วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

สุดยอดทหารญี่ปุ่นคนสุดท้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2

มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ชาวโลกประสบกับความทุกข์ยากและสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด การต่อสู้ทำลายล้างซึ่งกันและกันเพียงเพื่อต้องการชัยชนะ ทำให้ต้องถมชีวิตทหารลงไปในสมรภูมิแต่ละแห่งนับหมื่นนับแสนคน เป็นห้วงเวลาแห่งการพลัดพรากของคนในครอบครัวที่น่าอนาถยิ่ง"

วันหนึ่ง ร้อยโท ฮีรุ โอโนดะ ได้รับคำสั่งจากพันโทโยชิมา ตานาคูชิ ให้นำทหารหมวดหนึ่งเข้าไปปฏิบัติการพิเศษในป่าบนเกาะลูบัง เพื่อสอดแนมกาเคลื่อนไหวของข้าศึก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ จึงนำทหารใต้บังคับบัญชาเดินทางไปปฏิบัตภารกิจ

เวลานั้น อเมริกาได้ถล่ม เมืองฮิโรชิมา กับ นางาซากิ ด้วยระเบิดปรมาณูทลายราบทั้งสองเมือง มีผู้คนล้มตายนับแสนคน จักรพรรดิฮิโรฮิโต แห่งญี่ปุ่น ต้องทรงประกาศยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข มีพระราชโองการให้กองทัพญี่ปุ่นทุกกองทัพวางอาวุธ กองทหารญี่ปุ่นซึ่งประจำการบนเกาะลูบังจึงต้องถอนกำลังออกไปจากเกาะโดยที่ ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารของเขากำลังปฏิบัติภารกิจในป่าลึกไม่รู้เรื่อง ดังนั้นเมื่อร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารใต้บังคับบัญชากลับมายังที่ตั้งของกองทหารจึงไม่พบใครเลย ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ คิดว่ากองทหารของเขาถูกฝ่ายศัตรูโจมตีจนต้องถอยหนีจากเกาะ เขาจึงตัดสินใจนำทหารหลบเข้าไปในป่าเพื่อทำการสู้รบต่อไปอีก และหลบซ่อนอำพรางตัวอยู่ในป่าบนเกาะลูบังเรื่อยมาและคิดว่าสงครามยังดำเนิน อยู่

การ ดำเนินชีวิตในป่าบนเกาะลูบังของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารหนึ่งหมวดของเขา เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยถ้ำเป็นที่พัก และหาอาหารจากป่ามาประทังชีวิตไปวันต่อวัน แต่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ไม่คิดยอมแพ้แล้วนำทหารออกมาจากป่ามามอบตัวกับศัตรูอย่างเด็ดขาด เขาเชื่อว่าสงครามยังไม่ยุติจึงหลบซ่อนอยู่ในป่าและเตรียมพร้อมต่อสู้อย่าง ถวายชีวิตเรื่อยมา กลายเป็นทหารญี่ปุ่นหน่วยสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ในป่าบนเกาะลูบัง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่รู้และคิดว่าทหารหน่วยนี้คงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติ ภารกิจไปหมดแล้ว เวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี...และหลายปีต่อมา...ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ กับทหารของเขาก็ยังหลบซ่อนอยู่ในป่าและพร้อมจะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่ยอม แพ้อย่างเด็ดขาด มีหลายครั้งที่ทหารญี่ปุ่นกลุ่มนี้แอบออกมาลาดตระเวนดูที่ตั้งกองทหารของพวก เขาแต่ไม่พบเห็นอะไรเลย นอกจากชาวบ้านซึ่งกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิม กระนั้นทหารญี่ปุ่นก็คิดว่าฝ่ายข้าศึกได้ยึดครองพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงถอยกลับเข้าไปอยู่กลางป่าลึกเหมือนเดิม

เวลาผ่านไปจากหลายปีเป็นสิบปี และจำนวนปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทหารในหน่วยของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตไปทีละคนสองคนจากความเจ็บไข้ได้ป่วยและไม่มียารักษาโรค ทหารที่เหลือก็อยู่กันอย่างฝากชีวิตไว้กับชะตากรรม แต่ยึดมั่นในปณิธานจะไม่ยอมแพ้แก่ทหารศัตรูอย่างเด็ดขาดโดยไม่รู้ว่าสงคราม ได้ยุติไปนานแสนนานแล้ว และโลกภายนอกได้เปลียนแปลงไปมากแล้ว ทหารคนสุดท้ายภายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2515 ขณะลักลอบเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านชายป่า แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ยิงตาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย เพราะทหารญี่ปุ่นคนนั้นใช้อาวุธปืนประจำการยิงเข้าใส่ก่อน คราวนี้ก็เหลือร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ดำรงชีวิตอยุ่ในป่าเพียงลำพังคนเดียว

แม้จะเหลืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเขาก็ยังไม่ยอมวางอาวุธ ไม่ท้อแท้หมดกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอีก ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในป่าด้วยสำนึกแห่งการเป็นทหารครบถ้วน เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจและไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เขาก็ยังยึดถือคำสั่งนั้นอย่างแน่วแน่ ในที่สุดข่าวมีทหาญี่ปุ่นวึ่งไม่รู้ว่าสงครามโลกได้ยุติไปนานแล้วยังปัหหลัก อยู่ในป่าบนเกาะลูบังเพียงคนเดียว ก็ทราบไปถึงทางการญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามหาทางแจ้งข้อเท๊จจริงให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ รู้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนายทหารผู้นี้คิดว่าเป็นกลอุบายของข้าศึกที่จะหลอกจับตัวเขา แม้จะนำพระราชโองการของพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตนำไปติดไว้ทุกหนทุกแห่งในป่า ด้วยหวังว่าร้อยโทฮิรุ โอโนดะ มาพบเข้าจะยอมวางอาวุธแล้วออกมาปรากฏตัว แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอีก เพราะร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ไม่เชื่อว่าประกาศพระราชโองการนั้นเป็นความจริง

สามสัปดาห์ก่อนที่เขาจะยอมมอบตัว นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นบังเอิญไปพบร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ในป่า จึงเล่าความจริงให้ทราบว่าสงครามยุติไปนานแล้ว และขอร้องให้เขาออกมาปรากฏตัวเสียที กระนั้นร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ยังไม่เชื่อและบอกว่าถ้าผู้บังคับบัญชาของเขาคือ พันโทโยชิมา ตานาคูชิ ต้องมายืนยันด้วยตัวเองเท่านั้น ทางการญี่ปุ่นพยายามติดต่อตามหาตัวพันโทโยชิมา ตานาคูชิ จนพบและส่งผู้บังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ พร้อมกับคณะติดตามคณะหนึ่งเดินทางไปยังเกาะลูบัง ประเทศฟิลิปปินส์ และได้พบนายทหารผู้ยึดมั่นในคำสั่งและไม่ยอมแพ้ต่อข้าศึก พันโทโยชิมา ตานาคูชิ แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ทราบ และออกคำสั่งให้เขาวางอาวุธ นายทหารผู้แข็งกร้าวและยึดมั่นในวินัยจึงยอมวางอาวุธพร้อมกับเดินทางออกจาก ป่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2517 หังจากหลบซ่อนอยู่ในป่านานถึง 29 ปี

สิ่งที่เหลือติดตัวร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็คือ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งชุดเดียวกับปืนเล็กยาวพร้อมกระสุน และดาบซามูไรอีกเล่มหนึ่งเท่านั้น การกลับคืนสู่ประเทศญี่ปุ่นของนายทหารใจเพชรผู้นี้ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับวีรบุรุษผู้กล้าคนหนึ่ง มารดาวัยชราอายุ 88 ปี ซึ่งเชื่อว่าบุตรชายของนางเสียชีวิตไปแล้วและไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาที่ สุสานนิรนามแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กรุงโตเกียวเป็นประจำ กล่าวอย่างปิติว่า

ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นหลังจากอาศัยอยู่ในป่าเป็นเวลานาวนาน

"การอบรมแก่เขาตามแบบคนญี่ปุ่น ทำให้เขาเป็นทหารที่มีวินัย มีความจงรักภักดีต่อชาติสูงสุด และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 30 ปี เขาก็ยังยึดถือคำสั่งอย่างแน่วแน่"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น