ใครอื่นได้ชื่นชม ดุจละอองน้ำอันชื่นฉ่ำที่ชโลมหัวใจให้เบ่งบาน
ผมอยากแหกปากตะโกนให้ก้องโลก ให้คนทั้งหลายได้อิจฉา
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผมต้องชะงักเมื่อเสียงห้าวๆ ของคุณพ่อดังขึ้นว่า
“เดี๋ยว พ่อมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย”
ผมคงยิ้มแปลกๆ ทำให้คุณพ่อมองหน้าผมอย่างฉงน ผมเดินเข้าไปใกล้เกาะแขนพ่อแล้วดึงให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวพร้อมกัน
“ครับคุณพ่อ มีอะไรหรือครับ”
“ก็เรื่องเดิมๆ ที่พ่อเคยคุยกับลูกนั่นแหละ” น้ำเสียงของคุณพ่อฟังดูจริงจังแต่ไม่เคร่งขรึม
“คุณพ่อคุยกับผมเป็นพันเรื่อง เอาเรื่องไหนดีล่ะครับ” ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพ่อหมายถึงเรื่องไหน
“ลูกเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว พ่อเองอายุก็มากขึ้นทุกวัน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้....”
ผมรู้แล้วว่าพ่อกำลังจะพูดเรื่องอะไรเลยพูดขัดขึ้นว่า
“พ่อเลยอยากให้ผมแต่งงานใช่ไหมครับ?”
“ใช่ ลูกจะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที มีความรับผิดชอบ”
ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ
“ผมไม่มีความรับผิดชอบตรงไหนครับคุณพ่อ ผมมีงานทำ รับผิดชอบงานได้ดีหัวหน้าไม่เคยตำหนิ ไม่เคยหนักใจ เงินเดือนผมก็ไม่น้อย แล้วคำว่าผู้ใหญ่เต็มตัวจะวัดยังไงครับ?” น้ำเสียงผมเป็นปกติ ออกจะสดใสด้วยซ้ำ
“พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น พูดง่ายๆ คือ พ่ออยากให้ลูกแต่งงานนั่นแหละ”
“คุณพ่อไม่ต้องห่วง ถึงเวลาผมก็แต่งเองแหละ”
“แกจะให้พ่อตายก่อนหรือไงถึงจะแต่งน่ะ พ่อหมายความว่าเร็วๆ นี้ เพราะพ่อคุยกับแกเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว” เสียงของคุณพ่อเริ่มเครียดขึ้น เปลี่ยนสรรพนามเรียกผมจากลูกเป็นแก
“ก็ได้ครับ........แต่ผมต้องถามเธอดูก่อนว่าเธอจะยอมแต่งกับผมหรือเปล่า”
ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มและหุบลงทันใดที่ได้ยินประโยคต่อมา และเปลี่ยนเป็นเครียดหนัก
“แกหมายถึงใคร?”
“คนที่ผมรักสิครับ”
คุณพ่อทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินถ้อยความจากปากของผม
“ความรักเหรอ.....” คุณพ่อจ้องหน้าผมอย่างดูแคลน “.....ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยไหน ไม่มีความรักที่จะเทียบความเหมาะสม เจ้าชายจะไปคว้าหญิงไพร่มาเป็นคู่ครองมีแต่ในนิยายที่แต่งให้คนอ่านฝันเฟื่องไปก็เท่านั้น ความคิดของแกนี่แหละที่ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ”
ผมอึ้ง ที่อึ้งเพราะผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคุณพ่อมากกว่า ใจนั้นอยากจะประนีประนอมกับผู้บังเกิดเกล้า ไม่อยากทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หัวสมองของผมปั่นเร็วจี๋คิดคำนวณเอาไว้เสร็จสรรพ พูดเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า
“คุณพ่ออาจจะพูดถูก แต่ชีวิตเป็นของผมๆ ควรจะมีส่วนตัดสินใจอยู่บ้าง ผมขอแบบนี้แล้วกันนะครับ.....” ผมมองสีหน้าของคุณพ่อเห็นว่าสงบขึ้นจึงพูดต่อว่า
“.....ผมขอโอกาสได้สนทนากับหญิงที่คุณพ่อจะเลือกให้ คุณพ่อเองก็คงไม่อยากให้เธอคนนั้นมาแต่งงานกับผมด้วยความจำใจ ถ้าเธอคนนั้นยอมรับผมได้ ผมอาจจะยอมตามใจคุณพ่อสักครั้ง แต่ผมอยากให้คุณพ่อตระหนักสักนิดว่า ไม่มีอะไรเป็นสิ่งรับประกันได้ว่าชีวิตการแต่งงานจะต้องจบลงด้วยความสุขเสมอไป ไม่ว่าผมจะเลือกเองหรือคุณพ่อเลือกให้ ถ้าบังเอิญผมยอมตามที่คุณพ่อเลือกให้และหากบังเอิญไม่มีความสุข ผมไม่อยากให้คุณพ่อรู้สึกผิดที่เป็นคนเลือกให้ ผมอยากให้คุณพ่อคิดเสียว่านั่นเป็นเพราะสวรรค์บันดาลก็แล้วกัน แล้วผมจะไม่นึกตำหนิคุณพ่อเลย ผมไม่บังอาจเช่นนั้นเพราะผมรู้ดีว่าคุณพ่อปรารถนาดีต่อลูกเสมอ”
สีหน้าของคุณพ่อเหมือนปูนปั้น นิ่งอึ้งไป ก็แหม ผมอุตส่าห์ใช้สมองอันน้อยนิดเรียบเรียงไว้เป็นอย่างดี แต่ความหมายของผมมีมากกว่านั้น
ผมมีแผนอยู่ในใจของผมแล้วว่าผมจะต้องทำยังไง
ถามว่าผมหนักใจไหม ผมยอมรับว่าหนักใจอยู่
บทที่ 14 สุดที่รัก
อารมณ์อันชื่นมื่นต้องสะดุดหยุดลงกลายเป็นความหนักใจเข้ามาแทนที่ ถ้าหากบังเอิญสิ่งที่ผมคิดไม่เป็นอย่างที่คิดผมจะบอกปานฯ ว่าอย่างไร จริงอยู่เราอาจจะยังไม่เคยเอ่ยปากฝากคำหวานแก่กันเลยสักครั้ง แต่ท่าทีที่มีต่อกันไม่จำเป็นต้องเอ่ยเป็นคำพูด มันเป็นภาพที่บรรยายได้ดีกว่าคำพูดเป็นหมื่นพัน มีแต่เพียงคนสองคนเท่านั้นที่รู้ที่เข้าใจ
ผมนอนก่ายหน้าผาก คิดไปสารพัดจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก จากความทุกข์อย่างหนึ่งกลายเป็นความทุกข์ใจอีกแบบหนึ่ง มันเหมือนสิ่งที่เกิดมาคู่กับชีวิตมนุษย์ที่แยกกันไม่ออก เรามักจะหลงไปกับรสของสัมผัสทั้งหลายทั้งปวง ที่พาเราไปสู่การเวียนว่ายในทุกข์อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติ เกิดมาใหม่ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรเล่าที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง ผมจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างไร
ปานฯ รู้สึกแปลกใจที่เห็นผมขรึมไป ถามว่า
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมขรึมไป?”
จิตใจและสมองของผมมันปั่นป่วน คิดวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่นจนไม่ได้ยินที่ปานฯ ถาม เธอจับมือแล้วออกแรงบีบเบาๆ ผมมองหน้าเธองงๆ รอยยิ้มของเธอจางหายไปมีความสงสัยเข้ามาแทนที่
“คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า ปานฯ ถามคุณไม่ได้ยินหรือคะ?”
“อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่น่ะ” ผมโกหก
“งั้นสารภาพมาว่าคิดถึงใครอยู่”
“คิดถึงปานฯ มั้ง” ผมฝืนยิ้มชืดๆ
“ปานฯ อยู่ตรงนี้แล้วยังจะคิดถึงอยู่อีก เห็นปานเป็นเด็กอมมือหรือไง?”
คงจะเป็นเพราะความเอาใจใส่ที่เรามีต่อกันมาตลอด ความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจรอดพ้นความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ แต่ผมไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้ ไม่อยากสร้างความทุกข์ใจให้แก่เธอถ้าใจที่เธอมีแก่ผมเป็นจริงอย่างที่ผมหวัง ผมตอบเลี่ยงไปว่า
“ผมมีเรื่องหนักใจนิดหน่อย เป็นเรื่องทางบ้าน แต่ผมคิดว่าผมคงสามารถแก้ไขได้ แล้วผมจะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน” เธอบีบมือผมเหมือนปลอบโยน ให้กำลังใจ ดวงตาเธอบอกแบบนั้น ผมฝืนยิ้มอย่างเต็มแรง เปลี่ยนเรื่องคุย
“เสาร์นี้เราไปออกรอบกันไหมจ๊ะปานฯ?”
พอได้ยินคำว่ากอล์ฟ สีหน้าของเธอเบิกบานขึ้นมาทันที เป็นธรรมชาติของคนเล่นกอล์ฟ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเล่น ไม่มีใครเลยที่จะปฏิเสธความคันในหัวใจถ้าจะได้ไปออกรอบ
ปานฯ ถามว่า
“ว่าแต่ คุณคิดว่าฝีมือกอล์ฟของปานฯ จะทำให้คนอื่นเค้าต้องรำคาญไหมถ้าจะไปเล่นวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คนเล่นกันเยอะๆ น่ะ?”
“ไม่หรอก ฝีมือของปานฯ ดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเชียว” ผมพูดความจริง ฝีมือโดยรวมของเธอนับว่าใช้ได้ดีทีเดียว ผมยังคิดเลยว่าหากเธอได้ซ้อมหรือเล่นต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ปานฯ จะต้องเป็นนักกอล์ฟที่ดีคนหนึ่ง
“งั้น วันเสาร์นี้พาปานฯ ไปออกรอบอีกนะคะ”
“ได้สิ”
ผมไปรับปานฯ แต่เช้ามืดของวันเสาร์ สองวันนับแต่วันที่คุณพ่อคุยเรื่องนั้น ผมค่อยรู้สึกดีขึ้น เมื่อพอจะปรับความคิดให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ชัดเจนขึ้น ความรู้สึกจึงปรับดีขึ้นตาม ผมขับรถมุ่งลงใต้ ปานฯ ไม่ได้ถามสักคำว่าผมจะพาเธอไปเล่นกอล์ฟที่สนามไหน
“หน้าตาคุณดูสดใสขึ้นนะคะ” เธอยิ้มพลางเอื้อมมือมาจับมือผมไว้
“สองวันก่อนดูไม่ดีเลยเหรอ?” ผมถามอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่ช่างเถิดค่ะ ตอนนี้คุณดีขึ้นแล้วปานก็เป็นสุขแล้วค่ะ”
ภูมิประเทศสองข้างทางไกลออกไปสุดสายตามีแต่ทุ่งนาโล่งๆ คลุมด้วยหมอกจางๆ ในความสลัวยามอรุณใกล้รุ่ง มีต้นตาลสูงชะลูดขึ้นกระจัดกระจายไปทั้งสองฟาก เมื่อทิวเขายาวปรากฏต่อสายตาเบื้องหน้า เป็นสัญญาณบอกว่าเราออกห่างนครหลวงมาพอสมควรแล้ว ปานฯ ชี้ให้ผมดูควายที่นอนจมอยู่ในปลักราวกับมันเป็นสัตว์ประหลาด ความจริงก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นเพราะควายที่เราเคยเห็นกลาดเกลื่อนตามท้องนาในสมัยก่อนไม่ว่าจะไปทิศทางไหน แต่ตอนนี้มันกลับหาดูได้ยากขึ้นยกเว้นในชนบทที่ห่างไกลออกไปจริงๆ ชาวนาคงใช้ควายเหล็กทำนาแทน
ทิวเขาที่เห็นจางๆ เมื่อครู่ค่อยชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ความยาวเหยียดที่ทอดไปไม่เสมอกัน บางตอนสูง บางตอนต่ำสลับกันไปมาเหมือนมังกรยักษ์ในเทพนิยายที่สงบอยู่ ที่เห็นว่าทิวนั้นจะสิ้นสุดลงที่ใดที่หนึ่งแต่แล้วกลับมีอีกทิวหนึ่งซ้อนขึ้นมาอีก ซ้อนขึ้นมาอีก ทิวแล้วทิวเล่าจนหาที่สุดไม่ได้ ดวงอาทิตย์ที่ตอนแรกแทรกตัวหลังหลืบเขาแค่ทอประกายเป็นสีทองจางๆ บัดนี้เริ่มดันตัวผ่านหลังเขาขึ้นมาอย่างช้าๆ ส่องแสงกระจ่างตาปลุกชาวพาราให้ออกทำมาหากิน
ทางเข้าถึงสนามกอล์ฟค่อนข้างสลับซับซ้อนลึกเข้าไปจากถนนหลวงพอสมควร สนามตั้งอยู่เชิงเขาที่มองเห็นเมื่อครู่ เรารับประทานอาหารเช้าที่คลับเฮ้าส์ที่ตั้งอยู่บนเนินสูง
“ดูท่าทางสนามจะสวยมากนะคะ” ปานฯ เอ่ยขึ้นพลางสูดอากาศยามเช้าเข้าเต็มปอด
“สวยครับ เป็นสนามหนึ่งที่ผมชอบมาก วันนี้ปานฯ จะได้เรียนรู้วิธีการเล่นจากสนามที่ไม่ใช่พื้นราบอย่างที่เคยเล่น”
“มันต่างกันมากหรือคะ”
“ค่อนข้างมากและต้องรู้วิธีเล่น วิธีจรด การวางตำแหน่งลูกและอื่นๆ อีกมากมาย”
“น่าสนุกนะคะ”
“ครับ กีฬากอล์ฟจึงเป็นกีฬาที่ท้าทายทำให้ผู้เล่นต้องเรียนรู้วิธีในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เฉพาะหน้าและจำเป็นต้องวางแผนในการเล่นให้ดีด้วย”
เราค่อนข้างจะโชคดีที่จำนวนผู้เล่นวันนี้มีไม่มากนัก ตอนที่เราลงไปที่แท่นทีหลุม 1 นั้นมองไม่เห็นใครอยู่บนกรีนเลย ลมค่อนข้างสงบ พื้นสนามยังมีน้ำค้างจับอยู่เต็มมองดูขาวโพลนไปทั่ว มีรอยเท้าย่ำเป็นทางให้เห็นเป็นบางช่วง
ผมอธิบายให้ปานฯ ฟังเมื่อลูกอยู่ในทำเลที่เป็นทางลาดขึ้นว่า
“ลูกในทำเลลักษณะนี้ เราจะจรดตามปกติที่เราเคยจดไม่ได้ การเล่นทุกช็อตในกอล์ฟ เราต้องวางจัดตัวเราให้ขนานไปกับพื้นที่หรือทำเลนั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือการวางแกนสันหนังให้เป็นมุมฉากกับทำเลนั้นเพื่อให้เราสามารถสวิงตีลูกได้ตามแนวของวงสวิงของตัวเรา อย่างลูกแบบนี้ซึ่งเป็นทางลาดขึ้น เราจะต้องจัดวางไหล่ของเราให้ขนานกับพื้นที่ น้ำหนักตัวจึงอยู่ค่อนมาทางเท้าขวาตามธรรมชาติ ตำแหน่งลูกจึงต้องอยู่ค่อนไปทางเท้าซ้ายเพราะจุดต่ำสุดของวงสวิงเราเปลี่ยนไปจึงต้องปรับให้มันสมดุลยกัน.....
.....วิธีการเล็งไปที่เป้าหมายก็ต้องปรับด้วยเพราะลูกลักษณะนี้เมื่อเราสวิงตีลูกออกไปหน้าไม้จะพาให้ลูกโค้งไปทางซ้าย เวลาเล็งเราจึงต้องเล็งไปทางขวาเผื่อให้ลูกโค้งกลับมายังเป้าหมายที่เราต้องการ”
ปานฯ ไม่เข้าใจ ถามว่า
“แล้วทำไมลูกถึงจะเลี้ยวโค้งมาได้คะ?”
“ผมอยากให้นึกภาพแบบนี้ สมมติให้ตัวเรากำลังยืนตีอยู่บนสะพานแขวนและวาดภาพการเดินทาง
ของลูกไปด้วย ถ้าสะพานนั้นขนานไปกับพื้นดินก็ไม่มีปัญหา แต่หากเรายกปลายสะพานด้านหน้าขึ้นภาพลักษณะการเดินทางของลูกจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรงแล้วแต่มันจะเดินทางไปตามสภาพของทำเลนั้นๆ ซึ่งเกิดจากทั้งการจัดวางตัวของเราที่เปลี่ยนไปและมุมหรือองศาของหน้าไม้ที่เดินทางเข้าปะทะลูก
ในทางตรงข้าม ถ้าเรายกปลายสะพานอีกด้านหนึ่งขึ้นลองนึกภาพดูสิว่าตัวเราจะเอียงไปทางไหน การจัดวางลำตัวก็ต้องทำในลักษณะตรงข้ามกับอีกแบบหนึ่งที่อธิบายไปแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อดูว่าเราควรวางตำแหน่งลูกยังไงคือตั้งท่าให้ถูกแล้วซ้อมสวิงให้หน้าไม้ผ่านไปบนหญ้าแล้วดูว่าจุดต่ำสุดของมันอยู่ตรงไหน นั่นแหละคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น”
ปานฯ ยกมือขึ้นเกาศีรษะ บ่นว่า
“ดูมันจะไม่ง่ายเลยนะคะเพราะถ้าเกิดสะพานที่ว่าตะแคงซ้ายหรือขวาล่ะ”
“ใช่เลย ถ้าเกิดสะพานตะแคงจากขวาไปซ้ายเราจะทำยังไง เราจะถอยตัวออกมาโดยที่ยังจับกริพที่ปลายสุดไม่ได้เพราะจะทำให้ท่าทางในการจรดลูกของเราไม่ถูกต้อง เราต้องยืนในลักษณะเดิมแต่จับกริพให้ต่ำลงไปมากเท่าที่จำเป็นเท่าที่มันจะสัมพันธ์กับความความเอียงของพื้นที่นั้น และแน่นอนลูกที่ตีออกไปจะเลี้ยวโค้งไปทางซ้ายตามแนวของพื้นที่นั้น เวลาเล็งเราต้องเล็งเผื่อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความลาดเอียง หากสะพานตะแคงอีกด้านหนึ่งเราก็จะต้องปรับตรงข้าม”
เราเล่นกอล์ฟไปชมธรรมชาติและคุยกันไป สิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจที่แม้ผมจะค่อนข้างมั่นใจว่าปานฯ คงพอใจผมอยู่เช่นกันแต่ผมก็ยังอยากที่จะได้ยินจากปากของเธอเพื่อยืนยันว่าความมั่นใจของผมนั้นถูกต้องเพราะมันหมายถึงกำลังใจ ผมเอ่ยขึ้นว่า
“ปานฯ ผมมีอะไรจะถามปานฯ อย่างหนึ่ง และผมต้องการคำตอบที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่าผมจะรู้สึกยังไงเพราะผมโตแล้ว โตพอที่จะยอมรับความจริงได้ไม่ยาก ปานฯ สัญญาได้ไหมว่าจะตอบผมตามความเป็นจริง”
เธอหยุดเดิน หันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย บอกว่า
“ปานฯ สัญญาค่ะว่าจะตอบตามความเป็นจริง”
“ดี.....ถ้าเช่นนั้น ผมอยากจะถามปานฯ ว่าในความรู้สึกของหัวใจของปานฯ ที่มีต่อผมเป็นยังไงบ้าง?”
“คุณหมายความว่าปานฯ รักคุณหรือเปล่าใช่ไหมคะ?”
เราต่างมองลึกลงไปในดวงตาของกันและกันคล้ายกับจะให้มันเป็นพยานแห่งความจริง
“ใช่”
“คุณไม่คิดหรือว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบเกินไปที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายบอกฝ่ายชายก่อนโดยเฉพาะในเรื่องแบบนี้”
“ปานต้องการให้ผมบอกปานฯ ก่อน?”
“ค่ะ”
ผมรวบมือเธอทั้งสองมากุมไว้มั่น ดึงเธอเข้ามาใกล้ กระซิบกับเธอว่า
“ผมรักคุณ”
เธอกระซิบกับผมบ้างว่า
“ปานฯ ก็รักคุณค่ะ”
ผมรั้งร่างนั้นเข้ามากอด สายลมกรรโชกมารุนแรงวูบหนึ่ง หยาดน้ำค้างที่ยังคงเหลืออยู่บนใบไม้ร่วงกราวเป็นละออง เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้าถักทอเป็นสายรุ้งเล็กๆ จางๆ บนฟ้าเหนือศีรษะของเรา
บทที่ 15 สวรรค์เบี่ยง
สายฝนที่กระหน่ำลงมาราวฟ้าแตกเมื่อตอนหัวค่ำถอนเอาต้นไม้ในบริเวณบ้านไปหลายต้น ที่แข็งแรงก็รักษากิ่งก้านเอาไว้ไม่ได้หักโค่นไปไม่น้อย แต่ตอนนี้พระพิรุณกลับปราณีเพียงโปรยปรายหยาดฝนเป็นละอองให้ความชุ่มฉ่ำเย็นสบายแก่มวลสัตว์โลก เสียงกบ อึ่งอ่างครางกันระงมร้องหาคู่ ผมอวยชัยให้มันโชคดีได้เจอคนที่มันรักอย่างที่ผมเป็น
เก้าอี้ผ้าใบรับน้ำหนักไม่มาก ผมนอนโยกตัวอย่างสบายอารมณ์ที่ระเบียงห้อง พยายามค้นหาดวงดาวบนฟ้าเหมือนงมหาเพชรในมหาสมุทร มันโดนเมฆหมอกบดบังเอาไว้สิ้น แม้กระทั่งจันทร์ที่เคยกระจ่างฟ้ากลับหม่นมัวไม่สดใสแม้จะเต็มดวงก็ตาม แต่เชื่อไหมว่าใจของผมกลับสว่างจ้า ไม่คาดคิด ไม่คาดฝันว่าผมจะสามารถชนะใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่งดงามดุจเทพธิดา – มันเป็นเพราะกอล์ฟแท้ๆ
ผมเคลิ้มหลับไป แต่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ ขอให้เป็นสุดที่รักของผมเถิดที่เรียกมา เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมองหน้าจอ ผมยิ้มแก้มแทบปริ พยายามทำเสียงให้หล่อที่สุด
“ผมกำลังคิดถึงปานฯ อยู่พอดี”
แต่เสียงจากปลายสายอีกฟากหนึ่งทำให้หัวใจของผมหล่นวูบ มือไม้เย็นวาบแทบไม่มีเรี่ยวแรง แทนที่จะเป็นเสียงหวานๆ ของเธออย่างเคยกลับเป็นเสียงสะอื้นไห้อย่างรุนแรง ปานฯ กำลังร้องไห้เหมือนเด็กๆ เพราะเธอร้องไห้ออกมาโฮใหญ่
ผมตะโกนกรอกเสียงเรียก
“ปานฯ ปานฯ ปานฯ ร้องไห้ทำไม ใครเป็นอะไร ปานฯ เป็นอะไร บอกผมก่อน”
เธอยังร้องไห้เสียงดัง พูดเสียงกระท่อนกระแท่นแทบจับไม่ได้ความ
“คุณ.......คุณ.....มา......หา.......ปานฯ......หน่อย ได้ไหมคะ?”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
ผมเผ่นพรวดกลับเข้าห้อง เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอย่างรวกๆ คว้ากุญแจรถได้เผ่นพรวดจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่นที่คุณพ่อและคุณแม่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ ผมไม่มีเวลาที่จะบอกกล่าวอะไร เพียงพูดขึ้นสั้นๆ ว่า
“ผมจะออกไปธุระข้างนอกหน่อย”
เป็นครั้งแรกที่ผมรีดเอาแรงม้าจากรถของผมออกมาจนหมด มันทะยานพุ่งไปข้างหน้า ทิ้งฝุ่นให้ตลบคละคลุ้งไว้ข้างหลัง หัวสมองของผมสับสนยิ่งกว่าเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง มีคำถามเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ปานฯ ต้องร้องไห้มากมายขนาดนั้น ญาติพี่น้อง พ่อหรือแม่หรือเปล่าที่อาจเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หรือเธอถูกใครข่มเหงรังแกเข้า หรือทรัพย์สมบัติทางบ้านถูกยึดกลายเป็นบุคคลล้มละลาย หรือฯลฯ
ทันทีที่รถของผมปักหัวผ่านประตูเข้าไปพบปานฯ ยืนคอยท่าอยู่แล้ว เธอสาวเท้าตรงมาที่รถ เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่ง เธอบอกสั้นๆ ว่า
“ไปก่อนเถิดค่ะ ไปไหนก็ได้”
ผมขับรถออกจากที่นั่น เหลือบมองดูเห็นเธอก้มหน้าลงกับมือทั้งสอง สะอื้นไห้ออกมาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกใจเสียอย่างบอกไม่ถูก ความสงสารเกิดขึ้นมาอย่างท่วมท้นหัวใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาพร้อมๆ กับเธอ ผมดึงมือหนึ่งของเธอมากุม บีบเบาๆ เป็นการปลอบใจและให้กำลังใจ นึกว่าจะทำให้ดีขึ้น แต่ปานฯ กลับสะอื้นไห้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง มือของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา
ผมขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย แต่จะขับไปเรื่อยแบบนี้ได้อย่างไร ผมอยากหาที่สงบๆ ที่ไหนสักแห่งที่ผมจะได้คุย ได้สอบถามให้รู้เรื่อง ผมนึกถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งขึ้นมาได้ มันอยู่นอกเมืองออกมาไม่ไกลและอยู่ในเส้นทางที่ผมกำลังบ่ายหน้าไป
ถนนทางเข้าสนามกอล์ฟเส้นนั้นค่อนข้างสงัด ผมจอดรถที่ริมทาง ดับไฟหน้ารถแต่ปล่อยเครื่องยนต์ให้ติดไว้
“ปานฯ บอกผมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงผมแทบเป็นเสียงกระซิบ เธอไม่ตอบ แต่โผทั้งร่างเข้ามากอดผมไว้แน่นและร้องไห้โฮออกมา
ผมทำอะไรไม่ถูก มือหนึ่งลูบแผ่นหลัง อีกมือลูบศีรษะอย่างทะนุถนอมเป็นการปลอบโยน เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นเป็นนานราวกับวิญญาณถูกกระชากลงนรกก็ไม่ปาน ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ รอจนกระทั่งเธอค่อยสงบลงบ้าง
“ปานฯ บอกผมหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นอะไร”
“ปานฯ ไม่ยอม......ปานฯ ไม่ยอม” เธอพูดแค่นั้นแล้วร้องไห้ต่ออีกคำรพหนึ่ง
“ปานฯ.....ไหนบอกผมสิว่าเกิดอะไรขึ้น ปานฯ ไม่ยอมอะไร” เสียงผมเครียดขึ้น
“คุณพ่อค่ะ คุณพ่อ”
“คุณพ่อเป็นอะไร?”
“คุณพ่อใจร้าย.....คุณพ่อบังคับใจปานฯ”
“คุณพ่อบังคับอะไรปานฯ บอกผมสิ”
ใจผมเริ่มเสีย กริ่งเกรงไปก่อนว่าปานฯ อาจจะถูกคุณพ่อบังคับอย่างที่ผมถูกพ่อบังคับก็เป็นได้ และนั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมจะรับได้
สายฝนที่พรำมาตลอดกลับหนักขึ้นทุกที เม็ดฝนนับล้านๆ สาดกระทบเข้ากับรถเสียงดังลั่นไปหมด มันกำลังร่ำไห้ให้กับเราทั้งสอง
ปานฯ พูดขึ้นด้วยเสียงอันสั่นสะท้านว่า
“ปานฯ อยากตาย”
ผมถึงกับใจหายวูบที่ได้ยินคำนั้น ปานฯ ไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนแอขนาดนั้น เธอเป็นหญิงสาวที่มั่นคงในจิตใจ เป็นคนที่แข็งแกร่ง เป็นผู้หญิงที่มีเหตุมีผลที่สุดคนหนึ่ง แล้วอะไรที่ทำให้เธอพูดออกมาแบบนั้น แบบคนสิ้นคิด
ผมพูดเสียงกร้าวว่า
“ปานฯ พูดแบบนี้ได้ยังไง ปัญหาไม่ว่าจะใหญ่คับฟ้าเพียงใดย่อมมีทางแก้ไขทั้งสิ้น อย่าพูดแบบนี้อีกนะ”
“แต่ปัญหาของปานฯ ไม่มีทางแก้ไข”
“มีสิ ยังไงก็ต้องมี ไหนบอกผมสิว่าคุณพ่อบังคับอะไรปานฯ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง พูดเสียงสั่นเครือว่า
“คุณพ่อ.....บังคับ......ให้ปานฯ......แต่งงาน”
แล้วความกลัวอย่างร้ายกาจที่เหมือนมัจจุราชมาคร่าเอาวิญญาณไปที่ผมสังหรณ์ใจอยู่ก็เป็นความจริง ผมกัดฟันกรอดคิดตำหนิในความอาภัพรักของเรา เรื่องของผมยังไปไม่ถึงไหน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังมีเรื่องของปานฯ เข้ามาแบบเดียวกันอีก มันกลายเป็นเชือกที่ถูกผูกขึ้นเป็นสองปมซ้อนกัน
ผมรีบตั้งสติใหม่ สติเท่านั้นที่จะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า
“ปานฯ ฟังผมนะ ตั้งใจฟังให้ดี.....”
ผมประคองใบหน้าของเธอที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้น
“.....ปานฯ รู้ไหมว่าจะต้องแต่งงานกับใคร”
“ไม่ทราบค่ะ”
“อ้าว! คุณพ่อไม่ได้บอกหรอกหรือ”
“ ไม่ทันที่คุณพ่อจะบอกอะไร พอคุณพ่อพูดเรื่องที่ปานฯ ต้องแต่งงานกับคนที่คุณพ่อเลือกให้เท่านั้น เราก็มีปากเสียงกันรุนแรง คุณพ่อ.....คุณพ่อตบหน้าปานฯ ด้วยค่ะ” เธอสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปานฯ จะต้องแต่งวันนี้หรือพรุ่งนี้นี่นา”
“คุณพ่อบอกว่าเร็วที่สุดค่ะ”
“แสดงว่าปานฯ ก็ยังไม่เคยพบเห็นว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ก็ยังไม่เคยเห็นปานฯ ไม่ใช่หรือ”
“ยังค่ะ”
“ความหวังก็ยังมีอยู่ว่า ถ้าเขาคนนั้นไม่ตกลงปลงใจกับปานฯ ๆ ก็ไม่ต้องแต่งไม่ใช่เหรอ”
“ก็แล้วจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ”
“เป็นไปได้สิ ถ้าปานฯ ทำให้เขาไม่ชอบได้ หรือหาทางทำให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ทำนายทายทักว่าไม่ใช่เนื้อคู่กันหรือร้ายกว่านั้นอาจมีใครคนหนึ่งเป็นไป หรือทางสุดท้ายคือ หนีไปกับผมถ้าไม่มีทางออกจริงๆ ตอนนี้ใจเย็นๆ ไปก่อน ผมเดาว่าคงมีสักวันแหละที่คุณพ่อปานฯ จะต้องหาวันให้ปานฯ กับเขาคนนั้นได้พบกัน เหมือนการแนะนำตัวแหละ แล้วดูว่าเขามีท่าทีอย่างไร เขาอาจจะไม่เสน่หาปานเลยสักนิดก็เป็นไปได้” ผมพูดไปเท่าที่จะนึกได้ในตอนนั้น พูดให้เธอเอาไปคิดถึงความเป็นไปได้ เธอจะได้เลิกคิดถึงการคิดสั้นอย่างที่เธอพูดออกมา
“คุณคิดว่าจะเป็นไปได้หรือคะที่เขาจะไม่สนใจปานฯ เลย ขี้คร้าน....”
“ปานฯ อย่ามั่นใจนักเลย อาจมีอ้ายเซ่ออย่างผมคนเดียวที่รักปานฯ ก็ได้”
“นี่คุณ.....” กำปั้นทั้งสองรัวเข้าใส่หน้าอกผมอย่างไม่นับจนผมต้องปิดป้องเป็นพัลวัน รวบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน รั้งร่างของเธอเข้ามาในอ้อมกอด ประทับริมฝีปากเข้าด้วยกันอย่างแสนรักใคร่
“ปานฯ จ๊ะ ผมอยากจะขอร้องอะไรอย่าง”
“อะไรหรือคะ?”
“คุณพ่อน่ะ อย่างไรเสียท่านก็เป็นคุณพ่อ ท่านคงมีเหตุผลของท่าน ที่ผมมั่นใจมากๆ คือท่านรักปานฯ เชื่อผมสิ..... อย่าทำให้ท่านต้องเสียใจ อย่าทำให้ท่านต้องเป็นทุกข์ใจ มันเป็นบาป..... เราค่อยๆ หาทางจัดการไปทีละอย่าง หากว่าถึงที่สุดแล้วและความรักของเราเป็นไปไม่ได้จริงๆ คุณต้องสละผม แต่ต้องไม่ใช่คุณพ่อ ปานฯ เข้าใจไหม..... ถึงแม้ผมจะเป็นทุกข์ใจอย่างไรมันยังเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคุณพ่อของปานฯ ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณที่สุดในชีวิต ท่านให้กำเนิดเรามา เราจะอกตัญญูต่อท่านไม่ได้เป็นอันขาด ปานฯ ต้องตั้งสติตรองดูให้ดี..... ผมจะบอกให้ปานฯ ทราบว่า ถ้าแม้คุณพ่อปานฯ ยังไม่รัก ปานฯ จะไปบอกว่ารักใครคนอื่นได้ยังไง ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก..... ผมรู้ ผมเข้าใจว่าปานฯ กำลังเสียใจ กำลังผิดหวัง ปานฯ ถึงมีอารมณ์พูดจาไม่ดีกับคุณพ่อไปบ้าง แต่ตอนนี้ปานฯ มีสติครบถ้วน ปานฯ ลองคิดดูว่าที่ผมพูดนั้นจริงไหม.....อย่าสงสัยในความรักของผมที่มีต่อปานฯ ผมว่าปานฯ รู้ดีว่าผมรักปานฯ แค่ไหน แต่จะให้ผมทำให้ปานฯ เป็นคนอกตัญญูต่อคุณพ่อล่ะก็ ปานฯ อย่ารักผมดีกว่าเพราะผมไม่ใช่เป็นคนดีอย่างที่ปานฯ หวัง”
บทที่ 16 โชคสองชั้น
ผมนอนไม่หลับมาสองคืนติดกัน และทานได้ไม่มากมันเหมือนมีอะไรที่แสนขมขื่นมาจุกอกไว้ สมองมัวหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับปานฯ มันเหมือนการรอคอยระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดขึ้นมาเมื่อไร มันเหมือนถูกจำขังเอาไว้ในห้องมืด ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างใด ถ้าเปรียบเป็นการสงคราม เราถูกบังคับให้สงบอยู่ รอวันเวลาที่ข้าศึกจะลงมืออย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความอึดอัด แม้จะส่งสายลับเข้าไปสอดแนมในแนวศัตรู แต่ที่ได้รับคือความว่างเปล่า
เราคุยกันทางโทรศัพท์ ปานฯ บอกว่า
“ปานฯ ให้น้องชายช่วยเลียบเคียงถามจากคุณแม่แล้ว น้องชายบอกว่าคุณแม่ไม่รู้เรื่อง และไม่อยากรับรู้ด้วย เป็นเรื่องที่คุณพ่อจัดการเองทั้งหมด”
ผมได้แต่ลอบถอนใจด้วยความหนักใจ ไม่พยายามที่จะแสดงอาการใดๆ ให้ปานฯ เห็น ให้เธอรู้สึก ผมถามว่า
“แล้วหลังจากวันนั้น ปานฯ มีปัญหาอะไรกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ ปานฯ เชื่อคุณค่ะ ขอบคุณที่เตือนสติปานฯ”
ผมดีใจที่เธอเชื่อ ผมคิดว่าผมคิดไม่ผิดแม้ว่าสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมแนะนำเธอไปนั้นจะสร้างความร้าวราญใจให้กับตัวเองสักเพียงใดก็ตาม
ผมเดินเข้าไปในครัว พบป้าแม้นกำลังเตรียมอาหารค่ำอยู่ ผมเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ทราบว่าคุณแม่ยังใส่บาตรอยู่ทุกเช้าหรือเปล่าครับป้า?”
“ใส่ค่ะ ทุกเช้าแหละค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ช่วยเรียนคุณแม่ด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าผมอยากจะตักบาตรกับคุณแม่ด้วยนะป้า” นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมคิดขึ้นได้ การได้ตักบาตรทำบุญจะช่วยให้จิตใจของผมสบายขึ้นบ้าง และหวังอยู่ลึกๆ ว่า เหตุการณ์ทั้งมวลจะคลี่คลายไปในทางที่ดีแม้จะริบหรี่เสียเหลือเกิน
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณนายกับคุณท่านเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อกลางวันนี้แล้วค่ะ”
“ไม่เห็นเป็นไร ผมตักบาตรกับป้าก็ได้ ป้าช่วยเตรียมอาหารสำหรับตักบาตรด้วยนะครับ ป้าทำอาหารให้สุดฝีมือเลยนะ”
ป้าแช่มตั้งโต๊ะที่หน้าบ้าน อาหารที่เตรียมไว้นั้นจัดใส่ปิ่นโตเถาใหญ่ มีดอกไม้อีกหนึ่งกำ น้ำดื่มหนึ่งขวด
ผมพอจำได้ว่าเป็นพระรูปเดิมที่เดินบิณฑบาตในซอยบ้านอยู่เป็นนิจ มีลูกศิษย์คนหนึ่งเดินตามหลังมาหิ้วของที่ได้รับจากการบิณฑบาต ผมถอดรองเท้า ก้มลงกราบที่พื้นสามครั้ง ถวายอาหารที่เตรียมไว้
พระรูปนั้นเอ่ยขึ้นว่า
“โยมคงเป็นบุตรชายของโยมสายสมรล่ะสิ” แววตาของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา
“ครับ”
พระรูปนั้นนิ่งพินิจผมอยู่ครู่สั้นๆ พลางเอ่ยว่า
“อืม สิ่งใดที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ก็เพราะเรายึดถือมั่นกับมันมากเกินไปเหมือนการถือแก้วน้ำเอาไว้ ใช่ว่าแก้วน้ำนั้นจะมีน้ำหนักแค่ไหน แต่อยู่ที่เราถือเอาไว้นานเพียงใดต่างหาก โยมลองพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดี”
ผมก้มลงกราบสามครั้ง
ยิ่งพยายามจะตั้งสติทำงานมากเท่าไรก็ดูเหมือนจะคว้าได้แต่อากาศ ตัวหนังสือที่เรียงเป็นพรืดบนหน้ากระดาษตรงหน้ามีแต่ตัวพยัญชนะที่ผมรู้จักเท่านั้น มันไม่สามารถผสมเป็นคำเป็นประโยคให้ผมทำความเข้าใจได้เลย ผมเหลือบมองดูเวลาแทบจะทุกห้านาที เร่งนาฬิกาให้มันขยันเดินมากๆ หน่อยจะได้พักเที่ยงไวๆ
เรานัดทานอาหารกันที่ห้องอาหารของโรมแรมหรูไม่ไกลจากที่ทำงานมากนักที่ซึ่งพนักงานทั่วไปไม่เข้าไปใช้บริการกัน จะมีก็แต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ผมยอมลงทุนจ่ายค่าอาหารแพงๆ ก็เพื่อให้พ้นจากสายตาของบรรดาเหยี่ยวข่าวผู้ไม่พึงประสงค์ที่ชอบบริหารปากได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ทั้งที่น่าจะรู้สักนิดว่าอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ธรรมชาติสร้างให้มาเป็นคู่ หูก็มีสองข้าง ตาก็มีสองข้าง จมูกก็มีสองรู แขนก็มีสองแขน แต่ปาก ธรรมชาติสร้างให้มีปากเดียว ที่สำคัญสร้างมาให้เพื่อรับประทานอาหาร จะได้พูดน้อยลง หรือจะพูดก็ควรประหยัดปากเข้าไว้ เลือกพูดแต่ในสิ่งที่เหมาะที่ควร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้มั่วไปเรื่อยจนปากเป็นสีก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
เรานั่งอยู่เคียงกันที่โต๊ะอาหารริมกระจกใส จากชั้นสูงสุดของโรมแรมสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของเมืองหลวงมีอาคารสูงผุดขึ้นราวดอกหญ้า ท้องฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยสดใสกลับขุ่นมัวด้วยควันพิษทั้งหลายทั้งปวงที่เราเป็นคนก่อขึ้น สวนสาธารณะสีเขียวที่มีอยู่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีความหมายอะไร
ผมกุมมือของปานฯ ที่วางอยู่บนโต๊ะปูด้วยผ้าสะอาดสีขาว แจกันดอกไม้เล็กๆ สีขาวนวล มีดอกกุหลาบสีแดงเข้มปักอยู่วางที่มุมหนึ่ง ตรงหน้าเราทั้งสองมีถ้วยกาแฟส่งควันกรุ่นๆ กากาแฟสีเงินเป็นมันวางอยู่คู่กัน แก้วน้ำขายาวมีหยดน้ำเกาะอยู่โดยรอบ
เสียงดนตรีจากเปียโนที่ตั้งอยู่ห่างออกไปกังวานเสนาะโสต นักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงสากล ชื่อเพลงแปลเป็นไทยว่า “เธอ” (she) เพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งที่ผมอยากให้ปานฯ ฟัง
“ปานฯ ชอบเพลงนี้ไหม?” ผมถาม
“ชอบมากค่ะ”
“ผมก็ชอบมากโดยเฉพาะเนื้อเพลงตอนจบที่บอกว่า
‘ฉันรวมเอาน้ำตาและรอยยิ้ม ประทับพิมพ์ลงในใจไว้เสมอ
จะจดจำใบหน้างามของเธอ ทีฉันเพ้อละเมอหาทุกนาที’ ”
ปานฯ หัวเราะคิก บอกว่า
“ไม่เห็นใช่สักหน่อย แต่เป็นกลอนก็เพราะดีค่ะ”
เธอเบนหน้าหนีด้วยรอยยิ้มที่เอียงอายขณะที่ผมประทับรอยจูบลงบนหลังมือของเธอ
ปานฯ ร้องขึ้นเสียงค่อนข้างดัง ด้วยความตกใจ ทำตาโต จ้องหน้าผมเขม็ง เมื่อผมอ้าปากงับเข้าที่หลังมือ
“อุ๊ย! คุณกัดปานฯทำไมคะ”
“เพื่อให้ปานฯ ระลึกถึงผมเสมอและตลอดไป” ผมบอกพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ
ผมขอตัวเข้าห้องน้ำ ขณะที่เดินผ่านไปตามโต๊ะต่างๆ ที่มีแขกนั่งอยู่เกือบเต็ม สายตาประจันเข้ากับบุรุษอาวุโสท่านหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง ถ้าไม่ใช่คุณพ่อของผมแล้วจะเป็นใคร ครั้นจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นก็สายเกินกาล เพราะสายตาคู่นั้นมองตรงมาที่ผมเช่นกัน จำต้องเดินตรงเข้าไปทักทาย
ผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ถามว่า
“คุณพ่อมาทานข้าวคนเดียวหรือครับ?”
“เปล่า พ่อมีแขก กำลังรออยู่เดี๋ยวคงมา แล้วลูกล่ะมาทานข้าวกับใคร?”
“กับเพื่อนครับ.....” ผมบอกและชี้มือไปอีกทาง “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับคุณพ่อ
“อืม” คุณพ่อหันหน้ากลับไปมองรายการอาหารในมือ
หลังจากที่ออกจากห้องน้ำ ผมเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะ ขณะที่ปานฯ ลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำบ้าง เมื่อเธอกลับมา ปานฯ พูดเสียงอ่อยๆ ว่า
“โชคไม่ดีเลยค่ะ ตอนที่ปานฯ กำลังจะเข้าห้องน้ำ ปานฯ เจอคุณพ่อเข้าพอดี จะหลบก็ไม่ทันเลยต้องทัก”
ผมรู้สึกกึ่งอัศจรรย์ใจ กึ่งสมเพชตัวเองและปานฯ ที่ต้องมาเจออะไรเหมือนๆ กันอยู่เรื่อย เราโดนบังคับให้แต่งงานเหมือนกัน มาทานข้าวก็ยังเจอพ่อเหมือนกันอีก ผมนึกในใจว่า ‘ทำไมไม่บังเอิญอีกให้คนที่เราถูกเลือกให้แต่งงานเป็นเราวะ’
“ผมว่าเรารีบไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อคุณเห็นผมเข้ามีหวังบ่อนแตก”
ปานฯ หน้าเสียพูดแทบเป็นเสียงกระซิบว่า
“ไม่ทันแล้วล่ะค่ะ”
บุรุษสูงวัย ผมสีดอกเลา ท่าทางภูมิฐานเดินตรงมาที่โต๊ะที่เรานั่งอยู่ ปานฯ นั่งตัวสั่นงันงกเมื่อคุณพ่อเดินมาหยุดที่โต๊ะ จ้องหน้าผมเข็ง พูดเสียงเครียดขึ้นว่า
“ปานฯ พ่อมีธุระจะคุยด้วยหน่อย ตามพ่อมา”
“คุณพ่อคะ นี่เพื่อนหนูค่ะ”
ผมรีบลนลานลุกขึ้นยืน ประนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณพ่อของปานฯ รับไหว้อย่างเสียไปที
ปานลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตามคุณพ่อไป ไม่ถึงสองนาทีปานฯ เดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนจะร้องไห้ออกมากระนั้น
ผมถามระล่ำระลักว่า
“คุณพ่อว่ายังไงบ้าง?”
“คุณพ่อถามว่าคุณเป็นใคร ปานฯ บอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงาน คุณพ่อบอกว่าเย็นนี้คุณพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย เท่านั้นแหละค่ะ”
“ซวยล่ะซี ดีนะที่คุณพ่อยังไว้หน้าผม”
ใบหน้าของปานฯ เต็มไปด้วยความงุนงง เธอเหลือบตาขึ้นมองอะไรสิ่งหนึ่งด้านหลังของผม ทำให้ผมหันกลับไปมองตาม ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบจะหลุดออกมาจากอกเพราะภาพนั้นคือคุณพ่อของผมเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน
เสียงของผมสั่นเหมือนคนทรงเจ้า ไม่ใช่เสียงอย่างเดียว ขาก็สั่น มือไม้ก็สั่นและเย็นเยียบเหมือนดุจเห็นพญาราชสีห์ที่จ้องตะปบเหยื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเรามีชนักติดหลังอยู่ตอนนี้ ผมและปานฯ คงไม่ต้องหวาดระแวงขนาดนี้
ผมพูดตะกุกตะกักว่า
“ปานฯ นี่คุณพ่อผมเอง”
ปานฯ รีบลุกขึ้นประนมมือไหว้พร้อมถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อย
ผมเห็นคุณพ่อจ้องปานฯ ตาไม่กระพริบ พูดเสียงกร้าวว่า
“พ่อมีเรื่องคุยด้วย มานี่ซิ”
ผมเดินตามคุณพ่อไปเหมือนลูกหมาเซื่องๆ ที่หน้าเคาว์เตอร์บาร์ คุณพ่อถามขึ้นว่า
“ผู้หญิงคนนั้นใคร?”
“เพื่อนที่ทำงานครับคุณพ่อ”
“คู่รักของแกเรอะ?”
“คือ.....เอ่อ.....เปล่าครับ เป็นเพื่อนที่ทำงานครับ” ผมจะเป็นต้องโกหกเพราะไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งที่ความจริงผมอยากบอกความจริงไปให้หมดเรื่องไปเลย แต่ใครจะรู้ว่ารังผึ้งจะแตกหรือเปล่า
“เย็นนี้พ่อมีธุระจะคุยกับแก กลับบ้านหลังเลิกงานทันทีนะ”
“ครับ”
โปรดติดตามต่อไป
คืนนั้นทั้งคืนผมไม่มีโอกาสฝันถึงปานฯ ตามที่เธอขอไว้เลย แต่ผมมีอย่างอื่นที่ดีกว่าที่ไม่ว่าหญิงสาวที่ไหนในโลกคงดีใจที่มีใครคนหนึ่งเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาจนหลับไปเมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว ผมบอกไม่ถูกว่ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์กันแน่ มันก้ำกึ่งปะปนกันอยู่อย่างยากที่จะจำแนกออกได้ นับเป็นความทุกข์ที่ผมปล่อยให้ใจตัวเองหลงระเริง
แล้วความเป็นจริงที่เกิดขึ้นล่ะ คิดเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมยิ้มกับตัวเองได้อย่างสุขใจ “ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ” เป็นคำพูดที่ก้องอยู่ในโสตประสาท แม้ในยามตื่นเช่นตอนนี้ ผมนึกถึงรอยยิ้มที่เอียงอาย ปลายนิ้วเรียวที่ฟาดเผียะลงบนหลังมือ ผมยกหลังมือซ้ายขึ้นสัมผัสที่ริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัวและลูบไล้ไปที่แก้มซ้ายที่เธอลักฝากรอยประทับไว้ให้
ผมเปิดประตูที่ระเบียงห้องนอน ยืนพิงระเบียงกว้างสูดกลิ่นสายลมเย็นยามเช้าที่หอบเอากลิ่นไอฝนมาด้วย ขอบฟ้าเริ่มทอประกายแสงอรุณรับวันใหม่ที่จะมาถึง เสียงไก่ขันแว่วมาไกลๆ ยอดไม้ที่เบื้องล่างไหวเอนตามสายลมวูบหนึ่งแล้วกลับสงัดลง ความคิดและหัวใจที่ล่องลอยท่องเที่ยวไปถึงที่ไหนถ้าผมไม่บอก ใครจะรู้ มันดูเหมือนจะจากไปชั่วนิรันดร์ จนไม่ได้ยินเสียงบานประตูที่เลื่อนเปิด สะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
“ดิฉันเห็นไฟห้องเปิดแล้วเลยชงกาแฟมาให้ค่ะ” ป้าแม้นเป็นแม่บ้านที่เลี้ยงดูผมมาแต่อ้อนแต่ออกวางถ้วยกาแฟไอกรุ่นบนขอบระเบียง
“ขอบใจจ้ะป้า” ผมยกกาแฟขึ้นจิบ กลิ่นและรสกาแฟทำให้ผมสว่างขึ้น
“วันนี้ตื่นเช้าจังนะคะ น่าแปลกใจจัง” ป้าแม้นยิ้มแบบมีเลศนัย แต่ผมไม่ใส่ใจ
“ผมสบายดีจ้ะป้า”
“น่าจะมากกว่าสบายดีกระมังคะ” ป้าแม้นพยายามมองผมด้วยสายตาแปลกๆ
ผมพยายามซ่อนเร้นเปลี่ยนเรื่องทันทีว่า
“ผมจะไปอาบน้ำแล้วป้า” ผมหันหลังกลับ เดินถือถ้วยกาแฟไปด้วย
จริงอย่างที่ป้าแม้นตั้งข้อสังเกตแหละ ผมไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อนแม้จะไปเล่นกอล์ฟก็ตาม ต่างจากนักกอล์ฟคนอื่นๆ ที่ไม่เคยตื่นเช้าเลยแต่ถ้าเพื่อไปเล่นกอล์ฟจะเช้าแค่ไหนก็ตื่นได้ ความจริงผมก็เคยลองตื่นโดยตั้งนาฬิกาปลุก พอออกรอบเล่นกอล์ฟมีลมเย็นๆ กับแสงอาทิตย์ที่โผล่พ้นฟ้าทำให้ผมสามารถยืนท้าวพัตเตอร์หลับขณะที่รอเพื่อนๆ พัทท์ได้จนเพื่อนต้องมาปลุก และเล่นต่อไปเหมือนคนเมาคลื่น เดินไปหาวไปตลอดทาง กว่าจะตีได้พาร์ก็ปาเข้าไปหลุม 18 แล้ว
แต่เช้านี้ต่างไป ผมไม่ได้ตั้งใจตื่นแต่ตีห้ากว่าๆ หรอก มันตื่นเอง จะข่มตาให้หลับตาก็ไม่ได้เพราะใครคนนั้นบุกรุกเข้ามาในสมองอีกแล้ว ทำให้นึกถึงเพลงหวานขับร้องโดยมรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์
ชื่อเพลงยามรัก เนื้อเพลงตอนหนึ่งความว่า
“ยามเช้าพี่ก็เฝ้าคิดถึงน้อง
ยามสายพี่หมายจ้องเที่ยวมองหา
ยามบ่ายพี่วุ่นวายถึงกานดา
ยามเย็นไม่เห็นหน้าผวาทรวง”
ผมหันไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายราวกับจะบอกให้มันสั่นมันร้องขึ้นมาให้ชื่นใจเสียที ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงไม่ดังขึ้นตอนนี้หรอก ส่วนจะดังขึ้นตอนไหนใจผมคงหงุดหงิดจนกว่าจะถึงตอนนั้น แต่แล้วกลับต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัวด้วยความยินดีที่มันแผดเสียงดังขึ้น
แทบจะระงับความลิงโลดใจไม่อยู่ ต้องพยายามสะกดใจไว้เต็มที่
“อรุณสวัสดิ์ครับ.....ปานฯ ก็ตื่นเช้าเหมือนกันนี่.....เมื่อคืนไม่ได้ฝันถึงหรอก แต่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า.....ผมยังไม่บอกหรอก เอาไว้บอกต่อหน้าดีกว่า......ได้ เดี๋ยวผมจะออกจากบ้านเลย.....ได้สิถุงกอล์ฟผมอยู่ท้ายรถอยู่แล้ว......เดี๋ยวเจอกันจ้ะ”
นักกอล์ฟบางตาในตอนเช้าขนาดนี้ เราขึ้นไปชั้นบนของอาคารซ้อมอย่างเคยและสั่งอาหารเช้า ทั่วสนามยังคงมีหมอกจางๆ ปกคลุมโดยทั่ว ใบธงที่ปักบอกระยะเคยพริ้วสะบัดกลับห้อยตกลงเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นจากนอน ผมเหลือบมองมือเรียวที่วางอยู่บนที่ท้าวแขน อดใจไม่ได้อยากสัมผัสให้สมกับความคิดถึงที่เกิดขึ้นตลอดคืนเมื่อคืนนี้
เมื่อเอื้อมมืออกไป ผมเห็นว่าเธอเห็น ปานฯ ท่าทางเหนียมอายแต่ยื่นมือนั้นออกมา เราพบกันครึ่งทาง แต่เมื่อผมพยายามที่จะสบตาด้วย เธอได้แต่ก้มหน้านิ่งราวกับจะปล่อยให้สัมผัสของมือถ่ายทอดความรู้สึกให้กันและกัน ที่เรียกว่าสื่อภาษาใจที่เราเข้าใจเป็นอย่างดี
หลังจากที่เรารับประทานอาหารเช้าที่เหมือนอาหารทิพย์เสร็จ เราปล่อยเวลาให้ดำเนินของมันไป เรารู้ว่าวันนี้ทั้งวันเป็นของเรา เธอพูดทำลายความเงียบขึ้นก่อนว่า
“ไหนคุณบอกว่ามีอะไรจะบอกปานฯ ไง”
“ผมเปลี่ยนใจไม่บอกแล้ว” ผมตอบดื้อๆ
“อ้าว! ไหงเป็นงั้นล่ะ เพราะอะไร ทำไมถึงไม่บอก?” เสียงของเธอฟังดูจริงจัง แต่ไม่จริงจัง
“ถ้าบอกก็รู้สิ” ผมไม่ได้มีเจตนากวน แต่รู้ว่านี่เป็นการกระตุ้นความอยากรู้ให้เพิ่มขึ้นต่างหาก
“แล้วคุณไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้หรอกหรือ?” น้ำเสียงของเธอเหมือนวิงวอน ขอร้องเจือด้วยความหวานแหวว
“ผมว่าปานฯ คงรู้อยู่แล้วล่ะ”
“แม้จะเดาถูก แต่ก็ยังอยากฟังอยู่ดี”
“งั้นยิ่งไม่บอกใหญ่”
“แล้วคุณไม่อยากรู้หรือว่าปานอยากบอกอะไร?”
“อยากบอกก็บอกสิ แต่ยังไงผมก็ไม่บอก”
“ปานฯ อยากบอกว่า ยิ่งรู้จักคุณมากเท่าไร คุณยิ่งกวนประสาทมากขึ้นเพียงนั้น”
ผมหัวเราะ ไม่ตอบอะไร ลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบเหล็ก 7 ในถุงของเธอออกมาสวิงเล่น บอกเธอว่า
“ไหนว่าอยากมาซ้อมกอล์ฟไม่ใช่เหรอ ซ้อมสิ”
ปานลุกขึ้น สวมถุงมือทั้งสองข้าง รับเหล็กจากผมไป ตั้งท่าสวิงลมไปมาหลายครั้ง ผมเห็นว่าท่าทางสวิงลมของเธอคล่องแคล่วขึ้นมาก ไม่เหมือนคนหัดใหม่เลย ความจริงก็ใช่เพราะเธอซ้อมมาเดือนเศษแล้ว
เธอเดินกลับมาด้านหลัง เล็งเป้าหมายที่จะตีไป เข้าไปตั้งท่าจรดและสวิงตีลูกไปอย่างอ่อนช้อย ผมมองตามลูกที่ทะยานไปข้างหน้า ตกเลยป้ายบอกระยะ 100 ไปอีกไม่น้อย
เธอเปลี่ยนเหล็กใหม่เป็นเหล็ก 5 ผมกำชับว่า
“ต้องสวิงแบบเดียวกัน ด้วยจังหวะที่เหมือนกันทุกอย่างนะ”
เมื่อเห็นว่าเธอตีลูกออกได้ดีตามสมควร ผมหยิบหัวไม้ 5 จากถุงยื่นส่งให้ บอกว่า
“ลองตีไม้แฟร์เวย์ดูบ้าง”
ไม้ที่ยาวขึ้นทำให้จังหวะการสวิงของเธอเพี้ยนไป บางลูกออกซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ตรงบ้าง ผมบอกว่า
“ผมรู้สึกว่าปานฯ พยายามสวิงให้แรงขึ้นนะ พยายามรักษาจังหวะการสวิงให้เหมือนเดิมไม่ว่าจะตีด้วยไม้อันไหนทั้งนั้น ด้วยจังหวะที่ดีเราจะสามารถตีลูกได้ไกลเท่าที่ควรจะเป็นเพราะความยาวของไม้และองศาของมัน ด้วยแรงบิดและการคลายตัวนี่แหละจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเร็วเอง อย่าไปคิดอย่างอื่น สวิงไปตามความรู้สึกที่เรียนรู้มาเท่านั้นแหละ”
ปานฯ สวิงตีลูกได้ดีขึ้น เธอถามขึ้นว่า
“ถ้าใช้หัวไม้หนึ่งที่เราต้องการตีให้ไกลที่สุด เราไม่ต้องออกแรงสวิงให้มากขึ้นหรือคะ?”
“ไม่ใช่ออกแรงสวิงให้แรงขึ้น แต่ที่ถูกต้องคือ เราต้องรักษาจังหวะการขึ้นแบ็คสวิงให้คงที่เช่นเดิม ไม่ใช่คิดจะตีให้ไกลขึ้นก็ขึ้นแบ็คสวิงเร็วขึ้นแล้วกระชากไม้ลงมาตี เมื่อจังหวะการขึ้นไม้คงที่จนถึงท็อปสวิง หากเราต้องการเร่งความเร็วเราต้องเร่งขาลงคือให้นึกถึงแต่บิดสะโพกกลับให้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้เราจะต้องรักษาสมดุลย์ของร่างกายเอาไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่หวดไปจนตัวหมุนเป็นลูกข่าง ลูกไปไหนก็ไม่รู้ พอจะเข้าใจไหม”
“พอเข้าใจค่ะ”
ผมอธิบายต่อว่า
“ในเกมกอล์ฟ มีโอกาสให้เราตีเสียอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องห่วงแม้กระทั่งมืออาชีพก็เหอะ เพราะในสนามมีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นตัวสนามเองที่ออกแบบอุปสรรคไว้สารพัดไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำ คูคลอง บ่อทราย หญ้ายาว พื้นสนามที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนสนามฟุตบอล สายลม ต้นไม้และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาเลยกลายเป็นว่านักกอล์ฟจะต้องทำยังไงให้เสียหายน้อยที่สุดนั่นคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและนักกอล์ฟจะทำได้ดีก็ด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ ดังนั้นศัตรูตัวร้ายที่สุดในเกมกอล์ฟก็คือตัวเราเอง”
“ตัวเราเองหรือคะ?”
“ใช่ ต่อให้เป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกก็เหอะ เขาจะต้องเรียนรู้ในการจัดการตัวเองนั่นคือความคิด เราจะต้องจัดวิธีการคิดให้ถูก ให้เป็น ไม่เช่นนั้นสวิงที่คนอื่นมองว่าแสนจะสมบูรณ์ก็กลายเป็นสวิงช้อนปลาได้ง่ายๆ ปานฯ เคยดูกอล์ฟทางทีวีไม่ใช่เหรอ นั่นน่ะมืออาชีพระดับโลกทั้งนั้นแต่ก็ยังตีลูกตกน้ำตกท่า ตีเข้าใส่คนดูรอบสนามจนบาดเจ็บ ตีเข้ารกเข้าพงอยู่เป็นประจำ....”
“อืม จริงสิคะ แม้ไทเกอร์ วูดส์ที่ว่าแน่ๆ ยังตกรอบได้เลย บางคนตีนำมาสามวันอยู่ดีๆ วันสุดท้ายกลับหายเข้ากลีบเมฆไปเลย แล้วมีวิธีจัดการตัวเองให้ถูกต้องยังไงบ้างคะ?”
ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้ว่าตัวเองยังจัดการความคิดของตัวเองไม่ได้เลย แต่เมื่อถูกถามก็ต้องพยายามตอบให้ได้ ผมค่อยเรียบเรียงความคิด อธิบายว่า
“อย่างแรก เรารู้ว่าความเร็วที่เกิดขึ้นในการสวิงนั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งวินาทีเศษเท่านั้น ดังนั้นในระหว่างสวิงเราจะเอาเรื่องมารกสมองไม่ได้เลยโดยเฉพาะเทคนิคต่างๆ ในการสวิง เทวดาที่ไหนก็ไม่มีทางที่จะระวังเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเราได้เลย”
“อ้าว แล้วถ้าเรามีปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ต้องระวังหรือต้องแก้ไขล่ะคะจะทำยังไง?”
ผมรู้ว่าถ้าจะตอบเรื่องนี้คงยาวยืดเพราะต้องอธิบายกันยาวเหยียดเหมือนการเล็คเชอร์ในชั้นเรียน เพื่อให้ง่ายเข้า ผมสรุปบอกว่า
“เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไรซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค เราก็แก้ไขในสนามซ้อม เมื่อลงไปเล่นในสนามจริงและบังเอิญตีเลอะเทอะ ให้บอกตัวเองว่าไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านั้นอีกแล้วซึ่งมันจริง เราปฏิเสธไม่ได้ แล้วเปลี่ยนความคิดใหม่จากเรื่องเทคนิคเป็นเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าเช่น กรีนอยู่ตรงนั้น เราจะสวิงพาลูกไปตกที่นั่นแล้วสวิงไปเลย ผมรับรองว่าจะดีกว่าแน่นอนเพราะเจ้าความคิดนี่แหละจะเป็นตัวสกัดกั้นการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างราบรื่น มันทำเราเกร็ง ต่อให้เป็นคนที่ยังมีข้อบกพร่องในวงสวิงอยู่ก็เหอะ แต่ถ้าร่างกายสามารถทำงานได้อย่างราบเรียบ นุ่มนวลดี เราก็ยังสามารถตีลูกออกไปได้แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม”
“เจ้าความคิดนี่มันร้ายอย่างนั้นเชียวหรือคะ”
“ไม่เชิงนัก แต่เราต้องจัดการกับเจ้าความคิดให้เป็น เราจะคิดวิเคราะห์ข้อผิดพลาดก่อนหรือหลังได้ แต่จะมามัววิเคราะห์ในระหว่างการสวิงไม่ได้”
“แล้วเห็นเพื่อนที่เล่นกอล์ฟบอกว่าเจอน้ำทีไรตีลูกตกน้ำทุกที ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะทำยังไงล่ะ”
“ง่ายนิดเดียว ก็ในเมื่อมันตกทุกทีอยู่แล้วเพราะเรากลัว ความกลัวนี่แหละที่ทำให้เราเกร็ง สวิงติดๆขัดๆ เราก็เปลี่ยนความคิดใหม่อย่างที่บอก กลัวก็ตก ไม่กลัวอาจจะไม่ตกแล้วสวิงไป จะเลือกเอาแบบไหนล่ะ สรุปง่ายๆ สวิงไปเหอะ ไม่ต้องไปคิด หากตีเสียก็ตีใหม่แค่นั้นเอง”
“ฟังดูง่ายดีนะคะ”
“ใช่ ก็เราไปทำให้มันยากเอง”
บทที่ 11 ลูกจากทราย
ผมให้ปานฯ ลองตีไม้แทบจะทุกอันในถุงยกเว้นเหล็กยาว ต้องยอมรับว่าเธอมีทักษะทางการกีฬาอยู่มาก ร่างกายแม้จะดูเพรียวลม แขนขายาวเก้งก้างแต่แข็งแรงเหมือนนักเทนนิสสาวชาวรัสเซียที่สวยทั้งรูป ฝีมือก็ร้ายกาจดุจกัน ผมเองได้อานิสงไปด้วยจากการนำพาเธอไปออกกำลังกายโดยเฉพาะการจ็อคกิ้งซึ่งทำให้ผมแข็งแรงขึ้น จึงสวิงได้แรงขึ้นเองตามสภาพร่างกาย
เราใช้เวลาช่วงเช้าในการซ้อมตีลูก เที่ยงเราทานอาหารกันที่สนามซ้อม ช่วงบ่ายผมพาปานฯ ไปที่สนามกอล์ฟอีกแห่งหนึ่งที่มีสนามซ้อมชิพ พัทท์และบ่อทราย เธอจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการเล่นลูกจากทรายซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างไปจากลูกปกติเล็กน้อย
ผมอธิบายวิธีการเล่นในทรายให้เธอฟังว่า
“การตีลูกจากทรายความจริงไม่ใช่เรื่องยาก หากให้ผมเลือกที่จะตีลูกออกจากหญ้ายาวๆ กับตีลูกออกจากทราย ผมเลือกตีลูกจากบังเกอร์ทรายดีกว่าเพราะมันบังคับได้ง่ายกว่า อย่างแรกที่ต้องรู้คือต้องเข้าใจก่อนว่าการตีลูกจากทรายข้างกรีนเราไม่ต้องการระยะไกลแต่ต้องการความพอดีหรือใกล้เคียงและแน่นอนให้ลูกออกจากทราย ดังนั้นลักษณะการสวิงจึงมีลักษณะการสวิงแบบเฉือนๆ ที่จะตักเอาทั้งทรายและลูกกอล์ฟขึ้นกรีน หรืออีกนัยหยึ่งคือตีทรายให้ดันลูกออกไปเหมือนการตีตัดในการเล่นปิงปองซึ่งเกิดจากการจับกริพ เพราะเราต้องการให้ลูกลอยขึ้น เราจึงต้องเปิดหน้าเหล็กให้หงายกว่าปกติแล้วจึงค่อยจับกริพ นักกอล์ฟบางคนเข้าใจผิด พอบอกให้หงายหน้าเหล็กก็บิดมือให้เหล็กหงายขึ้น เวลาตีหน้าเหล็กก็กลับมาแบบเดิมเพราะดันไปจับกริพแบบนั้นแต่แรก.....
......การยืนจรด เราต้องยืนเปิด หมายความว่าเราจะต้องยืนให้เท้าซ้ายต่ำกว่าเท้าขวาในแนวทางที่เราต้องการจะตีลูกไป เมื่อเท้าซ้ายต่ำกว่าขวา สะโพกและไหล่จะเปิดไปตามเอง เมื่อเราสวิงไปตามแนวไหล่ลักษณะการตีจึงเป็นการตีแบบเฉือนๆ.....”
ผมตั้งท่าและสวิงแบบนั้นให้เธอดูเพื่อให้เธอเห็นภาพ ผมยังมั่นใจว่าการเรียนด้วยภาพและการทำเลียนแบบเป็นสิ่งที่เรียนได้ง่ายกว่า ผมอธิบายต่อว่า
“เราต้องย่อเข่าให้เหมือนเดิม จับกริพต่ำลงมา ลูกต้องวางค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อให้การสวิงมีลักษณะเฉือนและผ่านไป ถ้าวางลูกไปทางขวาหรือกึ่งกลางเกินไป เวลาดาวน์สวิงไม้จะลงในมุมชันเกินไป ตักลึกลงในทรายมากเกินจะบอกให้ตีให้ผ่านไปยังตีไม่ได้เลย ลูกก็จะไม่ขึ้น.....
......ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่งมากขึ้น เวลาแบ็คสวิงจะต้องหักข้อมือขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยเพื่อให้ไม้ขึ้นในมุมที่ชันขึ้น เวลาดาวน์สวิงไม้ก็จะลงในมุมที่ชัน....”
ปานฯ ทำหน้าแปลกๆ เหมือนไม่เข้าใจ เธอถามว่า
“อ้าว! ก็ไหนบอกว่าถ้าหน้าไม้ลงในมุมชันเกินไป ลูกจะไม่ขึ้นไงคะ”
“มันคนละเรื่อง ถ้าเราวางลูกไว้ทางขวา ท่าจรดของเราก็เป็นแบบหนึ่งซึ่งจะบังคับให้ไม้เดินทางไปตามลักษณะการยืนด้วย แต่ถ้าเราวางลูกไปทางซ้าย ลักษณะการยืนก็เป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นท่าทางที่ช่วยให้สวิงผ่านไปได้ มันเหมือนท่าที่เตรียมช้อนขึ้นกับท่าตีเตรียมอัดลงน่ะ มันต่างกัน เข้าใจหรือยังล่ะ?”
ผมแสดงภาพท่าทางให้เธอดูประกอบ เธอจึงถึงบางอ้อได้
“อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง”
เมื่อเห็นว่าเธอพอจะเข้าใจ ผมจึงอธิบายต่อว่า
“ตอนลงไม้นี่สำคัญ ถ้าไม่เข้าใจตีให้ตายก็ตีไม่ได้หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเราเริ่มลงไม้ด้วยการดึงมือลงมาตี ข้อมือซ้ายจะคลายออกทันที หน้าเหล็กจะเดินทางลงมาและถึงทรายก่อน ก่อนที่เราจะสวิงต่อไปได้ มันจะขุดหลังลูกทั้งลึกและหลังมากเกินไป มันก็เหมือนการสวิงตามปกตินั่นแหละ ถ้าเราดึงมือลงมาตีก่อนผลก็จะเป็นแบบนี้คือตีหลังลูกเยอะไป ดังนั้นการดาวน์สวิงเราต้องใช้ไหล่ควบคุม ส่วนมือนั้นอยู่เฉยๆ ให้ไหล่เดินทางไปตามแนวก่อน มันจะพาแขนและมือตามลงมาเอง ไหนลองดูสิ คนเก่ง”
ปานฯ ค้อนผมวงใหญ่ ทำให้ผมอยากกระโดดเข้าไปหอมแก้มสักครั้ง แต่กลัวโดนไม้กอล์ฟแพ่นกระบาลเลยได้แต่ห้ามใจไว้ เธอตั้งท่าได้ถูกต้อง แต่ก่อนจะตี ผมเตือนว่า
“สวิงให้นุ่มนวลเข้าไว้ อย่ารีบ มันขึ้นเองแหละ”
ปานฯ ซ้อมตีได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเอาลูกขึ้นจากทราย แต่ยังกำหนดระยะทางอะไรไม่ได้ เธอถามขึ้นอีกว่า
“ถ้าหากธงปักอยู่ไกลมากๆ สวิงเต็มวงก็ยังไม่ถึงจะทำยังไงคะ?”
“ถ้าขอบบังเกอร์ไม่สูงนัก เราจะใช้เหล็กอื่นก็ได้เช่นเหล็ก 9 หรือ 8 หรือ 7 แต่สวิงให้น้อยลงเพราะลูกจะวิ่งมากขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะไม่ขึ้น ถ้าสวิงได้ถูกต้องมันขึ้นเองแหละ”
ปานฯ อ้าปากจะถามต่อ แต่ถูกผมเบรกเอาไว้ก่อนว่า
“พอแล้ว ไม่ต้องถามอีก เอาแค่นี้ก่อน ทำแค่นี้ให้มันได้เสียก่อน เมื่อผมมั่นใจว่าปานฯ พอจะเรียนรู้ต่อได้ ผมจะสอนเองแหละ ทำไมผมจะไม่อยากให้ปานฯ เป็นเร็วๆ เก่งเร็วๆ ผมจะได้พาไปออกรอบด้วยกันไงล่ะ”
ดวงตาเธอเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน เธอร้องถามเสียงหลงว่า
“จริงหรือคะ สัญญานะคะว่าจะพาปานฯ ไปออกรอบ”
“สัญญาก็ได้”
“แค่เราสองคนนะคะ”
“ผมไม่คิดจะชวนคนอื่นไปด้วยหรอก”
“กลัวจะเป็นก้างขวางคอหรือคะ?” ทั้งสายตาและท่าทางที่ล้อเลียน แต่สื่อความหมายลึกลับ
“เปล่าหรอก ผมไม่อยากให้คุณเป็นจำอวดในสนามกอล์ฟให้คนอื่นหัวเราะน่ะ”
แม้เธอจะไม่ได้ออกเสียง แต่ผมอ่านริมฝีปากของเธอออก เธอบอกว่า
“คนบ้า”
ตอนค่ำ ผมพาปานฯ ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวศรีนคริทร์ เป็นร้านอาหารที่มีทั้งส่วนที่อยู่ในร้าน และส่วนที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ขณะที่เราเดินจากที่จอดรถไปยังร้านอาหาร สายตาหลายสิบคู่ต่างหันมามองเธอเป็นศูนย์กลาง จนถึงตอนนี้ผมรู้สึกชินชาไปเสียแล้ว ผมนึกในใจว่า อยากมองก็มองไป แม้จะเห็นก็เอาไปไม่ได้ แม้จะเอาไปไม่ได้แต่จำได้ก็จริงอยู่ แต่จำได้ไม่นานเดี๋ยวก็ลืม
ระหว่างที่รออาหาร ปานฯ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เมื่อคืนคุณพ่อโทรมา ท่านพูดอะไรไม่รู้แปลกๆ”
“ที่ว่าแปลกน่ะแปลกยังไง” ผมถาม
“ไม่ทราบสิคะ คุณพ่อพูดจาวกวนไปมายังไงไม่รู้ เหมือนจะพูดก็ไม่พูด อ้ำๆ อึ้งๆ ปานฯ เลยฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร จะถามอะไรก็ไม่รู้”
“สรุปแล้ว ปานฯ จับความไม่ได้”
“มีอยู่ตอนเดียวที่ฟังรู้เรื่องคือ ท่านบอกว่าจะลงมากรุงเทพฯ เร็วนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร”
“ผมว่า เมื่อไม่รู้ คิดไปก็ไม่รู้อยู่ดีนั่นแหละ เปลืองสมองคิดเปล่าๆ ถึงเวลาตอนนั้นปานฯ ก็คงรู้เอง ค่อยคิดตอนนั้นดีกว่า ถ้ามีเรื่องให้คิด” ผมให้ความเห็น
“จริงสิคะ บางทีคุณก็พูดรู้เรื่องดีนี่ ไม่ใช่กวนประสาทเป็นอย่างเดียว”
“พูดรู้เรื่องนี่หมายความว่าผมไม่ได้บ้าใช่ไหม?”
“ยังไม่เท่าไรก็เอาเชียว”
“อ้าว ที่ผมพูดเนี่ยเพราะตอนที่อยู่ที่สนามซ้อมปานฯ ทำปากขมุบขมิบด่าผมว่าคนบ้าไม่ใช่เหรอ”
“ก็คุณพูดทำไมล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นไปเพราะไม่อยากให้เห็นปานฯ เป็นจำอวดให้ใครหัวเราะ ทำไมไม่บอกล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นเป็นก้างขวางคอ”
ผมชักไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วสิว่าถ้าขืนผมพูดกวนประสาทไปเรื่อยๆ องค์ใดจะเข้าทรงร่างหรือเปล่า ทางที่ดี ผมควรสงบปากสงบคำเอาไว้จะดีกว่า ยิ่งผู้หญิงนี่ยิ่งเข้าใจยากอยู่ด้วย เพราะผู้หญิงน่ะไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ จะไปดอนเมือง แม่คุณจะอ้อมไปหนองจอกเสียก่อน กว่าจะไปถึงดอนเมืองได้บางทีก็ลืมไปเลยว่าจะไปดอนเมือง นี่แค่ตัวอย่างเดียว
บางทีอยู่กับเราแท้ๆ ดันพูดถึงแฟนเก่า ชมว่าเขาคนนั้นเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้บ้างล่ะ เคยพาไปโน่นไปนี่ ดีแบบนั้น น่ารักอย่างนี้ ทำให้สงสัยว่าถ้าเขาคนนั้นดีขนาดนี้แล้วจะเลิกกันทำไม มารู้ความจริงทีหลังว่าที่พูดน่ะเพราะอยากให้เราทำแบบนั้นบ้าง
บางทีเวลาผมจะชวนเพื่อนไปด้วย ถามเข้าก็บอกว่าไม่เป็นไร พอชวนไปด้วยจริงๆ ดันทำหน้าเหมือนอมบอระเพ็ดเข้าไปทั้งแท่ง มารู้ทีหลังว่าอยากไปกันเพียงลำพังสองคนเท่านั้นและยังบังคับให้ผมต้องเข้าใจอีกด้วย
นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมประสบมา ใครอื่นอาจประสบมาบ้างไม่มากก็น้อยจึงควรใช้เป็นอุทาหรณ์ให้ตัวเองรู้จำเอาไว้บ้าง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็น่าจะซ้ำรอยที่ดี ที่ไม่ดีต้องระวังให้จงหนัก
กว่าเราจะลุกจากที่ ร้านอาหารนั้นก็ปิดเสียแล้ว เด็กในร้านกลับไปหมดแต่เมื่อไรไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวไปมองรอบๆ จึงเห็นว่าเหลือโต๊ะเราอยู่เพียงโต๊ะเดียว ผมมัวสาละวนอยู่กับนิ้วมือเรียวทั้งสองมือ บางตอนเธอจะอิงแอบเอียงหน้าพิงลงกับไหล่ เราทั้งสองคงไม่อยากให้คืนนี้มีที่สุดอีกเลย
บทที่ 12 เมื่อไปออกรอบ
ก่อนเที่ยงเล็กน้อย ขณะที่ผมกำลังเก็บเอกสารบนโต๊ะเข้าแฟ้ม เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ผมพอเดาได้ว่าคงเป็นปานฯ เพราะระยะหลังเราไปทานอาหารเที่ยงกันบ่อยขึ้น บางครั้งไปกันเป็นฝูง บางครั้งไปกันเพียงลำพังสองคนจนเป็นที่สังเกตของเพื่อนๆ ในที่ทำงาน บางคนปากเสียพูดจาถากถางหาว่าผมหมายเด็ดดอกฟ้าทั้งที่เป็นแค่หมาวัด บางคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจะถามอะไรซ่อกแซ่กไปหมดจนผมต้องด่าว่าเป็นเสือต้องอย่าใส่เกือก ที่เฉยๆ ก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ชอบสอดรู้สอดเห็น
ผมหยิบหูฟัง พอได้ยินเสียงก็รู้ว่าใช่
“เมื่อไหร่ดีล่ะ.....หา ตอนนี้เลยเหรอ.....หัวหน้าผมออกไปแล้วนี่จะลากับใครดีล่ะ.....ฝากบอกเพื่อนน่ะเหรอ ไม่ดีอ่ะ เดี๋ยวผมค่อยโทรมาลาเองดีกว่า.....แล้วจะเจอกันที่ไหนเพื่อเอาถุงกอล์ฟมาใส่รถล่ะ....เออ ก็ดี.....เดี๋ยวเจอกันที่จอดรถของโรงแรมนะ”
ปานฯ ไม่ได้ชวนผมไปทานข้าว แต่ชวนผมไปออกรอบ ใจผมน่ะมีความคันเป็นทุนอยู่แล้วเพราะผมไม่ได้เล่นกอล์ฟเลยนานเกือบสองเดือน ไม่ว่าเพื่อนกลุ่มไหนจะโทรมาชวนผมต้องปฏิเสธไปทุกรายจนแทบจะเลิกชวนผมอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ผมได้ซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอก็กับลูกศิษย์คนโปรดคนเดียวของผมนี่แหละคนที่ผมกำลังจะไปเล่นกอล์ฟด้วยซึ่งเป็นเหตุอีกอย่างที่ทำให้ผมไม่ปฏิเสธ
เป็นวันทำงาน ผมเชื่อว่าคนเล่นกอล์ฟคงมีไม่มากนักเหมาะสำหรับนักกอล์ฟหัดใหม่ที่จะได้ใช้เวลาตามสบาย ผมไม่ต้องคิดซ้ำสอง รับปากปานฯ ในทันที
“เราจะไปเล่นที่ไหนดีคะ” ปานฯ ถามขึ้นขณะที่ผมเลี้ยวรถออกจากที่จอดรถของโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก
คำถามที่เธอถามผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ต้องไม่ใช่สนามในเมืองหรือใกล้เคียงที่คนอาจจะเยอะ เราอาจเล่นไม่สะดวกนักโดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเป็นครั้งแรก ที่สำคัญคือสนามต้องสวย ผมชอบสนามสวยๆ เล่นแล้วสบายใจดีทั้งได้ชื่นชมกับธรรมชาติอันงดงาม สนามที่ออกแบบได้ดีมีความยากง่ายสำหรับนักกอล์ฟแต่ละระดับฝีมือไม่ห่างกัน มีความยากง่ายของแต่ละหลุมและทั้งสนามโดยรวมเหมาะสมดีที่สะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการและความรู้ของผู้สร้างว่ามีระดับจริงๆ
ผมมองดูปานฯ ที่เปลี่ยนองค์ทรงชุดใหม่เป็นชุดเล่นกอล์ฟ ถ้าไปเดินแบบเสื้อผ้าชุดนั้นคงขายดีแน่ กางเกงขายาวสีเนื้อขาสอบรีบทำให้เธอดูเหมือนนกกระยางที่ท่อมๆ หาเหยื่อตามท้องนา เสื้อยืดแขนยาวสีเหลืองอ๋อยสลับขาวตามขวางขนาดกำลังพอดีตัวไม่รัดจนน่าเกลียดทำให้เธอดูสง่า ใบหน้าที่โปะด้วยครีมกันแดดขาวเหมือนละครโอโน๊ะของญี่ปุ่นทำให้ดูแทบไม่ออกว่าเป็นใครแต่ยังสวยอยู่ ใต้หมวกแก้ปสีขาวสะอาดเธอรวบผมเป็นหางม้าไว้ด้านหลังและแว่นตากันแดดสีดำทำให้ดูเหมือนจ๊อกกี้ขี่ม้าไม่มีผิด เธอสวมถุงมือสีขาวสะอาดทั้งสองมือ แทบจะไม่มีผิวเนื้อสักตารางนิ้วเดียวที่ถูกแดดลามเลียเอาได้ ผมชอบเวลาที่เธอเยื้องย่างไปแต่ละก้าวช่างงามสง่าอย่างไม่มีที่ติดุจนางพญาหงส์ฟ้าที่ลอยลงมาจากสวรรค์นั่นแล
ผมเปลี่ยนแค่เสื้อเป็นเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวธรรมดา ใส่หมวกแก้ปสีฟ้าสลับขาว ใส่ถุงมือข้างซ้ายข้างเดียว ผมรอเธออยู่ที่ห้องโถงหน้าห้องแต่งตัว เธอเดินมาคล้องแขนผมเดินควงราวกับไปงานกาล่า ดินเนอร์เช่นนั้น ปานฯ พูดขึ้นว่า
“เห็นคุณในชุดเล่นกอล์ฟเป็นครั้งแรก คุณเท่ห์มากเลยนะคะ”
“เท่ห์ตรงไหน ผมก็แต่งแบบนี้แหละ ปานฯ ก็เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วนี่”
“ไม่รู้สิ ปานฯ ชอบก็แล้วกัน”
ว่าจะไม่ ผมเองอดชมเธอไม่ได้ว่า
“ปานฯ สวยเกินไป น่าจะไปเดินแบบมากกว่าเล่นกอล์ฟนะ แล้วก็หน้าขาวๆ แบบนี้เขาเรียกว่าว่อก แปลว่าลิง” พอสิ้นคำ กำปั้นน้อยๆ ของเธอก็เหวี่ยงตุ้บเข้าที่กลางหลังพอดี ผมทำมารยาร้องโอดโอยไปตามเรื่อง
เราเล่นกอล์ฟไปชื่นชมธรรมชาติไป ปานฯ เล่นกอล์ฟได้ดีสำหรับครั้งแรกในสนามจริง ส่วนใหญ่ที่เสียเป็นลูกสั้นเสียมากเพราะความไม่มีประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังมีน้อย ผมปล่อยให้เธอตัดสินใจเลือกเหล็กที่จะใช้เอง เมื่อเล่นผิดพลาดไปผมจะบอกให้เลือกใช้เหล็กใหม่และให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ไปตลอดการเล่น
“ลูกที่จมหญ้าแบบนี้ หลุมอยู่ห่างออกไปมากพอ เราต้องวางลูกค่อนไปด้านหลังเพื่อให้เหล็กตีกระทบลูกได้ดีกว่า เหล็กที่ใช้เมื่อวางลูกค่อนไปข้างหลังหน้าเหล็กจะชันขึ้นเอง เหล็กพิชชิ่งจะตั้งเหมือนเหล็ก 7 ซึ่งลูกจะพุ่งและวิ่งไปมากกว่าจึงต้องระวังเรื่องระยะและน้ำหนักในการสวิง”
หรือ “ปานฯ คงพอเดาได้นะว่าถ้ากรีนเอียงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเราจะต้องพัทท์ไปด้านไหนเพื่อให้ลูกเลี้ยวโค้งไปที่หลุม ส่วนจะมากน้อยสักขนาดไหนเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้จินตนาการวาดภาพเอาเองโดยการมองจากลูกไปที่หลุมและมองย้อนกลับจากที่หลุมไปยังลูก ระหว่างที่เดินจากลูกไปที่หลุมเพื่อดูไลน์ย้อนกลับมานั้นควรนับจำนวนก้าวเอาไว้ในใจเพื่อให้ได้ความรู้สึกของระยะทางซึ่งปกติการซ้อมพัทท์นั้นเราควรหาน้ำหนักการพัทท์โดยเฉลี่ยเอาไว้ด้วยเช่น ถ้าระยะประมาณสิบก้าว เราควรให้น้ำหนักการพัทท์ประมาณแค่ไหนเป็นต้น”
ผมเหลือบเห็นแค้ดดี้สาวทั้งสองคนกระซิบกระซาบ หัวร่อต่อกระซิกกันในขณะที่มองมาที่เราทั้งสองคน ความจริงผมก็เขินๆ อยู่เหมือนกันที่ปล่อยให้ปานฯ ยืนพิงผมจนชิดขณะที่ผมสอนเธอดูไลน์บ้าง ขณะที่อธิบายการเล่นบางอย่างบ้าง
แต่ช่างปะไร ใครจะอิจฉาผมก็ช่วยไม่ได้ แต่เอ! หรือว่า แค้ดดี้นี่เป็นหญิง อาจจะอิจฉาปานฯ ก็ได้ใครจะรู้
เราแวะที่ซุ้มขายเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำใหญ่เมื่อเล่นไปได้สี่หลุม ผมชี้ให้ปานฯ ดูกาน้ำตัวผอมยาว สีดำที่เกาะอยู่ริมตลิ่ง หน้าตามันเซ่อๆ ขนเป็นมันเหมือนเล่นน้ำมาหมาดๆ สายลมโชยมาไม่ขาดระยะพาให้ผิวน้ำพลิ้วตัวไปเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ระยิบระยับตาเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย เหล่าสกุณาร่วมขับขานเพลงรักออกเซ็งแซ่ บ้างโผบินเป็นคู่ไปจับอยู่ที่กิ่งไม้ บ้างกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง มันเป็นธรรมชาติอันน่าจรุงใจ
เรายืนเคียงพิงระเบียงของซุ้มน้ำ มือผมโอบที่ไหล่กระชับร่างนั้นเข้ามา เธอคล้องแขนโอบผมที่เอว สายตาเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายราวตกอยู่ในภวังค์ ปานฯ เมียงหน้ามามอง ผมดันหมวกแก้ปของเธอให้เผยอขึ้น ก้มลงประทับริมฝีปากบนหน้าผาก เธอหลบสายตาซบหน้าลงกับอก
ออกรอบครั้งแรกของเรา เราต่างเรียนรู้กันมากมาย และความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนไปจากใจของเรา
บทที่ 13 หนักใจ
ค่ำวันนั้น ผมกลับบ้านด้วยความเป็นสุขใจยากที่จะหาใดปาน รู้ตัวว่ายิ้มกับตัวเองมาตลอดทาง ใจที่เหม่อลอยกับฝันที่เฟื่องไปราวกับท่องไปในวิมานที่เต็มไปด้วยสิ่งสวยสดงดงาม ตัวนั้นเบาหวิวเหมือนล่องลอยไปบนปุยเมฆอันเย็นฉ่ำ ไต่ไปตามขอบรุ้งอันวิจิตรตระการตาแล้วคว้าสีสันหลายหลากโปรยไปให้ใครอื่นได้ชื่นชม ดุจละอองน้ำอันชื่นฉ่ำที่ชโลมหัวใจให้เบ่งบาน
ผมอยากแหกปากตะโกนให้ก้องโลก ให้คนทั้งหลายได้อิจฉา
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผมต้องชะงักเมื่อเสียงห้าวๆ ของคุณพ่อดังขึ้นว่า
“เดี๋ยว พ่อมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย”
ผมคงยิ้มแปลกๆ ทำให้คุณพ่อมองหน้าผมอย่างฉงน ผมเดินเข้าไปใกล้เกาะแขนพ่อแล้วดึงให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวพร้อมกัน
“ครับคุณพ่อ มีอะไรหรือครับ”
“ก็เรื่องเดิมๆ ที่พ่อเคยคุยกับลูกนั่นแหละ” น้ำเสียงของคุณพ่อฟังดูจริงจังแต่ไม่เคร่งขรึม
“คุณพ่อคุยกับผมเป็นพันเรื่อง เอาเรื่องไหนดีล่ะครับ” ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพ่อหมายถึงเรื่องไหน
“ลูกเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว พ่อเองอายุก็มากขึ้นทุกวัน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้....”
ผมรู้แล้วว่าพ่อกำลังจะพูดเรื่องอะไรเลยพูดขัดขึ้นว่า
“พ่อเลยอยากให้ผมแต่งงานใช่ไหมครับ?”
“ใช่ ลูกจะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที มีความรับผิดชอบ”
ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ
“ผมไม่มีความรับผิดชอบตรงไหนครับคุณพ่อ ผมมีงานทำ รับผิดชอบงานได้ดีหัวหน้าไม่เคยตำหนิ ไม่เคยหนักใจ เงินเดือนผมก็ไม่น้อย แล้วคำว่าผู้ใหญ่เต็มตัวจะวัดยังไงครับ?” น้ำเสียงผมเป็นปกติ ออกจะสดใสด้วยซ้ำ
“พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น พูดง่ายๆ คือ พ่ออยากให้ลูกแต่งงานนั่นแหละ”
“คุณพ่อไม่ต้องห่วง ถึงเวลาผมก็แต่งเองแหละ”
“แกจะให้พ่อตายก่อนหรือไงถึงจะแต่งน่ะ พ่อหมายความว่าเร็วๆ นี้ เพราะพ่อคุยกับแกเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว” เสียงของคุณพ่อเริ่มเครียดขึ้น เปลี่ยนสรรพนามเรียกผมจากลูกเป็นแก
“ก็ได้ครับ........แต่ผมต้องถามเธอดูก่อนว่าเธอจะยอมแต่งกับผมหรือเปล่า”
ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มและหุบลงทันใดที่ได้ยินประโยคต่อมา และเปลี่ยนเป็นเครียดหนัก
“แกหมายถึงใคร?”
“คนที่ผมรักสิครับ”
คุณพ่อทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินถ้อยความจากปากของผม
“ความรักเหรอ.....” คุณพ่อจ้องหน้าผมอย่างดูแคลน “.....ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยไหน ไม่มีความรักที่จะเทียบความเหมาะสม เจ้าชายจะไปคว้าหญิงไพร่มาเป็นคู่ครองมีแต่ในนิยายที่แต่งให้คนอ่านฝันเฟื่องไปก็เท่านั้น ความคิดของแกนี่แหละที่ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ”
ผมอึ้ง ที่อึ้งเพราะผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคุณพ่อมากกว่า ใจนั้นอยากจะประนีประนอมกับผู้บังเกิดเกล้า ไม่อยากทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หัวสมองของผมปั่นเร็วจี๋คิดคำนวณเอาไว้เสร็จสรรพ พูดเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า
“คุณพ่ออาจจะพูดถูก แต่ชีวิตเป็นของผมๆ ควรจะมีส่วนตัดสินใจอยู่บ้าง ผมขอแบบนี้แล้วกันนะครับ.....” ผมมองสีหน้าของคุณพ่อเห็นว่าสงบขึ้นจึงพูดต่อว่า
“.....ผมขอโอกาสได้สนทนากับหญิงที่คุณพ่อจะเลือกให้ คุณพ่อเองก็คงไม่อยากให้เธอคนนั้นมาแต่งงานกับผมด้วยความจำใจ ถ้าเธอคนนั้นยอมรับผมได้ ผมอาจจะยอมตามใจคุณพ่อสักครั้ง แต่ผมอยากให้คุณพ่อตระหนักสักนิดว่า ไม่มีอะไรเป็นสิ่งรับประกันได้ว่าชีวิตการแต่งงานจะต้องจบลงด้วยความสุขเสมอไป ไม่ว่าผมจะเลือกเองหรือคุณพ่อเลือกให้ ถ้าบังเอิญผมยอมตามที่คุณพ่อเลือกให้และหากบังเอิญไม่มีความสุข ผมไม่อยากให้คุณพ่อรู้สึกผิดที่เป็นคนเลือกให้ ผมอยากให้คุณพ่อคิดเสียว่านั่นเป็นเพราะสวรรค์บันดาลก็แล้วกัน แล้วผมจะไม่นึกตำหนิคุณพ่อเลย ผมไม่บังอาจเช่นนั้นเพราะผมรู้ดีว่าคุณพ่อปรารถนาดีต่อลูกเสมอ”
สีหน้าของคุณพ่อเหมือนปูนปั้น นิ่งอึ้งไป ก็แหม ผมอุตส่าห์ใช้สมองอันน้อยนิดเรียบเรียงไว้เป็นอย่างดี แต่ความหมายของผมมีมากกว่านั้น
ผมมีแผนอยู่ในใจของผมแล้วว่าผมจะต้องทำยังไง
ถามว่าผมหนักใจไหม ผมยอมรับว่าหนักใจอยู่
บทที่ 14 สุดที่รัก
อารมณ์อันชื่นมื่นต้องสะดุดหยุดลงกลายเป็นความหนักใจเข้ามาแทนที่ ถ้าหากบังเอิญสิ่งที่ผมคิดไม่เป็นอย่างที่คิดผมจะบอกปานฯ ว่าอย่างไร จริงอยู่เราอาจจะยังไม่เคยเอ่ยปากฝากคำหวานแก่กันเลยสักครั้ง แต่ท่าทีที่มีต่อกันไม่จำเป็นต้องเอ่ยเป็นคำพูด มันเป็นภาพที่บรรยายได้ดีกว่าคำพูดเป็นหมื่นพัน มีแต่เพียงคนสองคนเท่านั้นที่รู้ที่เข้าใจ
ผมนอนก่ายหน้าผาก คิดไปสารพัดจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก จากความทุกข์อย่างหนึ่งกลายเป็นความทุกข์ใจอีกแบบหนึ่ง มันเหมือนสิ่งที่เกิดมาคู่กับชีวิตมนุษย์ที่แยกกันไม่ออก เรามักจะหลงไปกับรสของสัมผัสทั้งหลายทั้งปวง ที่พาเราไปสู่การเวียนว่ายในทุกข์อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติ เกิดมาใหม่ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรเล่าที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง ผมจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างไร
ปานฯ รู้สึกแปลกใจที่เห็นผมขรึมไป ถามว่า
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมขรึมไป?”
จิตใจและสมองของผมมันปั่นป่วน คิดวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่นจนไม่ได้ยินที่ปานฯ ถาม เธอจับมือแล้วออกแรงบีบเบาๆ ผมมองหน้าเธองงๆ รอยยิ้มของเธอจางหายไปมีความสงสัยเข้ามาแทนที่
“คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า ปานฯ ถามคุณไม่ได้ยินหรือคะ?”
“อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่น่ะ” ผมโกหก
“งั้นสารภาพมาว่าคิดถึงใครอยู่”
“คิดถึงปานฯ มั้ง” ผมฝืนยิ้มชืดๆ
“ปานฯ อยู่ตรงนี้แล้วยังจะคิดถึงอยู่อีก เห็นปานเป็นเด็กอมมือหรือไง?”
คงจะเป็นเพราะความเอาใจใส่ที่เรามีต่อกันมาตลอด ความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจรอดพ้นความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ แต่ผมไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้ ไม่อยากสร้างความทุกข์ใจให้แก่เธอถ้าใจที่เธอมีแก่ผมเป็นจริงอย่างที่ผมหวัง ผมตอบเลี่ยงไปว่า
“ผมมีเรื่องหนักใจนิดหน่อย เป็นเรื่องทางบ้าน แต่ผมคิดว่าผมคงสามารถแก้ไขได้ แล้วผมจะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน” เธอบีบมือผมเหมือนปลอบโยน ให้กำลังใจ ดวงตาเธอบอกแบบนั้น ผมฝืนยิ้มอย่างเต็มแรง เปลี่ยนเรื่องคุย
“เสาร์นี้เราไปออกรอบกันไหมจ๊ะปานฯ?”
พอได้ยินคำว่ากอล์ฟ สีหน้าของเธอเบิกบานขึ้นมาทันที เป็นธรรมชาติของคนเล่นกอล์ฟ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเล่น ไม่มีใครเลยที่จะปฏิเสธความคันในหัวใจถ้าจะได้ไปออกรอบ
ปานฯ ถามว่า
“ว่าแต่ คุณคิดว่าฝีมือกอล์ฟของปานฯ จะทำให้คนอื่นเค้าต้องรำคาญไหมถ้าจะไปเล่นวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คนเล่นกันเยอะๆ น่ะ?”
“ไม่หรอก ฝีมือของปานฯ ดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเชียว” ผมพูดความจริง ฝีมือโดยรวมของเธอนับว่าใช้ได้ดีทีเดียว ผมยังคิดเลยว่าหากเธอได้ซ้อมหรือเล่นต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ปานฯ จะต้องเป็นนักกอล์ฟที่ดีคนหนึ่ง
“งั้น วันเสาร์นี้พาปานฯ ไปออกรอบอีกนะคะ”
“ได้สิ”
ผมไปรับปานฯ แต่เช้ามืดของวันเสาร์ สองวันนับแต่วันที่คุณพ่อคุยเรื่องนั้น ผมค่อยรู้สึกดีขึ้น เมื่อพอจะปรับความคิดให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ชัดเจนขึ้น ความรู้สึกจึงปรับดีขึ้นตาม ผมขับรถมุ่งลงใต้ ปานฯ ไม่ได้ถามสักคำว่าผมจะพาเธอไปเล่นกอล์ฟที่สนามไหน
“หน้าตาคุณดูสดใสขึ้นนะคะ” เธอยิ้มพลางเอื้อมมือมาจับมือผมไว้
“สองวันก่อนดูไม่ดีเลยเหรอ?” ผมถามอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่ช่างเถิดค่ะ ตอนนี้คุณดีขึ้นแล้วปานก็เป็นสุขแล้วค่ะ”
ภูมิประเทศสองข้างทางไกลออกไปสุดสายตามีแต่ทุ่งนาโล่งๆ คลุมด้วยหมอกจางๆ ในความสลัวยามอรุณใกล้รุ่ง มีต้นตาลสูงชะลูดขึ้นกระจัดกระจายไปทั้งสองฟาก เมื่อทิวเขายาวปรากฏต่อสายตาเบื้องหน้า เป็นสัญญาณบอกว่าเราออกห่างนครหลวงมาพอสมควรแล้ว ปานฯ ชี้ให้ผมดูควายที่นอนจมอยู่ในปลักราวกับมันเป็นสัตว์ประหลาด ความจริงก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นเพราะควายที่เราเคยเห็นกลาดเกลื่อนตามท้องนาในสมัยก่อนไม่ว่าจะไปทิศทางไหน แต่ตอนนี้มันกลับหาดูได้ยากขึ้นยกเว้นในชนบทที่ห่างไกลออกไปจริงๆ ชาวนาคงใช้ควายเหล็กทำนาแทน
ทิวเขาที่เห็นจางๆ เมื่อครู่ค่อยชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ความยาวเหยียดที่ทอดไปไม่เสมอกัน บางตอนสูง บางตอนต่ำสลับกันไปมาเหมือนมังกรยักษ์ในเทพนิยายที่สงบอยู่ ที่เห็นว่าทิวนั้นจะสิ้นสุดลงที่ใดที่หนึ่งแต่แล้วกลับมีอีกทิวหนึ่งซ้อนขึ้นมาอีก ซ้อนขึ้นมาอีก ทิวแล้วทิวเล่าจนหาที่สุดไม่ได้ ดวงอาทิตย์ที่ตอนแรกแทรกตัวหลังหลืบเขาแค่ทอประกายเป็นสีทองจางๆ บัดนี้เริ่มดันตัวผ่านหลังเขาขึ้นมาอย่างช้าๆ ส่องแสงกระจ่างตาปลุกชาวพาราให้ออกทำมาหากิน
ทางเข้าถึงสนามกอล์ฟค่อนข้างสลับซับซ้อนลึกเข้าไปจากถนนหลวงพอสมควร สนามตั้งอยู่เชิงเขาที่มองเห็นเมื่อครู่ เรารับประทานอาหารเช้าที่คลับเฮ้าส์ที่ตั้งอยู่บนเนินสูง
“ดูท่าทางสนามจะสวยมากนะคะ” ปานฯ เอ่ยขึ้นพลางสูดอากาศยามเช้าเข้าเต็มปอด
“สวยครับ เป็นสนามหนึ่งที่ผมชอบมาก วันนี้ปานฯ จะได้เรียนรู้วิธีการเล่นจากสนามที่ไม่ใช่พื้นราบอย่างที่เคยเล่น”
“มันต่างกันมากหรือคะ”
“ค่อนข้างมากและต้องรู้วิธีเล่น วิธีจรด การวางตำแหน่งลูกและอื่นๆ อีกมากมาย”
“น่าสนุกนะคะ”
“ครับ กีฬากอล์ฟจึงเป็นกีฬาที่ท้าทายทำให้ผู้เล่นต้องเรียนรู้วิธีในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เฉพาะหน้าและจำเป็นต้องวางแผนในการเล่นให้ดีด้วย”
เราค่อนข้างจะโชคดีที่จำนวนผู้เล่นวันนี้มีไม่มากนัก ตอนที่เราลงไปที่แท่นทีหลุม 1 นั้นมองไม่เห็นใครอยู่บนกรีนเลย ลมค่อนข้างสงบ พื้นสนามยังมีน้ำค้างจับอยู่เต็มมองดูขาวโพลนไปทั่ว มีรอยเท้าย่ำเป็นทางให้เห็นเป็นบางช่วง
ผมอธิบายให้ปานฯ ฟังเมื่อลูกอยู่ในทำเลที่เป็นทางลาดขึ้นว่า
“ลูกในทำเลลักษณะนี้ เราจะจรดตามปกติที่เราเคยจดไม่ได้ การเล่นทุกช็อตในกอล์ฟ เราต้องวางจัดตัวเราให้ขนานไปกับพื้นที่หรือทำเลนั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือการวางแกนสันหนังให้เป็นมุมฉากกับทำเลนั้นเพื่อให้เราสามารถสวิงตีลูกได้ตามแนวของวงสวิงของตัวเรา อย่างลูกแบบนี้ซึ่งเป็นทางลาดขึ้น เราจะต้องจัดวางไหล่ของเราให้ขนานกับพื้นที่ น้ำหนักตัวจึงอยู่ค่อนมาทางเท้าขวาตามธรรมชาติ ตำแหน่งลูกจึงต้องอยู่ค่อนไปทางเท้าซ้ายเพราะจุดต่ำสุดของวงสวิงเราเปลี่ยนไปจึงต้องปรับให้มันสมดุลยกัน.....
.....วิธีการเล็งไปที่เป้าหมายก็ต้องปรับด้วยเพราะลูกลักษณะนี้เมื่อเราสวิงตีลูกออกไปหน้าไม้จะพาให้ลูกโค้งไปทางซ้าย เวลาเล็งเราจึงต้องเล็งไปทางขวาเผื่อให้ลูกโค้งกลับมายังเป้าหมายที่เราต้องการ”
ปานฯ ไม่เข้าใจ ถามว่า
“แล้วทำไมลูกถึงจะเลี้ยวโค้งมาได้คะ?”
“ผมอยากให้นึกภาพแบบนี้ สมมติให้ตัวเรากำลังยืนตีอยู่บนสะพานแขวนและวาดภาพการเดินทาง
ของลูกไปด้วย ถ้าสะพานนั้นขนานไปกับพื้นดินก็ไม่มีปัญหา แต่หากเรายกปลายสะพานด้านหน้าขึ้นภาพลักษณะการเดินทางของลูกจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรงแล้วแต่มันจะเดินทางไปตามสภาพของทำเลนั้นๆ ซึ่งเกิดจากทั้งการจัดวางตัวของเราที่เปลี่ยนไปและมุมหรือองศาของหน้าไม้ที่เดินทางเข้าปะทะลูก
ในทางตรงข้าม ถ้าเรายกปลายสะพานอีกด้านหนึ่งขึ้นลองนึกภาพดูสิว่าตัวเราจะเอียงไปทางไหน การจัดวางลำตัวก็ต้องทำในลักษณะตรงข้ามกับอีกแบบหนึ่งที่อธิบายไปแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อดูว่าเราควรวางตำแหน่งลูกยังไงคือตั้งท่าให้ถูกแล้วซ้อมสวิงให้หน้าไม้ผ่านไปบนหญ้าแล้วดูว่าจุดต่ำสุดของมันอยู่ตรงไหน นั่นแหละคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น”
ปานฯ ยกมือขึ้นเกาศีรษะ บ่นว่า
“ดูมันจะไม่ง่ายเลยนะคะเพราะถ้าเกิดสะพานที่ว่าตะแคงซ้ายหรือขวาล่ะ”
“ใช่เลย ถ้าเกิดสะพานตะแคงจากขวาไปซ้ายเราจะทำยังไง เราจะถอยตัวออกมาโดยที่ยังจับกริพที่ปลายสุดไม่ได้เพราะจะทำให้ท่าทางในการจรดลูกของเราไม่ถูกต้อง เราต้องยืนในลักษณะเดิมแต่จับกริพให้ต่ำลงไปมากเท่าที่จำเป็นเท่าที่มันจะสัมพันธ์กับความความเอียงของพื้นที่นั้น และแน่นอนลูกที่ตีออกไปจะเลี้ยวโค้งไปทางซ้ายตามแนวของพื้นที่นั้น เวลาเล็งเราต้องเล็งเผื่อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความลาดเอียง หากสะพานตะแคงอีกด้านหนึ่งเราก็จะต้องปรับตรงข้าม”
เราเล่นกอล์ฟไปชมธรรมชาติและคุยกันไป สิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจที่แม้ผมจะค่อนข้างมั่นใจว่าปานฯ คงพอใจผมอยู่เช่นกันแต่ผมก็ยังอยากที่จะได้ยินจากปากของเธอเพื่อยืนยันว่าความมั่นใจของผมนั้นถูกต้องเพราะมันหมายถึงกำลังใจ ผมเอ่ยขึ้นว่า
“ปานฯ ผมมีอะไรจะถามปานฯ อย่างหนึ่ง และผมต้องการคำตอบที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่าผมจะรู้สึกยังไงเพราะผมโตแล้ว โตพอที่จะยอมรับความจริงได้ไม่ยาก ปานฯ สัญญาได้ไหมว่าจะตอบผมตามความเป็นจริง”
เธอหยุดเดิน หันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย บอกว่า
“ปานฯ สัญญาค่ะว่าจะตอบตามความเป็นจริง”
“ดี.....ถ้าเช่นนั้น ผมอยากจะถามปานฯ ว่าในความรู้สึกของหัวใจของปานฯ ที่มีต่อผมเป็นยังไงบ้าง?”
“คุณหมายความว่าปานฯ รักคุณหรือเปล่าใช่ไหมคะ?”
เราต่างมองลึกลงไปในดวงตาของกันและกันคล้ายกับจะให้มันเป็นพยานแห่งความจริง
“ใช่”
“คุณไม่คิดหรือว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบเกินไปที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายบอกฝ่ายชายก่อนโดยเฉพาะในเรื่องแบบนี้”
“ปานต้องการให้ผมบอกปานฯ ก่อน?”
“ค่ะ”
ผมรวบมือเธอทั้งสองมากุมไว้มั่น ดึงเธอเข้ามาใกล้ กระซิบกับเธอว่า
“ผมรักคุณ”
เธอกระซิบกับผมบ้างว่า
“ปานฯ ก็รักคุณค่ะ”
ผมรั้งร่างนั้นเข้ามากอด สายลมกรรโชกมารุนแรงวูบหนึ่ง หยาดน้ำค้างที่ยังคงเหลืออยู่บนใบไม้ร่วงกราวเป็นละออง เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้าถักทอเป็นสายรุ้งเล็กๆ จางๆ บนฟ้าเหนือศีรษะของเรา
บทที่ 15 สวรรค์เบี่ยง
สายฝนที่กระหน่ำลงมาราวฟ้าแตกเมื่อตอนหัวค่ำถอนเอาต้นไม้ในบริเวณบ้านไปหลายต้น ที่แข็งแรงก็รักษากิ่งก้านเอาไว้ไม่ได้หักโค่นไปไม่น้อย แต่ตอนนี้พระพิรุณกลับปราณีเพียงโปรยปรายหยาดฝนเป็นละอองให้ความชุ่มฉ่ำเย็นสบายแก่มวลสัตว์โลก เสียงกบ อึ่งอ่างครางกันระงมร้องหาคู่ ผมอวยชัยให้มันโชคดีได้เจอคนที่มันรักอย่างที่ผมเป็น
เก้าอี้ผ้าใบรับน้ำหนักไม่มาก ผมนอนโยกตัวอย่างสบายอารมณ์ที่ระเบียงห้อง พยายามค้นหาดวงดาวบนฟ้าเหมือนงมหาเพชรในมหาสมุทร มันโดนเมฆหมอกบดบังเอาไว้สิ้น แม้กระทั่งจันทร์ที่เคยกระจ่างฟ้ากลับหม่นมัวไม่สดใสแม้จะเต็มดวงก็ตาม แต่เชื่อไหมว่าใจของผมกลับสว่างจ้า ไม่คาดคิด ไม่คาดฝันว่าผมจะสามารถชนะใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่งดงามดุจเทพธิดา – มันเป็นเพราะกอล์ฟแท้ๆ
ผมเคลิ้มหลับไป แต่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ ขอให้เป็นสุดที่รักของผมเถิดที่เรียกมา เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมองหน้าจอ ผมยิ้มแก้มแทบปริ พยายามทำเสียงให้หล่อที่สุด
“ผมกำลังคิดถึงปานฯ อยู่พอดี”
แต่เสียงจากปลายสายอีกฟากหนึ่งทำให้หัวใจของผมหล่นวูบ มือไม้เย็นวาบแทบไม่มีเรี่ยวแรง แทนที่จะเป็นเสียงหวานๆ ของเธออย่างเคยกลับเป็นเสียงสะอื้นไห้อย่างรุนแรง ปานฯ กำลังร้องไห้เหมือนเด็กๆ เพราะเธอร้องไห้ออกมาโฮใหญ่
ผมตะโกนกรอกเสียงเรียก
“ปานฯ ปานฯ ปานฯ ร้องไห้ทำไม ใครเป็นอะไร ปานฯ เป็นอะไร บอกผมก่อน”
เธอยังร้องไห้เสียงดัง พูดเสียงกระท่อนกระแท่นแทบจับไม่ได้ความ
“คุณ.......คุณ.....มา......หา.......ปานฯ......หน่อย ได้ไหมคะ?”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
ผมเผ่นพรวดกลับเข้าห้อง เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอย่างรวกๆ คว้ากุญแจรถได้เผ่นพรวดจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่นที่คุณพ่อและคุณแม่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ ผมไม่มีเวลาที่จะบอกกล่าวอะไร เพียงพูดขึ้นสั้นๆ ว่า
“ผมจะออกไปธุระข้างนอกหน่อย”
เป็นครั้งแรกที่ผมรีดเอาแรงม้าจากรถของผมออกมาจนหมด มันทะยานพุ่งไปข้างหน้า ทิ้งฝุ่นให้ตลบคละคลุ้งไว้ข้างหลัง หัวสมองของผมสับสนยิ่งกว่าเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง มีคำถามเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ปานฯ ต้องร้องไห้มากมายขนาดนั้น ญาติพี่น้อง พ่อหรือแม่หรือเปล่าที่อาจเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หรือเธอถูกใครข่มเหงรังแกเข้า หรือทรัพย์สมบัติทางบ้านถูกยึดกลายเป็นบุคคลล้มละลาย หรือฯลฯ
ทันทีที่รถของผมปักหัวผ่านประตูเข้าไปพบปานฯ ยืนคอยท่าอยู่แล้ว เธอสาวเท้าตรงมาที่รถ เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่ง เธอบอกสั้นๆ ว่า
“ไปก่อนเถิดค่ะ ไปไหนก็ได้”
ผมขับรถออกจากที่นั่น เหลือบมองดูเห็นเธอก้มหน้าลงกับมือทั้งสอง สะอื้นไห้ออกมาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกใจเสียอย่างบอกไม่ถูก ความสงสารเกิดขึ้นมาอย่างท่วมท้นหัวใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาพร้อมๆ กับเธอ ผมดึงมือหนึ่งของเธอมากุม บีบเบาๆ เป็นการปลอบใจและให้กำลังใจ นึกว่าจะทำให้ดีขึ้น แต่ปานฯ กลับสะอื้นไห้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง มือของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา
ผมขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย แต่จะขับไปเรื่อยแบบนี้ได้อย่างไร ผมอยากหาที่สงบๆ ที่ไหนสักแห่งที่ผมจะได้คุย ได้สอบถามให้รู้เรื่อง ผมนึกถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งขึ้นมาได้ มันอยู่นอกเมืองออกมาไม่ไกลและอยู่ในเส้นทางที่ผมกำลังบ่ายหน้าไป
ถนนทางเข้าสนามกอล์ฟเส้นนั้นค่อนข้างสงัด ผมจอดรถที่ริมทาง ดับไฟหน้ารถแต่ปล่อยเครื่องยนต์ให้ติดไว้
“ปานฯ บอกผมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงผมแทบเป็นเสียงกระซิบ เธอไม่ตอบ แต่โผทั้งร่างเข้ามากอดผมไว้แน่นและร้องไห้โฮออกมา
ผมทำอะไรไม่ถูก มือหนึ่งลูบแผ่นหลัง อีกมือลูบศีรษะอย่างทะนุถนอมเป็นการปลอบโยน เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นเป็นนานราวกับวิญญาณถูกกระชากลงนรกก็ไม่ปาน ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ รอจนกระทั่งเธอค่อยสงบลงบ้าง
“ปานฯ บอกผมหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นอะไร”
“ปานฯ ไม่ยอม......ปานฯ ไม่ยอม” เธอพูดแค่นั้นแล้วร้องไห้ต่ออีกคำรพหนึ่ง
“ปานฯ.....ไหนบอกผมสิว่าเกิดอะไรขึ้น ปานฯ ไม่ยอมอะไร” เสียงผมเครียดขึ้น
“คุณพ่อค่ะ คุณพ่อ”
“คุณพ่อเป็นอะไร?”
“คุณพ่อใจร้าย.....คุณพ่อบังคับใจปานฯ”
“คุณพ่อบังคับอะไรปานฯ บอกผมสิ”
ใจผมเริ่มเสีย กริ่งเกรงไปก่อนว่าปานฯ อาจจะถูกคุณพ่อบังคับอย่างที่ผมถูกพ่อบังคับก็เป็นได้ และนั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมจะรับได้
สายฝนที่พรำมาตลอดกลับหนักขึ้นทุกที เม็ดฝนนับล้านๆ สาดกระทบเข้ากับรถเสียงดังลั่นไปหมด มันกำลังร่ำไห้ให้กับเราทั้งสอง
ปานฯ พูดขึ้นด้วยเสียงอันสั่นสะท้านว่า
“ปานฯ อยากตาย”
ผมถึงกับใจหายวูบที่ได้ยินคำนั้น ปานฯ ไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนแอขนาดนั้น เธอเป็นหญิงสาวที่มั่นคงในจิตใจ เป็นคนที่แข็งแกร่ง เป็นผู้หญิงที่มีเหตุมีผลที่สุดคนหนึ่ง แล้วอะไรที่ทำให้เธอพูดออกมาแบบนั้น แบบคนสิ้นคิด
ผมพูดเสียงกร้าวว่า
“ปานฯ พูดแบบนี้ได้ยังไง ปัญหาไม่ว่าจะใหญ่คับฟ้าเพียงใดย่อมมีทางแก้ไขทั้งสิ้น อย่าพูดแบบนี้อีกนะ”
“แต่ปัญหาของปานฯ ไม่มีทางแก้ไข”
“มีสิ ยังไงก็ต้องมี ไหนบอกผมสิว่าคุณพ่อบังคับอะไรปานฯ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง พูดเสียงสั่นเครือว่า
“คุณพ่อ.....บังคับ......ให้ปานฯ......แต่งงาน”
แล้วความกลัวอย่างร้ายกาจที่เหมือนมัจจุราชมาคร่าเอาวิญญาณไปที่ผมสังหรณ์ใจอยู่ก็เป็นความจริง ผมกัดฟันกรอดคิดตำหนิในความอาภัพรักของเรา เรื่องของผมยังไปไม่ถึงไหน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังมีเรื่องของปานฯ เข้ามาแบบเดียวกันอีก มันกลายเป็นเชือกที่ถูกผูกขึ้นเป็นสองปมซ้อนกัน
ผมรีบตั้งสติใหม่ สติเท่านั้นที่จะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า
“ปานฯ ฟังผมนะ ตั้งใจฟังให้ดี.....”
ผมประคองใบหน้าของเธอที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้น
“.....ปานฯ รู้ไหมว่าจะต้องแต่งงานกับใคร”
“ไม่ทราบค่ะ”
“อ้าว! คุณพ่อไม่ได้บอกหรอกหรือ”
“ ไม่ทันที่คุณพ่อจะบอกอะไร พอคุณพ่อพูดเรื่องที่ปานฯ ต้องแต่งงานกับคนที่คุณพ่อเลือกให้เท่านั้น เราก็มีปากเสียงกันรุนแรง คุณพ่อ.....คุณพ่อตบหน้าปานฯ ด้วยค่ะ” เธอสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปานฯ จะต้องแต่งวันนี้หรือพรุ่งนี้นี่นา”
“คุณพ่อบอกว่าเร็วที่สุดค่ะ”
“แสดงว่าปานฯ ก็ยังไม่เคยพบเห็นว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ก็ยังไม่เคยเห็นปานฯ ไม่ใช่หรือ”
“ยังค่ะ”
“ความหวังก็ยังมีอยู่ว่า ถ้าเขาคนนั้นไม่ตกลงปลงใจกับปานฯ ๆ ก็ไม่ต้องแต่งไม่ใช่เหรอ”
“ก็แล้วจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ”
“เป็นไปได้สิ ถ้าปานฯ ทำให้เขาไม่ชอบได้ หรือหาทางทำให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ทำนายทายทักว่าไม่ใช่เนื้อคู่กันหรือร้ายกว่านั้นอาจมีใครคนหนึ่งเป็นไป หรือทางสุดท้ายคือ หนีไปกับผมถ้าไม่มีทางออกจริงๆ ตอนนี้ใจเย็นๆ ไปก่อน ผมเดาว่าคงมีสักวันแหละที่คุณพ่อปานฯ จะต้องหาวันให้ปานฯ กับเขาคนนั้นได้พบกัน เหมือนการแนะนำตัวแหละ แล้วดูว่าเขามีท่าทีอย่างไร เขาอาจจะไม่เสน่หาปานเลยสักนิดก็เป็นไปได้” ผมพูดไปเท่าที่จะนึกได้ในตอนนั้น พูดให้เธอเอาไปคิดถึงความเป็นไปได้ เธอจะได้เลิกคิดถึงการคิดสั้นอย่างที่เธอพูดออกมา
“คุณคิดว่าจะเป็นไปได้หรือคะที่เขาจะไม่สนใจปานฯ เลย ขี้คร้าน....”
“ปานฯ อย่ามั่นใจนักเลย อาจมีอ้ายเซ่ออย่างผมคนเดียวที่รักปานฯ ก็ได้”
“นี่คุณ.....” กำปั้นทั้งสองรัวเข้าใส่หน้าอกผมอย่างไม่นับจนผมต้องปิดป้องเป็นพัลวัน รวบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน รั้งร่างของเธอเข้ามาในอ้อมกอด ประทับริมฝีปากเข้าด้วยกันอย่างแสนรักใคร่
“ปานฯ จ๊ะ ผมอยากจะขอร้องอะไรอย่าง”
“อะไรหรือคะ?”
“คุณพ่อน่ะ อย่างไรเสียท่านก็เป็นคุณพ่อ ท่านคงมีเหตุผลของท่าน ที่ผมมั่นใจมากๆ คือท่านรักปานฯ เชื่อผมสิ..... อย่าทำให้ท่านต้องเสียใจ อย่าทำให้ท่านต้องเป็นทุกข์ใจ มันเป็นบาป..... เราค่อยๆ หาทางจัดการไปทีละอย่าง หากว่าถึงที่สุดแล้วและความรักของเราเป็นไปไม่ได้จริงๆ คุณต้องสละผม แต่ต้องไม่ใช่คุณพ่อ ปานฯ เข้าใจไหม..... ถึงแม้ผมจะเป็นทุกข์ใจอย่างไรมันยังเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคุณพ่อของปานฯ ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณที่สุดในชีวิต ท่านให้กำเนิดเรามา เราจะอกตัญญูต่อท่านไม่ได้เป็นอันขาด ปานฯ ต้องตั้งสติตรองดูให้ดี..... ผมจะบอกให้ปานฯ ทราบว่า ถ้าแม้คุณพ่อปานฯ ยังไม่รัก ปานฯ จะไปบอกว่ารักใครคนอื่นได้ยังไง ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก..... ผมรู้ ผมเข้าใจว่าปานฯ กำลังเสียใจ กำลังผิดหวัง ปานฯ ถึงมีอารมณ์พูดจาไม่ดีกับคุณพ่อไปบ้าง แต่ตอนนี้ปานฯ มีสติครบถ้วน ปานฯ ลองคิดดูว่าที่ผมพูดนั้นจริงไหม.....อย่าสงสัยในความรักของผมที่มีต่อปานฯ ผมว่าปานฯ รู้ดีว่าผมรักปานฯ แค่ไหน แต่จะให้ผมทำให้ปานฯ เป็นคนอกตัญญูต่อคุณพ่อล่ะก็ ปานฯ อย่ารักผมดีกว่าเพราะผมไม่ใช่เป็นคนดีอย่างที่ปานฯ หวัง”
บทที่ 16 โชคสองชั้น
ผมนอนไม่หลับมาสองคืนติดกัน และทานได้ไม่มากมันเหมือนมีอะไรที่แสนขมขื่นมาจุกอกไว้ สมองมัวหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับปานฯ มันเหมือนการรอคอยระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดขึ้นมาเมื่อไร มันเหมือนถูกจำขังเอาไว้ในห้องมืด ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างใด ถ้าเปรียบเป็นการสงคราม เราถูกบังคับให้สงบอยู่ รอวันเวลาที่ข้าศึกจะลงมืออย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความอึดอัด แม้จะส่งสายลับเข้าไปสอดแนมในแนวศัตรู แต่ที่ได้รับคือความว่างเปล่า
เราคุยกันทางโทรศัพท์ ปานฯ บอกว่า
“ปานฯ ให้น้องชายช่วยเลียบเคียงถามจากคุณแม่แล้ว น้องชายบอกว่าคุณแม่ไม่รู้เรื่อง และไม่อยากรับรู้ด้วย เป็นเรื่องที่คุณพ่อจัดการเองทั้งหมด”
ผมได้แต่ลอบถอนใจด้วยความหนักใจ ไม่พยายามที่จะแสดงอาการใดๆ ให้ปานฯ เห็น ให้เธอรู้สึก ผมถามว่า
“แล้วหลังจากวันนั้น ปานฯ มีปัญหาอะไรกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ ปานฯ เชื่อคุณค่ะ ขอบคุณที่เตือนสติปานฯ”
ผมดีใจที่เธอเชื่อ ผมคิดว่าผมคิดไม่ผิดแม้ว่าสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมแนะนำเธอไปนั้นจะสร้างความร้าวราญใจให้กับตัวเองสักเพียงใดก็ตาม
ผมเดินเข้าไปในครัว พบป้าแม้นกำลังเตรียมอาหารค่ำอยู่ ผมเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ทราบว่าคุณแม่ยังใส่บาตรอยู่ทุกเช้าหรือเปล่าครับป้า?”
“ใส่ค่ะ ทุกเช้าแหละค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ช่วยเรียนคุณแม่ด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าผมอยากจะตักบาตรกับคุณแม่ด้วยนะป้า” นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมคิดขึ้นได้ การได้ตักบาตรทำบุญจะช่วยให้จิตใจของผมสบายขึ้นบ้าง และหวังอยู่ลึกๆ ว่า เหตุการณ์ทั้งมวลจะคลี่คลายไปในทางที่ดีแม้จะริบหรี่เสียเหลือเกิน
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณนายกับคุณท่านเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อกลางวันนี้แล้วค่ะ”
“ไม่เห็นเป็นไร ผมตักบาตรกับป้าก็ได้ ป้าช่วยเตรียมอาหารสำหรับตักบาตรด้วยนะครับ ป้าทำอาหารให้สุดฝีมือเลยนะ”
ป้าแช่มตั้งโต๊ะที่หน้าบ้าน อาหารที่เตรียมไว้นั้นจัดใส่ปิ่นโตเถาใหญ่ มีดอกไม้อีกหนึ่งกำ น้ำดื่มหนึ่งขวด
ผมพอจำได้ว่าเป็นพระรูปเดิมที่เดินบิณฑบาตในซอยบ้านอยู่เป็นนิจ มีลูกศิษย์คนหนึ่งเดินตามหลังมาหิ้วของที่ได้รับจากการบิณฑบาต ผมถอดรองเท้า ก้มลงกราบที่พื้นสามครั้ง ถวายอาหารที่เตรียมไว้
พระรูปนั้นเอ่ยขึ้นว่า
“โยมคงเป็นบุตรชายของโยมสายสมรล่ะสิ” แววตาของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา
“ครับ”
พระรูปนั้นนิ่งพินิจผมอยู่ครู่สั้นๆ พลางเอ่ยว่า
“อืม สิ่งใดที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ก็เพราะเรายึดถือมั่นกับมันมากเกินไปเหมือนการถือแก้วน้ำเอาไว้ ใช่ว่าแก้วน้ำนั้นจะมีน้ำหนักแค่ไหน แต่อยู่ที่เราถือเอาไว้นานเพียงใดต่างหาก โยมลองพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดี”
ผมก้มลงกราบสามครั้ง
ยิ่งพยายามจะตั้งสติทำงานมากเท่าไรก็ดูเหมือนจะคว้าได้แต่อากาศ ตัวหนังสือที่เรียงเป็นพรืดบนหน้ากระดาษตรงหน้ามีแต่ตัวพยัญชนะที่ผมรู้จักเท่านั้น มันไม่สามารถผสมเป็นคำเป็นประโยคให้ผมทำความเข้าใจได้เลย ผมเหลือบมองดูเวลาแทบจะทุกห้านาที เร่งนาฬิกาให้มันขยันเดินมากๆ หน่อยจะได้พักเที่ยงไวๆ
เรานัดทานอาหารกันที่ห้องอาหารของโรมแรมหรูไม่ไกลจากที่ทำงานมากนักที่ซึ่งพนักงานทั่วไปไม่เข้าไปใช้บริการกัน จะมีก็แต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ผมยอมลงทุนจ่ายค่าอาหารแพงๆ ก็เพื่อให้พ้นจากสายตาของบรรดาเหยี่ยวข่าวผู้ไม่พึงประสงค์ที่ชอบบริหารปากได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ทั้งที่น่าจะรู้สักนิดว่าอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ธรรมชาติสร้างให้มาเป็นคู่ หูก็มีสองข้าง ตาก็มีสองข้าง จมูกก็มีสองรู แขนก็มีสองแขน แต่ปาก ธรรมชาติสร้างให้มีปากเดียว ที่สำคัญสร้างมาให้เพื่อรับประทานอาหาร จะได้พูดน้อยลง หรือจะพูดก็ควรประหยัดปากเข้าไว้ เลือกพูดแต่ในสิ่งที่เหมาะที่ควร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้มั่วไปเรื่อยจนปากเป็นสีก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
เรานั่งอยู่เคียงกันที่โต๊ะอาหารริมกระจกใส จากชั้นสูงสุดของโรมแรมสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของเมืองหลวงมีอาคารสูงผุดขึ้นราวดอกหญ้า ท้องฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยสดใสกลับขุ่นมัวด้วยควันพิษทั้งหลายทั้งปวงที่เราเป็นคนก่อขึ้น สวนสาธารณะสีเขียวที่มีอยู่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีความหมายอะไร
ผมกุมมือของปานฯ ที่วางอยู่บนโต๊ะปูด้วยผ้าสะอาดสีขาว แจกันดอกไม้เล็กๆ สีขาวนวล มีดอกกุหลาบสีแดงเข้มปักอยู่วางที่มุมหนึ่ง ตรงหน้าเราทั้งสองมีถ้วยกาแฟส่งควันกรุ่นๆ กากาแฟสีเงินเป็นมันวางอยู่คู่กัน แก้วน้ำขายาวมีหยดน้ำเกาะอยู่โดยรอบ
เสียงดนตรีจากเปียโนที่ตั้งอยู่ห่างออกไปกังวานเสนาะโสต นักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงสากล ชื่อเพลงแปลเป็นไทยว่า “เธอ” (she) เพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งที่ผมอยากให้ปานฯ ฟัง
“ปานฯ ชอบเพลงนี้ไหม?” ผมถาม
“ชอบมากค่ะ”
“ผมก็ชอบมากโดยเฉพาะเนื้อเพลงตอนจบที่บอกว่า
‘ฉันรวมเอาน้ำตาและรอยยิ้ม ประทับพิมพ์ลงในใจไว้เสมอ
จะจดจำใบหน้างามของเธอ ทีฉันเพ้อละเมอหาทุกนาที’ ”
ปานฯ หัวเราะคิก บอกว่า
“ไม่เห็นใช่สักหน่อย แต่เป็นกลอนก็เพราะดีค่ะ”
เธอเบนหน้าหนีด้วยรอยยิ้มที่เอียงอายขณะที่ผมประทับรอยจูบลงบนหลังมือของเธอ
ปานฯ ร้องขึ้นเสียงค่อนข้างดัง ด้วยความตกใจ ทำตาโต จ้องหน้าผมเขม็ง เมื่อผมอ้าปากงับเข้าที่หลังมือ
“อุ๊ย! คุณกัดปานฯทำไมคะ”
“เพื่อให้ปานฯ ระลึกถึงผมเสมอและตลอดไป” ผมบอกพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ
ผมขอตัวเข้าห้องน้ำ ขณะที่เดินผ่านไปตามโต๊ะต่างๆ ที่มีแขกนั่งอยู่เกือบเต็ม สายตาประจันเข้ากับบุรุษอาวุโสท่านหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง ถ้าไม่ใช่คุณพ่อของผมแล้วจะเป็นใคร ครั้นจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นก็สายเกินกาล เพราะสายตาคู่นั้นมองตรงมาที่ผมเช่นกัน จำต้องเดินตรงเข้าไปทักทาย
ผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ถามว่า
“คุณพ่อมาทานข้าวคนเดียวหรือครับ?”
“เปล่า พ่อมีแขก กำลังรออยู่เดี๋ยวคงมา แล้วลูกล่ะมาทานข้าวกับใคร?”
“กับเพื่อนครับ.....” ผมบอกและชี้มือไปอีกทาง “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับคุณพ่อ
“อืม” คุณพ่อหันหน้ากลับไปมองรายการอาหารในมือ
หลังจากที่ออกจากห้องน้ำ ผมเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะ ขณะที่ปานฯ ลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำบ้าง เมื่อเธอกลับมา ปานฯ พูดเสียงอ่อยๆ ว่า
“โชคไม่ดีเลยค่ะ ตอนที่ปานฯ กำลังจะเข้าห้องน้ำ ปานฯ เจอคุณพ่อเข้าพอดี จะหลบก็ไม่ทันเลยต้องทัก”
ผมรู้สึกกึ่งอัศจรรย์ใจ กึ่งสมเพชตัวเองและปานฯ ที่ต้องมาเจออะไรเหมือนๆ กันอยู่เรื่อย เราโดนบังคับให้แต่งงานเหมือนกัน มาทานข้าวก็ยังเจอพ่อเหมือนกันอีก ผมนึกในใจว่า ‘ทำไมไม่บังเอิญอีกให้คนที่เราถูกเลือกให้แต่งงานเป็นเราวะ’
“ผมว่าเรารีบไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อคุณเห็นผมเข้ามีหวังบ่อนแตก”
ปานฯ หน้าเสียพูดแทบเป็นเสียงกระซิบว่า
“ไม่ทันแล้วล่ะค่ะ”
บุรุษสูงวัย ผมสีดอกเลา ท่าทางภูมิฐานเดินตรงมาที่โต๊ะที่เรานั่งอยู่ ปานฯ นั่งตัวสั่นงันงกเมื่อคุณพ่อเดินมาหยุดที่โต๊ะ จ้องหน้าผมเข็ง พูดเสียงเครียดขึ้นว่า
“ปานฯ พ่อมีธุระจะคุยด้วยหน่อย ตามพ่อมา”
“คุณพ่อคะ นี่เพื่อนหนูค่ะ”
ผมรีบลนลานลุกขึ้นยืน ประนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณพ่อของปานฯ รับไหว้อย่างเสียไปที
ปานลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตามคุณพ่อไป ไม่ถึงสองนาทีปานฯ เดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนจะร้องไห้ออกมากระนั้น
ผมถามระล่ำระลักว่า
“คุณพ่อว่ายังไงบ้าง?”
“คุณพ่อถามว่าคุณเป็นใคร ปานฯ บอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงาน คุณพ่อบอกว่าเย็นนี้คุณพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย เท่านั้นแหละค่ะ”
“ซวยล่ะซี ดีนะที่คุณพ่อยังไว้หน้าผม”
ใบหน้าของปานฯ เต็มไปด้วยความงุนงง เธอเหลือบตาขึ้นมองอะไรสิ่งหนึ่งด้านหลังของผม ทำให้ผมหันกลับไปมองตาม ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบจะหลุดออกมาจากอกเพราะภาพนั้นคือคุณพ่อของผมเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน
เสียงของผมสั่นเหมือนคนทรงเจ้า ไม่ใช่เสียงอย่างเดียว ขาก็สั่น มือไม้ก็สั่นและเย็นเยียบเหมือนดุจเห็นพญาราชสีห์ที่จ้องตะปบเหยื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเรามีชนักติดหลังอยู่ตอนนี้ ผมและปานฯ คงไม่ต้องหวาดระแวงขนาดนี้
ผมพูดตะกุกตะกักว่า
“ปานฯ นี่คุณพ่อผมเอง”
ปานฯ รีบลุกขึ้นประนมมือไหว้พร้อมถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อย
ผมเห็นคุณพ่อจ้องปานฯ ตาไม่กระพริบ พูดเสียงกร้าวว่า
“พ่อมีเรื่องคุยด้วย มานี่ซิ”
ผมเดินตามคุณพ่อไปเหมือนลูกหมาเซื่องๆ ที่หน้าเคาว์เตอร์บาร์ คุณพ่อถามขึ้นว่า
“ผู้หญิงคนนั้นใคร?”
“เพื่อนที่ทำงานครับคุณพ่อ”
“คู่รักของแกเรอะ?”
“คือ.....เอ่อ.....เปล่าครับ เป็นเพื่อนที่ทำงานครับ” ผมจะเป็นต้องโกหกเพราะไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งที่ความจริงผมอยากบอกความจริงไปให้หมดเรื่องไปเลย แต่ใครจะรู้ว่ารังผึ้งจะแตกหรือเปล่า
“เย็นนี้พ่อมีธุระจะคุยกับแก กลับบ้านหลังเลิกงานทันทีนะ”
“ครับ”
โปรดติดตามต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)