วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

ก้างปลา

UVC News Letter NO 7
ผังแสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ (ก้างปลา)
โดยหลักทฤษฎี I (ค้นหาสาเหตุที่ตัวเราเองก่อน)

1. กราฟก้างปลา นำมาใช้จริงไม่ค่อยได้ผล (ในความคิดของผม)
ในบางบริษัทจัดให้พนักงานทำกิจกรรม QCC มีการแบ่งกลุ่มย่อย และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์
ปัญหา คือ กราฟก้างปลา หาสาเหตุที่แท้จริง ผมก็ขอลองเช็คข้อมูลดูว่าเขียนกันอย่างไร ส่วนใหญ่จะวิเคราะห์หัวข้อคน คือ พนักงานทำผิด ง่วงนอนทำให้ทำผิด วิธีแก้ไข พนักงานต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผมอ่านแล้วก็อดขำไม่ได้ มันเหมือนกับการวิเคราะห์แบบขอไปที เหมือนเด็กเล่นขายอย่างไงอย่างงั้น ไม่รู้เพราะอะไรจึงทำให้หัวหน้างานเข้าใจผิดไปได้

2. การเขียนกราฟก้างปลาจริง ๆ แล้วเขียนยากมาก
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม QCC หรือ เมื่อมีงานเสียเกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงโดยอาศัยเครื่องมือตามหลักการของการวิเคราะห์ปัญหา ในความคิดของผม ผมว่าการเขียนกราฟก้างปลามันเขียนยาก เพราะมันบล็อกตายตัวว่าจะต้องเขียนอะไร ถ้าผมสอนผมจะไม่แนะนำให้ใช้ก้างปลา ซึ่งผมมีเหตุผมของผมก็คือ
1. ตั้งใจที่จะเขียนก้างปลาให้สวย ๆ ในโครงสร้างก้างปลาซึ่งจะมีรายละเอียดมาก ๆ จึงทำให้หัวหน้าตั้งใจที่จะเขียนกราฟให้ออกมาสวย โดยไม่คำนึงถึงสาเหตุ
2. ความคิดไม่รื่นไหล การให้คิดตามโครงสร้างของก้างปลานั้น มันคิดออกมายัง ตามบล็อกที่กำหนด ผมว่าถ้าช่วยกันระดมสมองพูดคุยกันอย่างเปิดเผย จะได้ความคิดเห็นที่ดีกว่าและมากกว่า

คุณลองเขียนวิเคราะห์ก้างปลาดูซิครับว่าไอเดียจะออกมายากหรือไม่ (ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เขียนลงไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ไม่พอ ) ทำให้ความคิดที่ออกมามีจำกัด
 

3. ประสิทธิภาพของ 4 R Chart (R Reson)
ผมคิดว่าการใช้ 4 R Chart วิเคราะห์ปัญหาแทนการใช้กราฟก้างปลา นี่ง่ายดี และได้ผลดีด้วยเช่นกัน วิธีทำ
1. นำกระดาษ A4 พับครึ่ง แล้วพับครึ่งอีกครั้ง คลี่ออกมาจะเป็น 4 ช่อง
2. ให้ปัญหา 4 ข้อ (เช่น คน (พนักงานหรือหัวหน้า เครื่องจักร วิธีการ เป็นต้น)
3. ให้เวลาเปิดโอกาสให้คิดสาเหตุความเป็นไปได้อย่างอิสระ
4. แบ่งกลุ่ม จัดกลุ่มคุยปัญหาร่วมกัน
5. R Chart จะช่วยให้เขียนไอเดียง่าย ๆ ทุกคนคุยร่วมกัน จึงทำให้ได้ความคิดดี ๆ
6. การวิเคราะห์สาเหตุจะต้องมองที่ตัวเราเองก่อน


การวิเคราะห์สาเหตุจะต้องใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าหัวหน้าที่ไม่ค่อยมีกระบวนการคิด ส่วนใหญ่ก็จะวิเคราะห์โดยผลักภาระให้ผู้อื่น โทษบุคคลอื่นก่อน หรือไม่ก็โทษบริษัทไม่ดี โดยไม่มองที่ตนเองว่ามีอะไรที่จะแก้ไขได้บ้าง สิ่งนี้ต้องระมัดระวังด้วย ถ้าวิเคราะห์ว่าบริษัทไม่ดี ตนเองจะได้ไม่ต้องแก้ไขอะไร ให้บริษัทแก้ไข ตัวเองทำงานสบาย ๆ

ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัญหาไม่ถูกต้อง


ตัวอย่างที่ 1
ปัญหา พนักงานไม่ได้ปฏิบัติวิธีการทำงานที่ถูกต้อง
สาเหตุ1 ทำไมพนักงานไม่ปฏิบัติวิธีการทำงานที่ถูกต้อง
สาเหตุ2 มีงานเยอะทำให้รีบ
สาเหตุ3 งานเยอะเพราะ ออเดอร์เยอะ
การวิเคราะห์ปัญหาเช่นนี้ ไม่ได้แก้ไขอะไร โทษบริษัท รับออเดอร์มาจำนวนมาก

ตัวอย่างที่ 2
ปัญหา พนักงานลืมขั้นตอนการทำงาน
สาเหตุ 1 พนักงานลืม เพราะเหนื่อยล้า
สาเหตุ 2 พนักงานเหนื่อยเพราะทำโอทีมาก
สาเหตุ 3 ทำโอทีเยอะ ทำให้นอนน้อย
การวิเคราะห์ปัญหาเช่นนี้ เป็นการโทษบริษัทว่าให้โอทีเยอะ ๆ ไม่มีเวลา

การจะทำให้วิเคราะห์ปัญหาได้จะต้องอธิบายและสอนให้พนักงานเข้าใจหลักทฤษฎี I คือมองที่ตัวหัวหน้าก่อน ที่มีปัญหาเกิดขึ้น หัวหน้ามีข้อบกพร่องอะไรที่จะต้องแก้ไขอีก ไม่มุ่งเน้นมองไปที่ผู้อื่น ไม่โทษผู้อื่นให้ผู้อื่นแก้ไข เพราะการจะแก้ไขปัญหา เปลี่ยนบุคคลอื่นนั้น เปลี่ยนยาก เปลี่ยนตัวเราเองทำได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกต้อง
ปัญหา พนักงานไม่ได้ปฏิบัติ
สาเหตุ 1 งานยุ่ง ๆ ปฏิบัติไม่ได้
สาเหตุ 2 หัวหน้างานไม่เข้มงวดในการควบคุม ไม่เข้าใจความสำคัญของการปฏิบัติ
สาเหตุ 3 หัวหน้าไม่ไปสถานที่ทำงาน ไม่ไปดูสถานที่จริง

การวิเคราะห์สาเหตุ เราสามารถเปลี่ยนการวิเคราะห์ผู้อื่น แล้วหันมาดูตัวเอง ว่าเพราะอะไร และแก้ไขที่ตัวเอง เช่นนี้ จะทำให้ลดปัญหาลงได้ ตนเองมีการคิดแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ทำให้พัฒนากระบวนการคิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ผิดกับหัวหน้างานที่ไม่ค่อยมองตนเอง ให้คนอื่นแก้ไข ตัวเองทำงานสบาย ๆ ยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ แต่อย่าลืมว่า สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รอคุณนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น