วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

คำสอนของพ่อ

'มองที่กำแพงแล้วลองบอกพ่อซิว่าเห็นอะไรบ้าง' พ่อถามหลังจากพาผมมายืนเกือบชิดกำแพงวัด โดยหันหน้าเข้าหากำแพง
'เห็นแต่กำแพงครับ' ผมตอบไปตามจริง
'คราวนี้ ลองดูที่กำแพงอีกทีซิว่าเห็นอะไรบ้าง' พ่อถามอีกครั้ง หลังจากจูงมือผมมาหยุดยืนห่างจากกำแพงเดิมประมาณสิบเมตร
'เห็นกำแพง ขอบกำแพงด้านบน มุมกำแพงสองข้างครับ' ผมบอกถึงสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับกำแพง เพราะพ่อบอกให้ดูที่กำแพง
'ถ้าอยู่ใกล้กำแพงเกินไป เราจะเห็นแต่กำแพงที่ขวางหน้า เจอแต่ทางตัน แต่ถ้าเราถอยห่างออกมาให้พอเหมาะ มุมมองจะกว้างขึ้นเราจะเห็นขอบกำแพงแต่ละด้าน ทางที่เห็นว่าตัน จะไม่ตันอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับเราว่าจะปีนข้าม หรือเดินเลาะกำแพงออกไปจะซ้ายหรือขวาแล้วแต่เราเลือก...' พ่อหยุดพูดนิดหนึ่ง เหมือนเจตนารอให้ผมคิดตามได้ทัน
'กำแพงก็เหมือนกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ถ้าขลุกอยู่กับมันมากเกินไป จะเห็นแต่ปัญหา มีแต่ทางตัน ออกมาตั้งสติให้ห่างจากปัญหาสักหน่อย แล้วเราจะเห็นทางออกเอง'
ทุกครั้งที่มีปัญหา ภาพของพ่อที่กำลังสอนผมในวัยเด็กจะผุดขึ้นมาในหัว เพื่อเตือนสติผมอยู่เสมอ พ่อเรียนจบแค่ระดับชั้นประถม แต่พ่อเป็นนักอ่าน และนักฟังที่ดี พ่อบอกว่าความรู้หาได้จากทุกที่ ถ้ารู้จักไขว่คว้าหามัน
ผมเห็นการไขว่คว้าของพ่อตั้งแต่เด็ก ทุกเช้าพ่อจะชอบไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านกาแฟหน้าหมู่บ้าน ถกปัญหาสารพัดกับเพื่อนๆในร้าน แรกๆผมเคยตามพ่อไปด้วย แต่หลังๆผมเริ่มเบื่อเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน เพราะฟังไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องที่คุยก็น่าเบื่อไม่เห็นสนุกตรงไหน ผมเลยไม่คิดจะตามไปอีก พ่อติดตามข่าวสารต่างๆผ่านหน้าจอโทรทัศน์ไม่เคยขาด พ่อว่าเราควรต้องรู้ว่าโลกเราไปถึงไหนกันแล้ว บ้านเมืองเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเราบ้าง
ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูดทั้งหมด แต่ผมไม่เคยเถียงเพราะไม่รู้จะเถียงว่าอะไร ผมฟังในสิ่งที่พ่อพูด ผมคิดในสิ่งที่พ่อสอนเท่าที่สมองน้อยๆในตอนนั้นจะคิดได้ แต่ตอนนี้สมองของผมใหญ่ขึ้นรอยหยักเพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มเข้าใจคำสอนของพ่อที่พร่ำสอน เมื่อครั้งที่ผมยังเยาว์วัย หากไม่เจอปัญหาผมคงไม่คิดถึงคำสอนของพ่อ

เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกผมให้ออกจากภวังค์ หน้าจอโทรศัพท์แสดงหมายเลขที่ทำให้ผมต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะเป็นเบอร์ที่ผมคุ้นเคย วันนี้ผมกดตัดสายทิ้งไปสามรอบแล้ว แต่คนที่โทร.ก็ไม่ละความพยายามง่ายๆ ผมลังเลว่าจะรับสายดีหรือเปล่า
“สวัสดีครับ” ผมตัดความรำคาญกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
“คุณสุจริตใช่มั้ยคะ จากบริษัทผ่อนสบายค่ะ ทำไมคุณยังไม่ชำระค่างวดล่ะคะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” บอกชื่อบริษัทเสร็จ หล่อนก็ทวงค่างวดเครื่องเสียงที่ผมยังไม่ได้ชำระ สามวันมาแล้วที่หล่อนตามจองล้างจองผลาญผมหลังจากเลยกำหนดชำระ
“มี...” ผมกระแทกเสียงก่อนจะพูดต่อ
“แค่เกินกำหนดชำระมานิดหน่อย ทำไมต้องประจานให้คนในบริษัทรู้ด้วย ว่าผมค้างค่างวดอยู่ ใครรับสายคุณก็บอกเขาไปหมด” ผมถือโอกาสระบายอารมณ์กับหล่อน
“โทร.เข้ามือถือตั้งหลายครั้งคุณก็ไม่รับสาย โทร.เข้าบริษัทคนที่รับบอกว่าไม่อยู่ เลยต้องฝากข้อความไว้” น้ำเสียงหล่อนเริ่มแข็งกร้าว หางเสียงที่ฟังดูสุภาพถูกตัดทิ้ง ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหล่อนให้ฉุนเฉียวไปมากกว่านี้
“แล้วผมจะรีบไปจ่าย” ผมทำเสียงเหมือนไม่พอใจ ละหางเสียงที่สุภาพไว้ แล้วรีบตัดสายทิ้งทันที
ความจริงแล้วผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายค่างวดเครื่องเสียง ผมแกล้งทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้นเอง จะหยิบยืมเพื่อนฝูงก็เห็นจะยากเต็มที เพราะของเก่าที่ยืมมายังไม่มีปัญญาใช้คืน ขืนไปรบกวนอีกมีหวังเพื่อนๆคงเลิกคบหาสมาคมด้วยอย่างแน่นอน
ถ้าหนี้สินมีเพียงค่าผ่อนส่งเครื่องเสียงอย่างเดียว ผมคงไม่กลุ้มใจมากมายขนาดนี้ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังมีหนี้บัตรเครดิตอีกสี่ใบ รวมๆกันแล้วเป็นเงินหลายหมื่นบาท เงินเดือนผมแค่สองหมื่นบาทเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาอาศัยหมุนเงินจากบัตรใบโน้นไปจ่ายบัตรใบนั้น จากบัตรใบนั้นมาจ่ายบัตรใบนี้ แรกๆก็ไม่มีปัญหา ทำไปทำมามันกลับยุ่งเป็นงูกินหาง เงินที่เคยหมุนจากบัตรแต่ละใบไม่อาจนำมาหมุนได้อีกต่อไป บัตรใบนั้นก็ถึงกำหนดชำระ ใบนี้ก็ต้องจ่าย ใบโน้นก็ต้องเคลียร์

“ไปทำงานที่กรุงเทพฯต้องระวังเรื่องเงินทองดีๆนะสิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ” พ่อเตือนก่อนผมจะจากบ้าน มาทำงานในเมืองหลวง
หลายปีที่เป็นมนุษย์เงินเดือนผมกลายเป็นนักสะสมวัตถุตัวยง เห็นคนอื่นมีอะไรก็อยากจะมีบ้าง โดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น ทั้งตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องเสียง โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล และอีกจิปาถะ ของทั้งหมดต้องเป็นของมียี่ห้อราคาแพง นี่ยังไม่รวมรถยนต์ที่เพิ่งโดนยึดไปเพราะขาดส่งมาหลายงวด
มันเหมือนเป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดในวัยเด็ก ผมไม่เคยมีของเล่นดีๆเหมือนที่เพื่อนมี พอโตขึ้นมาหน่อยเพื่อนๆต่างมีโทรศัพท์มือถือใช้กันแทบทุกคน แต่ผมก็ยังไม่มีเหมือนเพื่อน ผมตั้งประณิธานไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มีงานทำมีเงินเดือนใช้ ผมต้องมีเหมือนคนอื่น
พอเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ ไม่ว่าสถาบันการเงินไหนมาเสนอให้ทำผมสนองตอบทุกครั้งโดยไม่ลังเล มีบัตรเครดิตมันโก้จะตาย ไม่มีเงินสดก็จับจ่ายใช้สอยได้ไม่มีขีดจำกัด กินเหล้าฟังเพลงเที่ยวผับเข้าบาร์เป็นเรื่องปกติ ที่ทำเป็นประจำทุกเดือนเดือนละหลายครั้ง ถึงได้มีเงินก็ใช้บัตรจ่ายแทนเงินสดได้ ยิ่งถ้าไปกับสาวๆด้วยแล้วยิ่งหน้าใหญ่เลี้ยงเขาไปทั่ว
มันน่าแปลกที่แต่ก่อนเริ่มทำงานใหม่ๆเงินเดือนยังไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ผมส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือนไม่เคยขาด แต่พอเงินเดือนมากขึ้นผมกลับส่งน้อยลง จนกระทั่งไม่ส่งสักบาท ผมเอาเงินมาบำรุงบำเรอกิเลสตัณหาของตัวเองจนเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง เงินเดือนเกือบทั้งหมดต้องใช้ชำระหนี้ แทบจะไม่มีเหลือไว้ใช้จ่ายส่วนตัว หมดปัญญาจะส่งเงินกลับบ้าน
ตอนนี้ผมเดินมาถึงทางตันแล้ว โดยมีบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายไล่ตามมาติดๆ เจ้าหนี้แต่ละรายไม่เคยให้เกียรติกันเลยแม้แต่น้อย โทรศัพท์ไปทวงถามที่บริษัทแทบทุกวัน แถมยังโพนทะนาไปทั่วว่าผมไม่ยอมชำระหนี้ ผมกลายเป็นวัวสันหลังหวะที่หวาดระแวง เดินไปแผนกไหนในบริษัทรู้สึกเหมือนกับว่าทุกคนจะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ที่สนิทหน่อยก็กระเซ้าว่าทีหลังอย่าลืมชำระหนี้

รถทัวร์พาผมมุ่งหน้ากลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผมเหม่อมองออกไปนอกรถ เห็นทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ภาพของพ่อกับแม่กำลังเอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน ก้มลงปักต้นกล้าบนผืนนาจนเหงื่อไหลไคลย้อย แวบผ่านเข้ามาในสมอง หยาดเหงื่อของพ่อกับแม่ที่เสียไป กลายเป็นใบปริญญาบัตรที่ผมได้มา แต่ผมกลับตอบแทนท่านด้วยหนี้สินก้อนโต ปัญหานี้ผมเป็นคนก่อขึ้นมา ผมต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ไม่เคยคิดจะกลับไปรบกวนท่านทั้งสอง ผมแค่อยากถอยห่างจากกำแพงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อมองหาทางออกตามที่พ่อเคยสอนไว้เท่านั้น
ผมมาถึงบ้านเมื่อดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า พ่อกับแม่กำลังตั้งสำรับกับข้าว ทั้งพ่อและแม่ต่างแปลกใจที่เห็นผมกลับมาบ้าน ซึ่งตามปกติผมจะกลับเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่เท่านั้น ในความแปลกใจนั้น แฝงความดีใจไว้เต็มเปี่ยม แม่กุลีกุจอทำกับข้าวที่ผมชอบมาเสริม พ่อแยกไปหุงข้าวมาเพิ่ม เพราะรู้ดีว่าข้าวที่อยู่ในหม้อ ไม่พอยาไส้พวกท้องยุ้งอย่างผมแน่นอน ส่วนผมถูกไล่ไปอาบน้ำให้สดชื่น ก่อนมาร่วมวงกินข้าว
สามวันที่อยู่บ้าน เป็นสามวันที่สมองผมปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่ต้องคอยหลบเจ้าหนี้ที่โทรศัพท์ตามรังควานถึงในบริษัท ไม่ต้องกังวลว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นสื่อทวงหนี้ เพราะมันถูกปิดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ผมถอยห่างจากกำแพงปัญหาจนเริ่มจะมองเห็นทางออกบ้างแล้ว
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า พ่อว่าลูกดูเครียดๆตั้งแต่กลับมาแล้วนะ” พ่อเปิดประเด็นขณะนั่งรับลมอยู่ที่ชานเรือน
“ก็...มีปัญหานิดหน่อยครับ” ผมลังเลที่จะบอก
“มีอะไรก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้นะ จะได้ช่วยๆกันคิด” พ่อไม่วายเป็นห่วงส่วนแม่เอียงหูฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้
“เนี่ยเหรอปัญหานิดหน่อยเป็นหนี้เป็นสินตั้งหลายหมื่น ว่าแล้ว ไอ้บัตรพลาสติกนั่นน่ะ มันใช้ง่ายใช้คล่องยิ่งกว่าพิมพ์แบงก์เองซะอีก แล้วเป็นไงล่ะเตือนก็ไม่ฟัง” แม่เสียงดังขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังปัญหาของผม
ไอ้บัตรพลาสติกที่แม่ว่า คือบัตรเครดิตที่แม่เคยเห็นผมใช้ เมื่อครั้งที่พาพ่อกับแม่ไปกินอาหารที่ร้านในตัวเมือง ตอนนั้นแม่เตือนว่าให้ระวังเพราะมันใช้ง่ายถ้าใช้เพลินโดยไม่คิดจะลำบากทีหลัง
“แกก็...ยังจะไปซ้ำเติมอีก แค่นี้ลูกก็กลุ้มใจจะแย่อยู่แล้ว” พ่อปราม จนโดนแม่ค้อนใส่
“แล้วจะทำยังไงต่อไป คิดไว้หรือยัง” พ่อตั้งคำถามขณะที่ผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

ผมบอกพ่อกับแม่ว่า จะลองเจรจากับเจ้าหนี้ขอผ่อนชำระค่างวดให้น้อยลงหน่อย ถ้าไม่ได้จะหยุดชำระ แล้วรอให้เจ้าหนี้แต่ละรายฟ้องร้อง จากนั้นก็รอศาลเรียกไปไกล่เกลี่ยว่าเราสามารถชำระหนี้ได้เดือนละเท่าไหร่ ระหว่างนั้นผมจะไม่ก่อหนี้เพิ่มของอะไรที่มีอยู่และไม่จำเป็นก็จะเอาไปขายเก็บเงินไว้ใช้หนี้ เครื่องเสียงที่เพิ่งผ่อนมาสามงวดก็ให้เขามายึดคืนไป
ตอนแรกแม่จะไม่ยอมเพราะกลัวว่าถ้าโดยฟ้อง ผมจะต้องติดคุกตะราง แม่ว่าจะเอาที่นาไปจำนองธนาคารเอาเงินให้ผมไปใช้หนี้ ผมต้องอธิบายให้แม่ฟังว่า คนอื่นที่เขาเป็นหนี้บัตรพลาสติกที่แม่เรียกมีอยู่หลายรายที่ทำแบบนี้เมื่อจ่ายไม่ไหว ไม่มีใครต้องติดคุกสักคน เจ้าหนี้เองก็อยากได้เงินคืน เราก็ยินดีจ่ายไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ขอความกรุณาในแต่ละงวด ให้จ่ายน้อยลงหน่อยเท่านั้นเอง
“ที่ผมกลับมาบ้านไม่เคยคิดจะรบกวนพ่อกับแม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ผมคิดถึงคำสอนของพ่อ ที่เคยสอนไว้ว่า อย่าขลุกอยู่กับปัญหา ถอยห่างออกมาตั้งสติเสียหน่อย แล้วเราจะมองเห็นทางออก ผมรู้สึกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯปัญหามันรุมเร้ามากเกินไป คิดอะไรไม่ออก” ผมบอกเหตุผลของการกลับบ้านให้พ่อกับแม่ฟัง
“ลูกมองออกไปนอกบ้านสิ เห็นต้นข้าวในนานั่นมั้ย เห็นแปลงผักกับบ่อเลี้ยงปลาที่ข้างบ้านหรือเปล่า เห็ดที่เพาะไว้หลังบ้านกับเป็ดไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้อีก...” พ่อหันมามองหน้าผมก่อนจะพูดต่อ
“พ่อกับแม่มีข้าวและกับข้าวกินทุกวันไม่เคยอด ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหา ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายได้เงินอีกต่างหาก พ่อกับแม่ก็ทำตามคำสอนของพ่อเหมือนกัน”
“ปู่สอนพ่อเหรอ” ผมพาซื่อ
“พ่อของเราทุกคนนั่นแหละ เศรษฐกิจพอเพียงไง ใช้ได้กับทุกคนทุกอาชีพ ลูกคิดถึงคำสอนของพ่อเมื่อมีปัญหา แล้วลูกเคยคิดถึงคำสอนของพ่อหลวงบ้างหรือเปล่า ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่มีก็ใช้ได้ตลอด” พ่อยกมือขึ้นโอบไหล่ผม สายตาทอดยาวไปเบื้องหน้า ผมสังเกตเห็นแววตาและรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น