หุ่นชายแก่ ที่เราเห็น เวลาผ่านร้านเคเอฟซี นั้น คือผู้ก่อตั้งเคเอฟซี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 เขาชื่อว่า ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เกิดวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1890 มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกชายคนโต เมื่อเขาอายุได้เพียง 6 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตทำให้ แม่ต้องทำงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพียงคนเดียว แซนเดอร์ส ยังเป็นเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ต้องรับภาระเลี้ยงดู น้องชายอายุ 3 ขวบ และน้องสาว ยังเล็กอยู่ เขาต้อง ทำงานบ้านทุกอย่าง รวมถึง ทำอาหารเองด้วย แซนเดอร์ส มีความสามารถในเรื่องนี้มาก
จนได้รางวัลชนะเลิศ ในการประกวด ทำอาหารประจำหมู่บ้าน ขณะที่อายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น .......แซนเดอร์สเริ่มรับจ้างทำงานครั้งแรก เมื่อมีอายุได้ 10 ปี โดยเริ่มจาก การทำงานในฟาร์มใกล้บ้านได้ค่าแรงเพียง เดือนละ 2 ดอลลาร์ และอายุได้ 12 ปี เขาก็ออกจากบ้าน ไปทำงานที่ฟาร์มในหมู่บ้านเฮนรี วิลล์ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตการทำงานหลาย ๆ อย่าง ที่เขาเคยทำ เช่น เป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาล ขายประกัน ขายยาง ทำงานที่สถานีขนส่ง และเมื่ออายุ 47 ปี แซนเดอร์ส ก็เริ่มทำอาหารจำหน่ายที่สถานีขนส่ง ในรัฐเคนตั๊กกี้
"คิดค้นสูตรลับเฉพาะ"
ปรากฏว่า อาหารที่เขาทำเป็นที่นิยมมาก แซนเดอร์ส จึงลาออก ไปทำร้านอาหาร หลังจากนั้นอีก 9 ปี เขาได้คิดค้นสูตรการปรุงไก่ทอดด้วยส่วนผสมลับเฉพาะ จากเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีการทอดไก่แบบพิเศษ เพื่อรักษารสชาติ และความหอมอร่อย ของไก่ทอดไว้ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดไก่ทอด สูตรต้นตำรับ เคเอฟซี แซนเดอร์ส สร้างชื่อให้รัฐ เคนตั๊กกี้มาก ผู้ว่าการรัฐจึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้พันแซนเดอร์ส" เพื่อเป็นเกียรติ .......จนถึงวันนี้เคเอฟซี ได้ขยายสาขา มากกว่า 29,500 แห่งใน 92 ประเทศทั่วโลก ...โดยมี หุ่นจำลองของผู้พันแซนเดอร์ส ตั้งอยู่หน้าร้าน
เหมือนเป็น เครื่องรับประกันถึงความอร่อย ของไก่ทอด ตำหรับ KFC COLONEL SANDERS THE LEGENDARY CHICKEN EXPERT 1890 ตำนานความอร่อยของไก่ทอด KFC เริ่มต้นโดย พันเอกฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส ท่านถือกำเนิดขึ้นในเมืองคอร์บิน มลรัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ในปี 1890 1930 ในช่วงปี 1930 พันเอกฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เริ่มปรุงไก่ทอดที่แสนอร่อย ให้แก่นักเดินทางทั่วไป ที่มาหยุดพักรับประทานอาหาร ที่ร้านของท่านในเมือง คอร์บิน มลรัฐเคนตั๊กกี้ 1939
"ได้รับเกียรติแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้พัน"
ชื่อผู้พันแซนเดอร์สเริ่มเป็นที่รู้จัก ในปี 1939 พันเอก ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส ได้รับเกียรติจากมลรัฐเคนตั๊กกี้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้พัน เคนตั๊กกี้ แทนความยินดีจากผู้ว่ามลรัฐ เคนตั๊กกี้ที่ท่าน ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่รัฐ เพราะท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อคิดค้นสูตรไก่ทอดที่แสนอร่อย โดยนำไก่ มาคลุกเคล้ากับเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีพิเศษ ของการทอดด้วยเตาทอดระบบ ความดัน เพื่อรักษา รสชาติ หอมอร่อยของไก่ 1950 ด้วยความมั่นใจในรสชาติ และคุณภาพของไก่ทอด ในปี 1950 ผู้พันเริ่มออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกา และแคนาดาด้วยตัวท่านเองจากร้านหนึ่งไปสู่อีก ร้านหนึ่ง
เพื่อขายแฟรนไชส์ ธุรกิจของท่าน 1955 ในปี 1955 ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ได้ก่อตัวขึ้นในรูปบริษัท เป็นครั้งแรก โดยผู้ก่อตั้งคือผู้พันแซนเดอร์ส 1964 มาในปี 1964 ผู้พันแซนเดอร์สได้ขายกิจการ ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ให้แก่ กลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ 1978 เพื่อรักษาไก่ทอดเคนตั๊กกี้ ให้คงคุณภาพและรสชาติ แบบดั้งเดิม จึงมีการเปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติของ KFC ขึ้นในปี 1978 โดยมีผู้พันแซนเดอร์สเป็น ผู้ตรวจสอบการรักษารสชาติ ของไก่ทอดเป็นหม้อแรก จากพีท ฮาร์แมน
"มีร้านมากกว่า 29,500 แห่ง"
ผู้ที่ได้แฟรนไชส์เป็นรายแรก 1980 แล้วในปี 1980 ผู้พันแซนเดอร์สก็ถึงแก่กรรมท่านอายุได้ 90 ปี ร่างของท่านถูกนำไปตั้ง ณ ที่ทำการของเมืองหลวง มลรัฐเคนตั๊กกี้ และจากนั้นได้ถูกนำไปฝังที่สุสาน เดฟฮิลล์ เมืองหลุยวิลล์ 1999 ในปัจจุบัน KFC มีเครือข่ายของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีร้านที่ให้บริการอาหาร และของว่างมากกว่า 29,500 แห่ง
ในกว่า 92 ประเทศทั่วโลก KFC ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของ ผู้พันแซนเดอร์สถือเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และยังคงก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ด้วยคุณภาพและสำนึกในความรับผิดชอบที่ดีต่อสังคม ไม่ว่าท่านจะอยู่ในประเทศใดท่าน จะสามารถสัมผัสและระลึกถึงผู้พัน แซนเดอร์ส ตำนานแห่งไก่ทอดแสนอร่อยของ KFC ได้เสมอ
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
ยอดพาหนะใน กทม
1. รถเมล์ : รถประจำทางสำหรับผู้รักการผจญภัย และพาหนะที่มักจะไม่มาเมื่อคุณรอ และวิ่งให้ว่อนเมื่อไม่ต้องการ
2. พขร : พนักงานแข่งรถ
3. พกส : พนักงานเก็บเงินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด มีอำนาจสั่งการให้ผู้โดยสารไปไหนก็ได้ และเปงคนเดียวที่คุยกะ พขร. รู้เรื่อง
4. ผู้โดยสาร : บุคคลผู้เจียมเนื้อเจียมตัว บางครั้งถูกเปรียบให้เปงปลา(กระป๋อง)
5. นายตรวจ : คนเดียวที่ พกส. กลัว
6. ค่าโดยสาร : จำนวนเงินที่ต้องจ่าย กรุณาจ่ายเปงเศษสตางค์ ไม่รับแบงก์ใหญ่กว่า100ฝ่าฝืนอาจถูกสรรเสริญจาก พกส. และอาจจะลามไปถึงบุพการีที่นอนอยู่บ้านได้
7. ป้าย : ไป (สันนิษฐานว่าเลยไปเลย สังเกตุจาก พกส. จะพูดคำนี้ทุกครั้งเมื่อถึงป้าย)
8. ที่นั่งสำหรับภิกษุ สามเณร : ที่นั่งสำหรับป้าตาถั่ว หรือตาบอดสี โดยเฉพาะสีเหลือง
9. ที่นั่งสำหรับคนพิการ : ดูข้อ8(คล้ายๆกัน)
10. เด็ก สตรี และคนชรา : ประชาชนส่วนใหญ่ที่ประชาชนส่วนน้อยต้องเอื้อเฟื้อจึง มักจะ(ดูต่อข้อ 11)
11. แกล้งหลับ : วิธีหลีกเลี่ยงจากข้อ 10
12. คนดีมีน้ำใจ : คนประหลาดในสายตาข้อ 11
13. กริ่ง : กดสองที ฟรีสองป้าย
14. รถไฟฟ้า : เครื่องช่วยหายใจของคนกรุง สามารถไปได้ทุกที่ยกเว้นบ้านคุณ
15. เรือด่วน : เครื่องช่วยหายใจอีกอย่าง เหมาะสำหรับคนว่ายน้ำเป็นและน้ำหนักตัวน้อย
16. แท็กซี่ : พาหนะที่พาคุณอ้อมไปจากเส้นทางจริง
17. สามล้อ : พาหนะสำหรับคนมีสุขภาพปอดดี เคลื่อนที่ทุกๆครั้งมีที่ว่าง
2. พขร : พนักงานแข่งรถ
3. พกส : พนักงานเก็บเงินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด มีอำนาจสั่งการให้ผู้โดยสารไปไหนก็ได้ และเปงคนเดียวที่คุยกะ พขร. รู้เรื่อง
4. ผู้โดยสาร : บุคคลผู้เจียมเนื้อเจียมตัว บางครั้งถูกเปรียบให้เปงปลา(กระป๋อง)
5. นายตรวจ : คนเดียวที่ พกส. กลัว
6. ค่าโดยสาร : จำนวนเงินที่ต้องจ่าย กรุณาจ่ายเปงเศษสตางค์ ไม่รับแบงก์ใหญ่กว่า100ฝ่าฝืนอาจถูกสรรเสริญจาก พกส. และอาจจะลามไปถึงบุพการีที่นอนอยู่บ้านได้
7. ป้าย : ไป (สันนิษฐานว่าเลยไปเลย สังเกตุจาก พกส. จะพูดคำนี้ทุกครั้งเมื่อถึงป้าย)
8. ที่นั่งสำหรับภิกษุ สามเณร : ที่นั่งสำหรับป้าตาถั่ว หรือตาบอดสี โดยเฉพาะสีเหลือง
9. ที่นั่งสำหรับคนพิการ : ดูข้อ8(คล้ายๆกัน)
10. เด็ก สตรี และคนชรา : ประชาชนส่วนใหญ่ที่ประชาชนส่วนน้อยต้องเอื้อเฟื้อจึง มักจะ(ดูต่อข้อ 11)
11. แกล้งหลับ : วิธีหลีกเลี่ยงจากข้อ 10
12. คนดีมีน้ำใจ : คนประหลาดในสายตาข้อ 11
13. กริ่ง : กดสองที ฟรีสองป้าย
14. รถไฟฟ้า : เครื่องช่วยหายใจของคนกรุง สามารถไปได้ทุกที่ยกเว้นบ้านคุณ
15. เรือด่วน : เครื่องช่วยหายใจอีกอย่าง เหมาะสำหรับคนว่ายน้ำเป็นและน้ำหนักตัวน้อย
16. แท็กซี่ : พาหนะที่พาคุณอ้อมไปจากเส้นทางจริง
17. สามล้อ : พาหนะสำหรับคนมีสุขภาพปอดดี เคลื่อนที่ทุกๆครั้งมีที่ว่าง
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
คำสอนของพ่อ
'มองที่กำแพงแล้วลองบอกพ่อซิว่าเห็นอะไรบ้าง' พ่อถามหลังจากพาผมมายืนเกือบชิดกำแพงวัด โดยหันหน้าเข้าหากำแพง
'เห็นแต่กำแพงครับ' ผมตอบไปตามจริง
'คราวนี้ ลองดูที่กำแพงอีกทีซิว่าเห็นอะไรบ้าง' พ่อถามอีกครั้ง หลังจากจูงมือผมมาหยุดยืนห่างจากกำแพงเดิมประมาณสิบเมตร
'เห็นกำแพง ขอบกำแพงด้านบน มุมกำแพงสองข้างครับ' ผมบอกถึงสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับกำแพง เพราะพ่อบอกให้ดูที่กำแพง
'ถ้าอยู่ใกล้กำแพงเกินไป เราจะเห็นแต่กำแพงที่ขวางหน้า เจอแต่ทางตัน แต่ถ้าเราถอยห่างออกมาให้พอเหมาะ มุมมองจะกว้างขึ้นเราจะเห็นขอบกำแพงแต่ละด้าน ทางที่เห็นว่าตัน จะไม่ตันอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับเราว่าจะปีนข้าม หรือเดินเลาะกำแพงออกไปจะซ้ายหรือขวาแล้วแต่เราเลือก...' พ่อหยุดพูดนิดหนึ่ง เหมือนเจตนารอให้ผมคิดตามได้ทัน
'กำแพงก็เหมือนกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ถ้าขลุกอยู่กับมันมากเกินไป จะเห็นแต่ปัญหา มีแต่ทางตัน ออกมาตั้งสติให้ห่างจากปัญหาสักหน่อย แล้วเราจะเห็นทางออกเอง'
ทุกครั้งที่มีปัญหา ภาพของพ่อที่กำลังสอนผมในวัยเด็กจะผุดขึ้นมาในหัว เพื่อเตือนสติผมอยู่เสมอ พ่อเรียนจบแค่ระดับชั้นประถม แต่พ่อเป็นนักอ่าน และนักฟังที่ดี พ่อบอกว่าความรู้หาได้จากทุกที่ ถ้ารู้จักไขว่คว้าหามัน
ผมเห็นการไขว่คว้าของพ่อตั้งแต่เด็ก ทุกเช้าพ่อจะชอบไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านกาแฟหน้าหมู่บ้าน ถกปัญหาสารพัดกับเพื่อนๆในร้าน แรกๆผมเคยตามพ่อไปด้วย แต่หลังๆผมเริ่มเบื่อเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน เพราะฟังไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องที่คุยก็น่าเบื่อไม่เห็นสนุกตรงไหน ผมเลยไม่คิดจะตามไปอีก พ่อติดตามข่าวสารต่างๆผ่านหน้าจอโทรทัศน์ไม่เคยขาด พ่อว่าเราควรต้องรู้ว่าโลกเราไปถึงไหนกันแล้ว บ้านเมืองเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเราบ้าง
ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูดทั้งหมด แต่ผมไม่เคยเถียงเพราะไม่รู้จะเถียงว่าอะไร ผมฟังในสิ่งที่พ่อพูด ผมคิดในสิ่งที่พ่อสอนเท่าที่สมองน้อยๆในตอนนั้นจะคิดได้ แต่ตอนนี้สมองของผมใหญ่ขึ้นรอยหยักเพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มเข้าใจคำสอนของพ่อที่พร่ำสอน เมื่อครั้งที่ผมยังเยาว์วัย หากไม่เจอปัญหาผมคงไม่คิดถึงคำสอนของพ่อ
เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกผมให้ออกจากภวังค์ หน้าจอโทรศัพท์แสดงหมายเลขที่ทำให้ผมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะเป็นเบอร์ที่ผมคุ้นเคย วันนี้ผมกดตัดสายทิ้งไปสามรอบแล้ว แต่คนที่โทร.ก็ไม่ละความพยายามง่ายๆ ผมลังเลว่าจะรับสายดีหรือเปล่า
“สวัสดีครับ” ผมตัดความรำคาญกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
“คุณสุจริตใช่มั้ยคะ จากบริษัทผ่อนสบายค่ะ ทำไมคุณยังไม่ชำระค่างวดล่ะคะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” บอกชื่อบริษัทเสร็จ หล่อนก็ทวงค่างวดเครื่องเสียงที่ผมยังไม่ได้ชำระ สามวันมาแล้วที่หล่อนตามจองล้างจองผลาญผมหลังจากเลยกำหนดชำระ
“มี...” ผมกระแทกเสียงก่อนจะพูดต่อ
“แค่เกินกำหนดชำระมานิดหน่อย ทำไมต้องประจานให้คนในบริษัทรู้ด้วย ว่าผมค้างค่างวดอยู่ ใครรับสายคุณก็บอกเขาไปหมด” ผมถือโอกาสระบายอารมณ์กับหล่อน
“โทร.เข้ามือถือตั้งหลายครั้งคุณก็ไม่รับสาย โทร.เข้าบริษัทคนที่รับบอกว่าไม่อยู่ เลยต้องฝากข้อความไว้” น้ำเสียงหล่อนเริ่มแข็งกร้าว หางเสียงที่ฟังดูสุภาพถูกตัดทิ้ง ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหล่อนให้ฉุนเฉียวไปมากกว่านี้
“แล้วผมจะรีบไปจ่าย” ผมทำเสียงเหมือนไม่พอใจ ละหางเสียงที่สุภาพไว้ แล้วรีบตัดสายทิ้งทันที
ความจริงแล้วผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายค่างวดเครื่องเสียง ผมแกล้งทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้นเอง จะหยิบยืมเพื่อนฝูงก็เห็นจะยากเต็มที เพราะของเก่าที่ยืมมายังไม่มีปัญญาใช้คืน ขืนไปรบกวนอีกมีหวังเพื่อนๆคงเลิกคบหาสมาคมด้วยอย่างแน่นอน
ถ้าหนี้สินมีเพียงค่าผ่อนส่งเครื่องเสียงอย่างเดียว ผมคงไม่กลุ้มใจมากมายขนาดนี้ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังมีหนี้บัตรเครดิตอีกสี่ใบ รวมๆกันแล้วเป็นเงินหลายหมื่นบาท เงินเดือนผมแค่สองหมื่นบาทเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาอาศัยหมุนเงินจากบัตรใบโน้นไปจ่ายบัตรใบนั้น จากบัตรใบนั้นมาจ่ายบัตรใบนี้ แรกๆก็ไม่มีปัญหา ทำไปทำมามันกลับยุ่งเป็นงูกินหาง เงินที่เคยหมุนจากบัตรแต่ละใบไม่อาจนำมาหมุนได้อีกต่อไป บัตรใบนั้นก็ถึงกำหนดชำระ ใบนี้ก็ต้องจ่าย ใบโน้นก็ต้องเคลียร์
“ไปทำงานที่กรุงเทพฯต้องระวังเรื่องเงินทองดีๆนะสิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ” พ่อเตือนก่อนผมจะจากบ้าน มาทำงานในเมืองหลวง
หลายปีที่เป็นมนุษย์เงินเดือนผมกลายเป็นนักสะสมวัตถุตัวยง เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากจะมีบ้าง โดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น ทั้งตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องเสียง โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล และอีกจิปาถะ ของทั้งหมดต้องเป็นของมียี่ห้อราคาแพง นี่ยังไม่รวมรถยนต์ที่เพิ่งโดนยึดไปเพราะขาดส่งมาหลายงวด
มันเหมือนเป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดในวัยเด็ก ผมไม่เคยมีของเล่นดีๆเหมือนที่เพื่อนมี พอโตขึ้นมาหน่อยเพื่อนๆต่างมีโทรศัพท์มือถือใช้กันแทบทุกคน แต่ผมก็ยังไม่มีเหมือนเพื่อน ผมตั้งประณิธานไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มีงานทำมีเงินเดือนใช้ ผมต้องมีเหมือนคนอื่น
พอเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ ไม่ว่าสถาบันการเงินไหนมาเสนอให้ทำผมสนองตอบทุกครั้งโดยไม่ลังเล มีบัตรเครดิตมันโก้จะตาย ไม่มีเงินสดก็จับจ่ายใช้สอยได้ไม่มีขีดจำกัด กินเหล้าฟังเพลงเที่ยวผับเข้าบาร์เป็นเรื่องปกติ ที่ทำเป็นประจำทุกเดือนเดือนละหลายครั้ง ถึงได้มีเงินก็ใช้บัตรจ่ายแทนเงินสดได้ ยิ่งถ้าไปกับสาวๆด้วยแล้วยิ่งหน้าใหญ่เลี้ยงเขาไปทั่ว
มันน่าแปลกที่แต่ก่อนเริ่มทำงานใหม่ๆเงินเดือนยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ผมส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือนไม่เคยขาด แต่พอเงินเดือนมากขึ้นผมกลับส่งน้อยลง จนกระทั่งไม่ส่งสักบาท ผมเอาเงินมาบำรุงบำเรอกิเลสตัณหาของตัวเองจนเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง เงินเดือนเกือบทั้งหมดต้องใช้ชำระหนี้ แทบจะไม่มีเหลือไว้ใช้จ่ายส่วนตัว หมดปัญญาจะส่งเงินกลับบ้าน
ตอนนี้ผมเดินมาถึงทางตันแล้ว โดยมีบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายไล่ตามมาติดๆ เจ้าหนี้แต่ละรายไม่เคยให้เกียรติกันเลยแม้แต่น้อย โทรศัพท์ไปทวงถามที่บริษัทแทบทุกวัน แถมยังโพนทะนาไปทั่วว่าผมไม่ยอมชำระหนี้ ผมกลายเป็นวัวสันหลังหวะที่หวาดระแวง เดินไปแผนกไหนในบริษัทรู้สึกเหมือนกับว่าทุกคนจะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ที่สนิทหน่อยก็กระเซ้าว่าทีหลังอย่าลืมชำระหนี้
รถทัวร์พาผมมุ่งหน้ากลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผมเหม่อมองออกไปนอกรถ เห็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ภาพของพ่อกับแม่กำลังเอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน ก้มลงปักต้นกล้าบนผืนนาจนเหงื่อไหลไคลย้อย แวบผ่านเข้ามาในสมอง หยาดเหงื่อของพ่อกับแม่ที่เสียไป กลายเป็นใบปริญญาบัตรที่ผมได้มา แต่ผมกลับตอบแทนท่านด้วยหนี้สินก้อนโต ปัญหานี้ผมเป็นคนก่อขึ้นมา ผมต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ไม่เคยคิดจะกลับไปรบกวนท่านทั้งสอง ผมแค่อยากถอยห่างจากกำแพงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อมองหาทางออกตามที่พ่อเคยสอนไว้เท่านั้น
ผมมาถึงบ้านเมื่อดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า พ่อกับแม่กำลังตั้งสำรับกับข้าว ทั้งพ่อและแม่ต่างแปลกใจที่เห็นผมกลับมาบ้าน ซึ่งตามปกติผมจะกลับเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่เท่านั้น ในความแปลกใจนั้น แฝงความดีใจไว้เต็มเปี่ยม แม่กุลีกุจอทำกับข้าวที่ผมชอบมาเสริม พ่อแยกไปหุงข้าวมาเพิ่ม เพราะรู้ดีว่าข้าวที่อยู่ในหม้อ ไม่พอยาไส้พวกท้องยุ้งอย่างผมแน่นอน ส่วนผมถูกไล่ไปอาบน้ำให้สดชื่น ก่อนมาร่วมวงกินข้าว
สามวันที่อยู่บ้าน เป็นสามวันที่สมองผมปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่ต้องคอยหลบเจ้าหนี้ที่โทรศัพท์ตามรังควานถึงในบริษัท ไม่ต้องกังวลว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นสื่อทวงหนี้ เพราะมันถูกปิดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ผมถอยห่างจากกำแพงปัญหาจนเริ่มจะมองเห็นทางออกบ้างแล้ว
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า พ่อว่าลูกดูเครียดๆตั้งแต่กลับมาแล้วนะ” พ่อเปิดประเด็นขณะนั่งรับลมอยู่ที่ชานเรือน
“ก็...มีปัญหานิดหน่อยครับ” ผมลังเลที่จะบอก
“มีอะไรก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้นะ จะได้ช่วยๆกันคิด” พ่อไม่วายเป็นห่วงส่วนแม่เอียงหูฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้
“เนี่ยเหรอปัญหานิดหน่อยเป็นหนี้เป็นสินตั้งหลายหมื่น ว่าแล้ว ไอ้บัตรพลาสติกนั่นน่ะ มันใช้ง่ายใช้คล่องยิ่งกว่าพิมพ์แบงก์เองซะอีก แล้วเป็นไงล่ะเตือนก็ไม่ฟัง” แม่เสียงดังขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังปัญหาของผม
ไอ้บัตรพลาสติกที่แม่ว่า คือบัตรเครดิตที่แม่เคยเห็นผมใช้ เมื่อครั้งที่พาพ่อกับแม่ไปกินอาหารที่ร้านในตัวเมือง ตอนนั้นแม่เตือนว่าให้ระวังเพราะมันใช้ง่ายถ้าใช้เพลินโดยไม่คิดจะลำบากทีหลัง
“แกก็...ยังจะไปซ้ำเติมอีก แค่นี้ลูกก็กลุ้มใจจะแย่อยู่แล้ว” พ่อปราม จนโดนแม่ค้อนใส่
“แล้วจะทำยังไงต่อไป คิดไว้หรือยัง” พ่อตั้งคำถามขณะที่ผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
ผมบอกพ่อกับแม่ว่า จะลองเจรจากับเจ้าหนี้ขอผ่อนชำระค่างวดให้น้อยลงหน่อย ถ้าไม่ได้จะหยุดชำระ แล้วรอให้เจ้าหนี้แต่ละรายฟ้องร้อง จากนั้นก็รอศาลเรียกไปไกล่เกลี่ยว่าเราสามารถชำระหนี้ได้เดือนละเท่าไหร่ ระหว่างนั้นผมจะไม่ก่อหนี้เพิ่มของอะไรที่มีอยู่และไม่จำเป็นก็จะเอาไปขายเก็บเงินไว้ใช้หนี้ เครื่องเสียงที่เพิ่งผ่อนมาสามงวดก็ให้เขามายึดคืนไป
ตอนแรกแม่จะไม่ยอมเพราะกลัวว่าถ้าโดยฟ้อง ผมจะต้องติดคุกตะราง แม่ว่าจะเอาที่นาไปจำนองธนาคารเอาเงินให้ผมไปใช้หนี้ ผมต้องอธิบายให้แม่ฟังว่า คนอื่นที่เขาเป็นหนี้บัตรพลาสติกที่แม่เรียกมีอยู่หลายรายที่ทำแบบนี้เมื่อจ่ายไม่ไหว ไม่มีใครต้องติดคุกสักคน เจ้าหนี้เองก็อยากได้เงินคืน เราก็ยินดีจ่ายไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ขอความกรุณาในแต่ละงวด ให้จ่ายน้อยลงหน่อยเท่านั้นเอง
“ที่ผมกลับมาบ้านไม่เคยคิดจะรบกวนพ่อกับแม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ผมคิดถึงคำสอนของพ่อ ที่เคยสอนไว้ว่า อย่าขลุกอยู่กับปัญหา ถอยห่างออกมาตั้งสติเสียหน่อย แล้วเราจะมองเห็นทางออก ผมรู้สึกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯปัญหามันรุมเร้ามากเกินไป คิดอะไรไม่ออก” ผมบอกเหตุผลของการกลับบ้านให้พ่อกับแม่ฟัง
“ลูกมองออกไปนอกบ้านสิ เห็นต้นข้าวในนานั่นมั้ย เห็นแปลงผักกับบ่อเลี้ยงปลาที่ข้างบ้านหรือเปล่า เห็ดที่เพาะไว้หลังบ้านกับเป็ดไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้อีก...” พ่อหันมามองหน้าผมก่อนจะพูดต่อ
“พ่อกับแม่มีข้าวและกับข้าวกินทุกวันไม่เคยอด ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหา ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายได้เงินอีกต่างหาก พ่อกับแม่ก็ทำตามคำสอนของพ่อเหมือนกัน”
“ปู่สอนพ่อเหรอ” ผมพาซื่อ
“พ่อของเราทุกคนนั่นแหละ เศรษฐกิจพอเพียงไง ใช้ได้กับทุกคนทุกอาชีพ ลูกคิดถึงคำสอนของพ่อเมื่อมีปัญหา แล้วลูกเคยคิดถึงคำสอนของพ่อหลวงบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่มีก็ใช้ได้ตลอด” พ่อยกมือขึ้นโอบไหล่ผม สายตาทอดยาวไปเบื้องหน้า ผมสังเกตเห็นแววตาและรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติ
'เห็นแต่กำแพงครับ' ผมตอบไปตามจริง
'คราวนี้ ลองดูที่กำแพงอีกทีซิว่าเห็นอะไรบ้าง' พ่อถามอีกครั้ง หลังจากจูงมือผมมาหยุดยืนห่างจากกำแพงเดิมประมาณสิบเมตร
'เห็นกำแพง ขอบกำแพงด้านบน มุมกำแพงสองข้างครับ' ผมบอกถึงสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับกำแพง เพราะพ่อบอกให้ดูที่กำแพง
'ถ้าอยู่ใกล้กำแพงเกินไป เราจะเห็นแต่กำแพงที่ขวางหน้า เจอแต่ทางตัน แต่ถ้าเราถอยห่างออกมาให้พอเหมาะ มุมมองจะกว้างขึ้นเราจะเห็นขอบกำแพงแต่ละด้าน ทางที่เห็นว่าตัน จะไม่ตันอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับเราว่าจะปีนข้าม หรือเดินเลาะกำแพงออกไปจะซ้ายหรือขวาแล้วแต่เราเลือก...' พ่อหยุดพูดนิดหนึ่ง เหมือนเจตนารอให้ผมคิดตามได้ทัน
'กำแพงก็เหมือนกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ถ้าขลุกอยู่กับมันมากเกินไป จะเห็นแต่ปัญหา มีแต่ทางตัน ออกมาตั้งสติให้ห่างจากปัญหาสักหน่อย แล้วเราจะเห็นทางออกเอง'
ทุกครั้งที่มีปัญหา ภาพของพ่อที่กำลังสอนผมในวัยเด็กจะผุดขึ้นมาในหัว เพื่อเตือนสติผมอยู่เสมอ พ่อเรียนจบแค่ระดับชั้นประถม แต่พ่อเป็นนักอ่าน และนักฟังที่ดี พ่อบอกว่าความรู้หาได้จากทุกที่ ถ้ารู้จักไขว่คว้าหามัน
ผมเห็นการไขว่คว้าของพ่อตั้งแต่เด็ก ทุกเช้าพ่อจะชอบไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านกาแฟหน้าหมู่บ้าน ถกปัญหาสารพัดกับเพื่อนๆในร้าน แรกๆผมเคยตามพ่อไปด้วย แต่หลังๆผมเริ่มเบื่อเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน เพราะฟังไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องที่คุยก็น่าเบื่อไม่เห็นสนุกตรงไหน ผมเลยไม่คิดจะตามไปอีก พ่อติดตามข่าวสารต่างๆผ่านหน้าจอโทรทัศน์ไม่เคยขาด พ่อว่าเราควรต้องรู้ว่าโลกเราไปถึงไหนกันแล้ว บ้านเมืองเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเราบ้าง
ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูดทั้งหมด แต่ผมไม่เคยเถียงเพราะไม่รู้จะเถียงว่าอะไร ผมฟังในสิ่งที่พ่อพูด ผมคิดในสิ่งที่พ่อสอนเท่าที่สมองน้อยๆในตอนนั้นจะคิดได้ แต่ตอนนี้สมองของผมใหญ่ขึ้นรอยหยักเพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มเข้าใจคำสอนของพ่อที่พร่ำสอน เมื่อครั้งที่ผมยังเยาว์วัย หากไม่เจอปัญหาผมคงไม่คิดถึงคำสอนของพ่อ
เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกผมให้ออกจากภวังค์ หน้าจอโทรศัพท์แสดงหมายเลขที่ทำให้ผมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะเป็นเบอร์ที่ผมคุ้นเคย วันนี้ผมกดตัดสายทิ้งไปสามรอบแล้ว แต่คนที่โทร.ก็ไม่ละความพยายามง่ายๆ ผมลังเลว่าจะรับสายดีหรือเปล่า
“สวัสดีครับ” ผมตัดความรำคาญกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
“คุณสุจริตใช่มั้ยคะ จากบริษัทผ่อนสบายค่ะ ทำไมคุณยังไม่ชำระค่างวดล่ะคะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” บอกชื่อบริษัทเสร็จ หล่อนก็ทวงค่างวดเครื่องเสียงที่ผมยังไม่ได้ชำระ สามวันมาแล้วที่หล่อนตามจองล้างจองผลาญผมหลังจากเลยกำหนดชำระ
“มี...” ผมกระแทกเสียงก่อนจะพูดต่อ
“แค่เกินกำหนดชำระมานิดหน่อย ทำไมต้องประจานให้คนในบริษัทรู้ด้วย ว่าผมค้างค่างวดอยู่ ใครรับสายคุณก็บอกเขาไปหมด” ผมถือโอกาสระบายอารมณ์กับหล่อน
“โทร.เข้ามือถือตั้งหลายครั้งคุณก็ไม่รับสาย โทร.เข้าบริษัทคนที่รับบอกว่าไม่อยู่ เลยต้องฝากข้อความไว้” น้ำเสียงหล่อนเริ่มแข็งกร้าว หางเสียงที่ฟังดูสุภาพถูกตัดทิ้ง ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหล่อนให้ฉุนเฉียวไปมากกว่านี้
“แล้วผมจะรีบไปจ่าย” ผมทำเสียงเหมือนไม่พอใจ ละหางเสียงที่สุภาพไว้ แล้วรีบตัดสายทิ้งทันที
ความจริงแล้วผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายค่างวดเครื่องเสียง ผมแกล้งทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้นเอง จะหยิบยืมเพื่อนฝูงก็เห็นจะยากเต็มที เพราะของเก่าที่ยืมมายังไม่มีปัญญาใช้คืน ขืนไปรบกวนอีกมีหวังเพื่อนๆคงเลิกคบหาสมาคมด้วยอย่างแน่นอน
ถ้าหนี้สินมีเพียงค่าผ่อนส่งเครื่องเสียงอย่างเดียว ผมคงไม่กลุ้มใจมากมายขนาดนี้ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังมีหนี้บัตรเครดิตอีกสี่ใบ รวมๆกันแล้วเป็นเงินหลายหมื่นบาท เงินเดือนผมแค่สองหมื่นบาทเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาอาศัยหมุนเงินจากบัตรใบโน้นไปจ่ายบัตรใบนั้น จากบัตรใบนั้นมาจ่ายบัตรใบนี้ แรกๆก็ไม่มีปัญหา ทำไปทำมามันกลับยุ่งเป็นงูกินหาง เงินที่เคยหมุนจากบัตรแต่ละใบไม่อาจนำมาหมุนได้อีกต่อไป บัตรใบนั้นก็ถึงกำหนดชำระ ใบนี้ก็ต้องจ่าย ใบโน้นก็ต้องเคลียร์
“ไปทำงานที่กรุงเทพฯต้องระวังเรื่องเงินทองดีๆนะสิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ” พ่อเตือนก่อนผมจะจากบ้าน มาทำงานในเมืองหลวง
หลายปีที่เป็นมนุษย์เงินเดือนผมกลายเป็นนักสะสมวัตถุตัวยง เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากจะมีบ้าง โดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น ทั้งตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องเสียง โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล และอีกจิปาถะ ของทั้งหมดต้องเป็นของมียี่ห้อราคาแพง นี่ยังไม่รวมรถยนต์ที่เพิ่งโดนยึดไปเพราะขาดส่งมาหลายงวด
มันเหมือนเป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดในวัยเด็ก ผมไม่เคยมีของเล่นดีๆเหมือนที่เพื่อนมี พอโตขึ้นมาหน่อยเพื่อนๆต่างมีโทรศัพท์มือถือใช้กันแทบทุกคน แต่ผมก็ยังไม่มีเหมือนเพื่อน ผมตั้งประณิธานไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มีงานทำมีเงินเดือนใช้ ผมต้องมีเหมือนคนอื่น
พอเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ ไม่ว่าสถาบันการเงินไหนมาเสนอให้ทำผมสนองตอบทุกครั้งโดยไม่ลังเล มีบัตรเครดิตมันโก้จะตาย ไม่มีเงินสดก็จับจ่ายใช้สอยได้ไม่มีขีดจำกัด กินเหล้าฟังเพลงเที่ยวผับเข้าบาร์เป็นเรื่องปกติ ที่ทำเป็นประจำทุกเดือนเดือนละหลายครั้ง ถึงได้มีเงินก็ใช้บัตรจ่ายแทนเงินสดได้ ยิ่งถ้าไปกับสาวๆด้วยแล้วยิ่งหน้าใหญ่เลี้ยงเขาไปทั่ว
มันน่าแปลกที่แต่ก่อนเริ่มทำงานใหม่ๆเงินเดือนยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ผมส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือนไม่เคยขาด แต่พอเงินเดือนมากขึ้นผมกลับส่งน้อยลง จนกระทั่งไม่ส่งสักบาท ผมเอาเงินมาบำรุงบำเรอกิเลสตัณหาของตัวเองจนเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง เงินเดือนเกือบทั้งหมดต้องใช้ชำระหนี้ แทบจะไม่มีเหลือไว้ใช้จ่ายส่วนตัว หมดปัญญาจะส่งเงินกลับบ้าน
ตอนนี้ผมเดินมาถึงทางตันแล้ว โดยมีบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายไล่ตามมาติดๆ เจ้าหนี้แต่ละรายไม่เคยให้เกียรติกันเลยแม้แต่น้อย โทรศัพท์ไปทวงถามที่บริษัทแทบทุกวัน แถมยังโพนทะนาไปทั่วว่าผมไม่ยอมชำระหนี้ ผมกลายเป็นวัวสันหลังหวะที่หวาดระแวง เดินไปแผนกไหนในบริษัทรู้สึกเหมือนกับว่าทุกคนจะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ที่สนิทหน่อยก็กระเซ้าว่าทีหลังอย่าลืมชำระหนี้
รถทัวร์พาผมมุ่งหน้ากลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผมเหม่อมองออกไปนอกรถ เห็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ภาพของพ่อกับแม่กำลังเอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน ก้มลงปักต้นกล้าบนผืนนาจนเหงื่อไหลไคลย้อย แวบผ่านเข้ามาในสมอง หยาดเหงื่อของพ่อกับแม่ที่เสียไป กลายเป็นใบปริญญาบัตรที่ผมได้มา แต่ผมกลับตอบแทนท่านด้วยหนี้สินก้อนโต ปัญหานี้ผมเป็นคนก่อขึ้นมา ผมต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ไม่เคยคิดจะกลับไปรบกวนท่านทั้งสอง ผมแค่อยากถอยห่างจากกำแพงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อมองหาทางออกตามที่พ่อเคยสอนไว้เท่านั้น
ผมมาถึงบ้านเมื่อดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า พ่อกับแม่กำลังตั้งสำรับกับข้าว ทั้งพ่อและแม่ต่างแปลกใจที่เห็นผมกลับมาบ้าน ซึ่งตามปกติผมจะกลับเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่เท่านั้น ในความแปลกใจนั้น แฝงความดีใจไว้เต็มเปี่ยม แม่กุลีกุจอทำกับข้าวที่ผมชอบมาเสริม พ่อแยกไปหุงข้าวมาเพิ่ม เพราะรู้ดีว่าข้าวที่อยู่ในหม้อ ไม่พอยาไส้พวกท้องยุ้งอย่างผมแน่นอน ส่วนผมถูกไล่ไปอาบน้ำให้สดชื่น ก่อนมาร่วมวงกินข้าว
สามวันที่อยู่บ้าน เป็นสามวันที่สมองผมปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่ต้องคอยหลบเจ้าหนี้ที่โทรศัพท์ตามรังควานถึงในบริษัท ไม่ต้องกังวลว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นสื่อทวงหนี้ เพราะมันถูกปิดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ผมถอยห่างจากกำแพงปัญหาจนเริ่มจะมองเห็นทางออกบ้างแล้ว
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า พ่อว่าลูกดูเครียดๆตั้งแต่กลับมาแล้วนะ” พ่อเปิดประเด็นขณะนั่งรับลมอยู่ที่ชานเรือน
“ก็...มีปัญหานิดหน่อยครับ” ผมลังเลที่จะบอก
“มีอะไรก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้นะ จะได้ช่วยๆกันคิด” พ่อไม่วายเป็นห่วงส่วนแม่เอียงหูฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้
“เนี่ยเหรอปัญหานิดหน่อยเป็นหนี้เป็นสินตั้งหลายหมื่น ว่าแล้ว ไอ้บัตรพลาสติกนั่นน่ะ มันใช้ง่ายใช้คล่องยิ่งกว่าพิมพ์แบงก์เองซะอีก แล้วเป็นไงล่ะเตือนก็ไม่ฟัง” แม่เสียงดังขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังปัญหาของผม
ไอ้บัตรพลาสติกที่แม่ว่า คือบัตรเครดิตที่แม่เคยเห็นผมใช้ เมื่อครั้งที่พาพ่อกับแม่ไปกินอาหารที่ร้านในตัวเมือง ตอนนั้นแม่เตือนว่าให้ระวังเพราะมันใช้ง่ายถ้าใช้เพลินโดยไม่คิดจะลำบากทีหลัง
“แกก็...ยังจะไปซ้ำเติมอีก แค่นี้ลูกก็กลุ้มใจจะแย่อยู่แล้ว” พ่อปราม จนโดนแม่ค้อนใส่
“แล้วจะทำยังไงต่อไป คิดไว้หรือยัง” พ่อตั้งคำถามขณะที่ผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
ผมบอกพ่อกับแม่ว่า จะลองเจรจากับเจ้าหนี้ขอผ่อนชำระค่างวดให้น้อยลงหน่อย ถ้าไม่ได้จะหยุดชำระ แล้วรอให้เจ้าหนี้แต่ละรายฟ้องร้อง จากนั้นก็รอศาลเรียกไปไกล่เกลี่ยว่าเราสามารถชำระหนี้ได้เดือนละเท่าไหร่ ระหว่างนั้นผมจะไม่ก่อหนี้เพิ่มของอะไรที่มีอยู่และไม่จำเป็นก็จะเอาไปขายเก็บเงินไว้ใช้หนี้ เครื่องเสียงที่เพิ่งผ่อนมาสามงวดก็ให้เขามายึดคืนไป
ตอนแรกแม่จะไม่ยอมเพราะกลัวว่าถ้าโดยฟ้อง ผมจะต้องติดคุกตะราง แม่ว่าจะเอาที่นาไปจำนองธนาคารเอาเงินให้ผมไปใช้หนี้ ผมต้องอธิบายให้แม่ฟังว่า คนอื่นที่เขาเป็นหนี้บัตรพลาสติกที่แม่เรียกมีอยู่หลายรายที่ทำแบบนี้เมื่อจ่ายไม่ไหว ไม่มีใครต้องติดคุกสักคน เจ้าหนี้เองก็อยากได้เงินคืน เราก็ยินดีจ่ายไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ขอความกรุณาในแต่ละงวด ให้จ่ายน้อยลงหน่อยเท่านั้นเอง
“ที่ผมกลับมาบ้านไม่เคยคิดจะรบกวนพ่อกับแม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ผมคิดถึงคำสอนของพ่อ ที่เคยสอนไว้ว่า อย่าขลุกอยู่กับปัญหา ถอยห่างออกมาตั้งสติเสียหน่อย แล้วเราจะมองเห็นทางออก ผมรู้สึกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯปัญหามันรุมเร้ามากเกินไป คิดอะไรไม่ออก” ผมบอกเหตุผลของการกลับบ้านให้พ่อกับแม่ฟัง
“ลูกมองออกไปนอกบ้านสิ เห็นต้นข้าวในนานั่นมั้ย เห็นแปลงผักกับบ่อเลี้ยงปลาที่ข้างบ้านหรือเปล่า เห็ดที่เพาะไว้หลังบ้านกับเป็ดไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้อีก...” พ่อหันมามองหน้าผมก่อนจะพูดต่อ
“พ่อกับแม่มีข้าวและกับข้าวกินทุกวันไม่เคยอด ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหา ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายได้เงินอีกต่างหาก พ่อกับแม่ก็ทำตามคำสอนของพ่อเหมือนกัน”
“ปู่สอนพ่อเหรอ” ผมพาซื่อ
“พ่อของเราทุกคนนั่นแหละ เศรษฐกิจพอเพียงไง ใช้ได้กับทุกคนทุกอาชีพ ลูกคิดถึงคำสอนของพ่อเมื่อมีปัญหา แล้วลูกเคยคิดถึงคำสอนของพ่อหลวงบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่มีก็ใช้ได้ตลอด” พ่อยกมือขึ้นโอบไหล่ผม สายตาทอดยาวไปเบื้องหน้า ผมสังเกตเห็นแววตาและรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติ
อูมามิ คือ อะไร



อูมามิ คือ อะไร
อูมามิ เป็น หนึ่งในรสชาติพื้นฐาน
เมื่อเราลิ้มรสอาหาร เราจะได้รับประสบการณ์ความอร่อยจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อัน เช่น
การได้กลิ่น การมองเห็น และการสัมผัส ซึ่งรสชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินความอร่อยของอาหาร
จานนั้นๆ สิ่งสำคัญของการเลือกรับประทานอาหารก็คือรสชาติ อันได้แก่ "รสหวาน" "รสเปรี้ยว" "รสเค็ม"
"รสขม" และ "รสอูมามิ" ซึ่งเป็นรสชาติพื้นฐานนั่นเอง รสชาติพื้นฐานเป็นรสชาติที่เป็นอิสระและ
ไม่สามารถสร้างขึ้นจากการผสมผสานรสชาติอื่นๆ
ในปีค.ศ. 1908 โดย ดร.คิคุนาเอะ อิเคดะ ค้นพบ “รสอูมามิ” จากการวิจัยรสชาติของน้ำซุปที่ทำจากสาหร่ายทะเลคมบุ และพบว่า กลูตาเมต (glutamate) คือส่วนประกอบสำคัญที่ผลต่อรสชาติของ
น้ำซุปญี่ปุ่น จึงได้ตั้งชื่อรสชาติดังกล่าวว่า "รสอูมามิ"
ลิ้นมนุษย์มีตัวรับรสที่ตอบสนองต่อสารที่ให้รสอูมามิโดยเฉพาะ
พื้นผิวด้านบนของลิ้นมีต่อมรับรสอยู่สามชนิด และแต่ละต่อมมีปุ่มรับรสย่อยออกไปอีก อาจกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่จะมีปุ่มรับรสประมาณ 7,500 ถึง 12,000 ปุ่ม ปุ่มรับรสประกอบไปด้วยเซลล์รับรสที่มีตัวรับรสอยู่บนผิวด้านบน เมื่อตัวรับรสได้รับสารที่ทำให้เกิดรสชาติ ลิ้นของมนุษย์จะมีกลไกที่คอยตรวจจับ
รสพื้นฐานต่างๆ คือ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสอูมามิ จากนั้นจึงส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาท
รับรส และการที่ลิ้นมนุษย์มีตัวรับรสเหล่านี้ก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสำคัญทางสรีรวิทยาของรสพื้นฐาน
ทั้งห้าทำให้นักวิชาการต่างยอมรับรสอูมามิให้เป็นหนึ่งในรสชาติพื้นฐาน เนื่องจากข้อเท็จจริงที่พบว่า
มีตัวรับรสอูมามิบนลิ้น และส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทรับรสที่เฉพาะเจาะจงไปยังสมองทำให้เกิด
การรับรู้รสชาติ
สารสำคัญที่ให้รสอูมามิ
มีสารสำคัญที่ให้รสอูมามิ อยู่สามชนิด คือ กลูตาเมต (glutamate) ไอโนซิเนต (inosinate)
และ กัวไนเลต (guanylate)
กลูตาเมตเป็นกรดอะมิโนที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ ส่วนนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ที่ให้รสอูมามิ มากที่สุดอย่าง ไอโนซิเนตและกัวไนเลตก็พบได้ในอาหารหลายชนิด สารสำคัญที่ให้รสอูมามิ ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น และปัจจุบันจะเห็นได้ว่า รสอูมามิ เป็นรสชาติสากลที่พบได้ในอาหารหลากหลายชนิดทั่วโลก
กฎหมายฮาๆ ของ อเมริกา
FLORIDA - ผู้ชายห้ามสวมเสื้อคลุมแบบไม่มีสายคาดเอวทุกชนิดในที่สาธารณะ
Logan, COLORADO - ไม่อนุญาตให้จูบผู้หญิงในขณะที่หล่อนหลับ
Port Madasn, IOWA - หน่วยดับเพลิงจำเป็นต้องซ้อมก่อนการปฏิบัติการจริง 15 นาที
St. Louis, MISSOURI - นักดับเพลิงช่วยชีวิตหญิงที่สวมชุดนอนถือว่าผิดกฎหมาย
Pensacola, FLORIDA - หากหญิงคนใดใช้เครื่องไฟฟ้าเสริมแต่งความงามในขณะที่อยู่ในอ่างน้ำ แล้วเกิดเหตุไฟฟ้าช็อตตาย ต้องโดนปรับเงิน (หลังจากที่หล่อนซี้แหงแก๋ไปแล้ว) อีกด้วย
Ottumwa, IOWA - ห้ามชายใดขยิบตาให้กับหญิงที่ตนไม่รู้จัก
FLORIDA - การมีสัมพันธ์สวาททางเพศกับ 'เม่น' เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย
Oxford, OHIO - ห้ามหญิงใดเปลื้องผ้าในขณะที่อยู่หน้ารูปผู้ชาย
Marshel, IOWA - ไม่อนุญาตให้ม้ากินก๊อกน้ำประปาสาธารณะที่ถูกไฟไหม้
FLORIDA - ห้ามผายลมในที่ชุมชน หลังหกโมงเย็นของวันอาทิตย์
RHODE ISLAND - มีข้อบัญญัติห้ามเจ้าของร้านขายยาสีฟันและแปรงสีฟันให้กับลูกค้าคนเดิมในวันอาทิตย์
Daytona Beach, FLORIDA - ห้าม ทุบ ยุบ บด บี้ หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการทำร้าย 'กระป๋อง'
South Bend, INDIANA - ใครทำให้ลิงสูบบุหรี่ถือว่าผิดกฏหมาย
FLORIDA - ได้รับการพิจารณาแล้วว่า การแก้ผ้าอาบน้ำเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย
Indianola, IOWA - ห้ามมีคนขายไอศครีม กับรถเร่ขายไอศครีม
Saratosa, FLORIDA - ถ้าทำร้ายคนเดินเท้าตามถนน จะถูกปรับเป็นเงิน 78 ดอลลาร์
Saratosa, FLORIDA - ห้ามประชาชนจับปู
OHIO - ห้ามมิให้ตกปลาวาฬในวันอาทิตย์ และห้ามเมาเวลาตกปลา
Gaery, INDIANA - ห้ามมิให้บุคคลที่กินกระเทียมเข้าไปภายใน 4 ชั่วโมง เข้าโรงหนัง โรงละคร หรือขึ้นรถราง
Alexsandria, MINNESOTA - เป็นการผิดกฎหมายที่สามีมีเซ็กซ์กับภรรยาหากมีกลิ่นกระเทียม ปลาซาร์ดีน หรือหัวหอมใหญ่อยู่ในลมหายใจ
Aims, IOWA - ผู้ชายมีสิทธิ์จิบเบียร์ได้แค่ 3 อึก ในขณะที่อยู่บนเตียงกับภรรยา
OKLAHOMA - แค่ทำหน้าล้อเลียนใส่สุนัข คุณก็อาจถูกโยนเข้าคุกได้
Baltimore, MARYLAND - ใครทะลึ่งพา 'สิงโต' เข้าโรงหนัง ถือว่าผิดกฏหมาย
WASHINGTON - ใครตอแหลแสร้งว่ามีพ่อแม่เป็นคนรวย ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
Logan, COLORADO - ไม่อนุญาตให้จูบผู้หญิงในขณะที่หล่อนหลับ
Port Madasn, IOWA - หน่วยดับเพลิงจำเป็นต้องซ้อมก่อนการปฏิบัติการจริง 15 นาที
St. Louis, MISSOURI - นักดับเพลิงช่วยชีวิตหญิงที่สวมชุดนอนถือว่าผิดกฎหมาย
Pensacola, FLORIDA - หากหญิงคนใดใช้เครื่องไฟฟ้าเสริมแต่งความงามในขณะที่อยู่ในอ่างน้ำ แล้วเกิดเหตุไฟฟ้าช็อตตาย ต้องโดนปรับเงิน (หลังจากที่หล่อนซี้แหงแก๋ไปแล้ว) อีกด้วย
Ottumwa, IOWA - ห้ามชายใดขยิบตาให้กับหญิงที่ตนไม่รู้จัก
FLORIDA - การมีสัมพันธ์สวาททางเพศกับ 'เม่น' เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย
Oxford, OHIO - ห้ามหญิงใดเปลื้องผ้าในขณะที่อยู่หน้ารูปผู้ชาย
Marshel, IOWA - ไม่อนุญาตให้ม้ากินก๊อกน้ำประปาสาธารณะที่ถูกไฟไหม้
FLORIDA - ห้ามผายลมในที่ชุมชน หลังหกโมงเย็นของวันอาทิตย์
RHODE ISLAND - มีข้อบัญญัติห้ามเจ้าของร้านขายยาสีฟันและแปรงสีฟันให้กับลูกค้าคนเดิมในวันอาทิตย์
Daytona Beach, FLORIDA - ห้าม ทุบ ยุบ บด บี้ หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการทำร้าย 'กระป๋อง'
South Bend, INDIANA - ใครทำให้ลิงสูบบุหรี่ถือว่าผิดกฏหมาย
FLORIDA - ได้รับการพิจารณาแล้วว่า การแก้ผ้าอาบน้ำเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย
Indianola, IOWA - ห้ามมีคนขายไอศครีม กับรถเร่ขายไอศครีม
Saratosa, FLORIDA - ถ้าทำร้ายคนเดินเท้าตามถนน จะถูกปรับเป็นเงิน 78 ดอลลาร์
Saratosa, FLORIDA - ห้ามประชาชนจับปู
OHIO - ห้ามมิให้ตกปลาวาฬในวันอาทิตย์ และห้ามเมาเวลาตกปลา
Gaery, INDIANA - ห้ามมิให้บุคคลที่กินกระเทียมเข้าไปภายใน 4 ชั่วโมง เข้าโรงหนัง โรงละคร หรือขึ้นรถราง
Alexsandria, MINNESOTA - เป็นการผิดกฎหมายที่สามีมีเซ็กซ์กับภรรยาหากมีกลิ่นกระเทียม ปลาซาร์ดีน หรือหัวหอมใหญ่อยู่ในลมหายใจ
Aims, IOWA - ผู้ชายมีสิทธิ์จิบเบียร์ได้แค่ 3 อึก ในขณะที่อยู่บนเตียงกับภรรยา
OKLAHOMA - แค่ทำหน้าล้อเลียนใส่สุนัข คุณก็อาจถูกโยนเข้าคุกได้
Baltimore, MARYLAND - ใครทะลึ่งพา 'สิงโต' เข้าโรงหนัง ถือว่าผิดกฏหมาย
WASHINGTON - ใครตอแหลแสร้งว่ามีพ่อแม่เป็นคนรวย ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553
สุดยอดทหารญี่ปุ่นคนสุดท้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2
มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ชาวโลกประสบกับความทุกข์ยากและสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด การต่อสู้ทำลายล้างซึ่งกันและกันเพียงเพื่อต้องการชัยชนะ ทำให้ต้องถมชีวิตทหารลงไปในสมรภูมิแต่ละแห่งนับหมื่นนับแสนคน เป็นห้วงเวลาแห่งการพลัดพรากของคนในครอบครัวที่น่าอนาถยิ่ง"
วันหนึ่ง ร้อยโท ฮีรุ โอโนดะ ได้รับคำสั่งจากพันโทโยชิมา ตานาคูชิ ให้นำทหารหมวดหนึ่งเข้าไปปฏิบัติการพิเศษในป่าบนเกาะลูบัง เพื่อสอดแนมกาเคลื่อนไหวของข้าศึก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ จึงนำทหารใต้บังคับบัญชาเดินทางไปปฏิบัตภารกิจ
เวลานั้น อเมริกาได้ถล่ม เมืองฮิโรชิมา กับ นางาซากิ ด้วยระเบิดปรมาณูทลายราบทั้งสองเมือง มีผู้คนล้มตายนับแสนคน จักรพรรดิฮิโรฮิโต แห่งญี่ปุ่น ต้องทรงประกาศยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข มีพระราชโองการให้กองทัพญี่ปุ่นทุกกองทัพวางอาวุธ กองทหารญี่ปุ่นซึ่งประจำการบนเกาะลูบังจึงต้องถอนกำลังออกไปจากเกาะโดยที่ ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารของเขากำลังปฏิบัติภารกิจในป่าลึกไม่รู้เรื่อง ดังนั้นเมื่อร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารใต้บังคับบัญชากลับมายังที่ตั้งของกองทหารจึงไม่พบใครเลย ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ คิดว่ากองทหารของเขาถูกฝ่ายศัตรูโจมตีจนต้องถอยหนีจากเกาะ เขาจึงตัดสินใจนำทหารหลบเข้าไปในป่าเพื่อทำการสู้รบต่อไปอีก และหลบซ่อนอำพรางตัวอยู่ในป่าบนเกาะลูบังเรื่อยมาและคิดว่าสงครามยังดำเนิน อยู่
การ ดำเนินชีวิตในป่าบนเกาะลูบังของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารหนึ่งหมวดของเขา เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยถ้ำเป็นที่พัก และหาอาหารจากป่ามาประทังชีวิตไปวันต่อวัน แต่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ไม่คิดยอมแพ้แล้วนำทหารออกมาจากป่ามามอบตัวกับศัตรูอย่างเด็ดขาด เขาเชื่อว่าสงครามยังไม่ยุติจึงหลบซ่อนอยู่ในป่าและเตรียมพร้อมต่อสู้อย่าง ถวายชีวิตเรื่อยมา กลายเป็นทหารญี่ปุ่นหน่วยสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ในป่าบนเกาะลูบัง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่รู้และคิดว่าทหารหน่วยนี้คงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติ ภารกิจไปหมดแล้ว เวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี...และหลายปีต่อมา...ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ กับทหารของเขาก็ยังหลบซ่อนอยู่ในป่าและพร้อมจะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่ยอม แพ้อย่างเด็ดขาด มีหลายครั้งที่ทหารญี่ปุ่นกลุ่มนี้แอบออกมาลาดตระเวนดูที่ตั้งกองทหารของพวก เขาแต่ไม่พบเห็นอะไรเลย นอกจากชาวบ้านซึ่งกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิม กระนั้นทหารญี่ปุ่นก็คิดว่าฝ่ายข้าศึกได้ยึดครองพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงถอยกลับเข้าไปอยู่กลางป่าลึกเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปจากหลายปีเป็นสิบปี และจำนวนปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทหารในหน่วยของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตไปทีละคนสองคนจากความเจ็บไข้ได้ป่วยและไม่มียารักษาโรค ทหารที่เหลือก็อยู่กันอย่างฝากชีวิตไว้กับชะตากรรม แต่ยึดมั่นในปณิธานจะไม่ยอมแพ้แก่ทหารศัตรูอย่างเด็ดขาดโดยไม่รู้ว่าสงคราม ได้ยุติไปนานแสนนานแล้ว และโลกภายนอกได้เปลียนแปลงไปมากแล้ว ทหารคนสุดท้ายภายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2515 ขณะลักลอบเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านชายป่า แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ยิงตาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย เพราะทหารญี่ปุ่นคนนั้นใช้อาวุธปืนประจำการยิงเข้าใส่ก่อน คราวนี้ก็เหลือร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ดำรงชีวิตอยุ่ในป่าเพียงลำพังคนเดียว
แม้จะเหลืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเขาก็ยังไม่ยอมวางอาวุธ ไม่ท้อแท้หมดกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอีก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในป่าด้วยสำนึกแห่งการเป็นทหารครบถ้วน เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจและไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เขาก็ยังยึดถือคำสั่งนั้นอย่างแน่วแน่ ในที่สุดข่าวมีทหาญี่ปุ่นวึ่งไม่รู้ว่าสงครามโลกได้ยุติไปนานแล้วยังปัหหลัก อยู่ในป่าบนเกาะลูบังเพียงคนเดียว ก็ทราบไปถึงทางการญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามหาทางแจ้งข้อเท๊จจริงให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ รู้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนายทหารผู้นี้คิดว่าเป็นกลอุบายของข้าศึกที่จะหลอกจับตัวเขา แม้จะนำพระราชโองการของพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตนำไปติดไว้ทุกหนทุกแห่งในป่า ด้วยหวังว่าร้อยโทฮิรุ โอโนดะ มาพบเข้าจะยอมวางอาวุธแล้วออกมาปรากฏตัว แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอีก เพราะร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ไม่เชื่อว่าประกาศพระราชโองการนั้นเป็นความจริง
สามสัปดาห์ก่อนที่เขาจะยอมมอบตัว นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นบังเอิญไปพบร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ในป่า จึงเล่าความจริงให้ทราบว่าสงครามยุติไปนานแล้ว และขอร้องให้เขาออกมาปรากฏตัวเสียที กระนั้นร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ยังไม่เชื่อและบอกว่าถ้าผู้บังคับบัญชาของเขาคือ พันโทโยชิมา ตานาคูชิ ต้องมายืนยันด้วยตัวเองเท่านั้น ทางการญี่ปุ่นพยายามติดต่อตามหาตัวพันโทโยชิมา ตานาคูชิ จนพบและส่งผู้บังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ พร้อมกับคณะติดตามคณะหนึ่งเดินทางไปยังเกาะลูบัง ประเทศฟิลิปปินส์ และได้พบนายทหารผู้ยึดมั่นในคำสั่งและไม่ยอมแพ้ต่อข้าศึก พันโทโยชิมา ตานาคูชิ แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ทราบ และออกคำสั่งให้เขาวางอาวุธ นายทหารผู้แข็งกร้าวและยึดมั่นในวินัยจึงยอมวางอาวุธพร้อมกับเดินทางออกจาก ป่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2517 หังจากหลบซ่อนอยู่ในป่านานถึง 29 ปี
สิ่งที่เหลือติดตัวร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็คือ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งชุดเดียวกับปืนเล็กยาวพร้อมกระสุน และดาบซามูไรอีกเล่มหนึ่งเท่านั้น การกลับคืนสู่ประเทศญี่ปุ่นของนายทหารใจเพชรผู้นี้ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับวีรบุรุษผู้กล้าคนหนึ่ง มารดาวัยชราอายุ 88 ปี ซึ่งเชื่อว่าบุตรชายของนางเสียชีวิตไปแล้วและไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาที่ สุสานนิรนามแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กรุงโตเกียวเป็นประจำ กล่าวอย่างปิติว่า
ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นหลังจากอาศัยอยู่ในป่าเป็นเวลานาวนาน
"การอบรมแก่เขาตามแบบคนญี่ปุ่น ทำให้เขาเป็นทหารที่มีวินัย มีความจงรักภักดีต่อชาติสูงสุด และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 30 ปี เขาก็ยังยึดถือคำสั่งอย่างแน่วแน่"
วันหนึ่ง ร้อยโท ฮีรุ โอโนดะ ได้รับคำสั่งจากพันโทโยชิมา ตานาคูชิ ให้นำทหารหมวดหนึ่งเข้าไปปฏิบัติการพิเศษในป่าบนเกาะลูบัง เพื่อสอดแนมกาเคลื่อนไหวของข้าศึก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ จึงนำทหารใต้บังคับบัญชาเดินทางไปปฏิบัตภารกิจ
เวลานั้น อเมริกาได้ถล่ม เมืองฮิโรชิมา กับ นางาซากิ ด้วยระเบิดปรมาณูทลายราบทั้งสองเมือง มีผู้คนล้มตายนับแสนคน จักรพรรดิฮิโรฮิโต แห่งญี่ปุ่น ต้องทรงประกาศยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข มีพระราชโองการให้กองทัพญี่ปุ่นทุกกองทัพวางอาวุธ กองทหารญี่ปุ่นซึ่งประจำการบนเกาะลูบังจึงต้องถอนกำลังออกไปจากเกาะโดยที่ ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารของเขากำลังปฏิบัติภารกิจในป่าลึกไม่รู้เรื่อง ดังนั้นเมื่อร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารใต้บังคับบัญชากลับมายังที่ตั้งของกองทหารจึงไม่พบใครเลย ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ คิดว่ากองทหารของเขาถูกฝ่ายศัตรูโจมตีจนต้องถอยหนีจากเกาะ เขาจึงตัดสินใจนำทหารหลบเข้าไปในป่าเพื่อทำการสู้รบต่อไปอีก และหลบซ่อนอำพรางตัวอยู่ในป่าบนเกาะลูบังเรื่อยมาและคิดว่าสงครามยังดำเนิน อยู่
การ ดำเนินชีวิตในป่าบนเกาะลูบังของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารหนึ่งหมวดของเขา เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยถ้ำเป็นที่พัก และหาอาหารจากป่ามาประทังชีวิตไปวันต่อวัน แต่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ไม่คิดยอมแพ้แล้วนำทหารออกมาจากป่ามามอบตัวกับศัตรูอย่างเด็ดขาด เขาเชื่อว่าสงครามยังไม่ยุติจึงหลบซ่อนอยู่ในป่าและเตรียมพร้อมต่อสู้อย่าง ถวายชีวิตเรื่อยมา กลายเป็นทหารญี่ปุ่นหน่วยสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ในป่าบนเกาะลูบัง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่รู้และคิดว่าทหารหน่วยนี้คงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติ ภารกิจไปหมดแล้ว เวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี...และหลายปีต่อมา...ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ กับทหารของเขาก็ยังหลบซ่อนอยู่ในป่าและพร้อมจะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่ยอม แพ้อย่างเด็ดขาด มีหลายครั้งที่ทหารญี่ปุ่นกลุ่มนี้แอบออกมาลาดตระเวนดูที่ตั้งกองทหารของพวก เขาแต่ไม่พบเห็นอะไรเลย นอกจากชาวบ้านซึ่งกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิม กระนั้นทหารญี่ปุ่นก็คิดว่าฝ่ายข้าศึกได้ยึดครองพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงถอยกลับเข้าไปอยู่กลางป่าลึกเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปจากหลายปีเป็นสิบปี และจำนวนปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทหารในหน่วยของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตไปทีละคนสองคนจากความเจ็บไข้ได้ป่วยและไม่มียารักษาโรค ทหารที่เหลือก็อยู่กันอย่างฝากชีวิตไว้กับชะตากรรม แต่ยึดมั่นในปณิธานจะไม่ยอมแพ้แก่ทหารศัตรูอย่างเด็ดขาดโดยไม่รู้ว่าสงคราม ได้ยุติไปนานแสนนานแล้ว และโลกภายนอกได้เปลียนแปลงไปมากแล้ว ทหารคนสุดท้ายภายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2515 ขณะลักลอบเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านชายป่า แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ยิงตาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย เพราะทหารญี่ปุ่นคนนั้นใช้อาวุธปืนประจำการยิงเข้าใส่ก่อน คราวนี้ก็เหลือร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ดำรงชีวิตอยุ่ในป่าเพียงลำพังคนเดียว
แม้จะเหลืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเขาก็ยังไม่ยอมวางอาวุธ ไม่ท้อแท้หมดกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอีก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในป่าด้วยสำนึกแห่งการเป็นทหารครบถ้วน เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจและไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เขาก็ยังยึดถือคำสั่งนั้นอย่างแน่วแน่ ในที่สุดข่าวมีทหาญี่ปุ่นวึ่งไม่รู้ว่าสงครามโลกได้ยุติไปนานแล้วยังปัหหลัก อยู่ในป่าบนเกาะลูบังเพียงคนเดียว ก็ทราบไปถึงทางการญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามหาทางแจ้งข้อเท๊จจริงให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ รู้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนายทหารผู้นี้คิดว่าเป็นกลอุบายของข้าศึกที่จะหลอกจับตัวเขา แม้จะนำพระราชโองการของพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตนำไปติดไว้ทุกหนทุกแห่งในป่า ด้วยหวังว่าร้อยโทฮิรุ โอโนดะ มาพบเข้าจะยอมวางอาวุธแล้วออกมาปรากฏตัว แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอีก เพราะร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ไม่เชื่อว่าประกาศพระราชโองการนั้นเป็นความจริง
สามสัปดาห์ก่อนที่เขาจะยอมมอบตัว นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นบังเอิญไปพบร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ในป่า จึงเล่าความจริงให้ทราบว่าสงครามยุติไปนานแล้ว และขอร้องให้เขาออกมาปรากฏตัวเสียที กระนั้นร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ยังไม่เชื่อและบอกว่าถ้าผู้บังคับบัญชาของเขาคือ พันโทโยชิมา ตานาคูชิ ต้องมายืนยันด้วยตัวเองเท่านั้น ทางการญี่ปุ่นพยายามติดต่อตามหาตัวพันโทโยชิมา ตานาคูชิ จนพบและส่งผู้บังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ พร้อมกับคณะติดตามคณะหนึ่งเดินทางไปยังเกาะลูบัง ประเทศฟิลิปปินส์ และได้พบนายทหารผู้ยึดมั่นในคำสั่งและไม่ยอมแพ้ต่อข้าศึก พันโทโยชิมา ตานาคูชิ แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ทราบ และออกคำสั่งให้เขาวางอาวุธ นายทหารผู้แข็งกร้าวและยึดมั่นในวินัยจึงยอมวางอาวุธพร้อมกับเดินทางออกจาก ป่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2517 หังจากหลบซ่อนอยู่ในป่านานถึง 29 ปี
สิ่งที่เหลือติดตัวร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็คือ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งชุดเดียวกับปืนเล็กยาวพร้อมกระสุน และดาบซามูไรอีกเล่มหนึ่งเท่านั้น การกลับคืนสู่ประเทศญี่ปุ่นของนายทหารใจเพชรผู้นี้ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับวีรบุรุษผู้กล้าคนหนึ่ง มารดาวัยชราอายุ 88 ปี ซึ่งเชื่อว่าบุตรชายของนางเสียชีวิตไปแล้วและไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาที่ สุสานนิรนามแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กรุงโตเกียวเป็นประจำ กล่าวอย่างปิติว่า
ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นหลังจากอาศัยอยู่ในป่าเป็นเวลานาวนาน
"การอบรมแก่เขาตามแบบคนญี่ปุ่น ทำให้เขาเป็นทหารที่มีวินัย มีความจงรักภักดีต่อชาติสูงสุด และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 30 ปี เขาก็ยังยึดถือคำสั่งอย่างแน่วแน่"
ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว
ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขที่แท้ของคนเรา คือการได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น
ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรกถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด
ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด
ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใดการศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง
ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น
ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอนไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน
ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคมดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร
ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอินผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย หรือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน
ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหล่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคครั้งนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขที่แท้ของคนเรา คือการได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น
ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรกถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด
ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด
ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใดการศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง
ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น
ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอนไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน
ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคมดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร
ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอินผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย หรือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน
ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหล่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคครั้งนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)